แม่ลูกสวิงรัก

    แม่ลูกสวิงรัก บทที่ 83 โทสะของมารดา

            หลังจากค่ำคืนอันร้อนแรงที่รีสอร์ทเราสองแม่ลูกออกจากที่พักกันเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว ฉันเป็นคนขับรถส่วนลูกนั่งเบาะข้างร่างกายของเราทั้งคู่ยังเหนื่อยอ่อนจากกิจกรรมละเลงกามที่ลูกอุ้มฉันไปวางพาดบนขอบอ่างล้างหน้าเย็ดต่อกันในห้องน้ำระหว่างที่พ่อเขาโทรมาเมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อนแต่หัวใจของฉันกลับรู้สึกเบาโหวง...ปะปนไปกับความอิ่มเอมที่บรรยายไม่ถูกมันทั้งตื่นเต้นและเสียวหีไปหมดเพราะระหว่างที่คุยกับสามีก็ต้องถูกลูกโน้มคอลงมาดูควยของเขาที่กำลังวิ่งเข้าวิ่งในหีตัวเองไปด้วยฉันรู้ดีว่ามันไม่ควร แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธร่างกายของตัวเองได้เลย

            บนถนนสายเล็ก ๆที่ตัดผ่านเขตชานเมือง ฉันตั้งใจจะตรงกลับบ้านทันที แต่เพิ่งขับไปได้แค่ครึ่งทางลูกชายก็หันมาทางฉันด้วยแววตาออดอ้อน

            “แม่...เนอยากกินชานมร้านประจำ...”

            ฉันเหลือบมองเขานิดหนึ่งก่อนถอนหายใจเบาๆ อย่างเป็นห่วงสุขภาพของเขา

            “ชานมอีกแล้วเหรอ…กินไปกี่แก้วแล้ววันนี้”

            เขาทำหน้าทะเล้น แล้วหัวเราะในลำคอ

            “ก็...ตอนนี้แม่ทำให้เนต้องการน้ำตาลอย่างหนักเลยนี่ครับ”

            ฉันปลายตามองค้อนอย่างอดโมโหไม่ได้แต่สุดท้ายก็ยอมขับพาไปถึงจุดหมาย จอดรถริมทางตรงหน้าร้านชานมแบรนด์ดังเจ้าประจำที่มีไฟนีออนสีชมพูสว่างจ้าอยู่เหนือป้ายหน้าร้าน

            ลูกปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วหันมาถามเสียงอ่อนโยน

            “แม่อยากกินอะไรไหม? เดี๋ยวเนซื้อมาให้”

            ฉันส่ายหน้าพูดอย่างสงบนิ่งพลางหยิบมือถือขึ้นมาตรวจดูข้อความจากสามี

            “ไม่เอาหรอก แม่รออยู่บนรถนี่แหละดึกป่านนี้แล้วเดี๋ยวอ้วน ลูกก็ควรหัดใส่ใจสุขภาพบ้างนะ”

            เขาพยักหน้าเล็กน้อยแต่สีหน้ากลับดูแผ่วลงทันตา ริมฝีปากที่เคยยิ้มกลับเม้มเข้าหากันสายตาหลุบลงเหมือนผิดหวังนิด ๆ ฉันเห็นแล้วก็ใจหายมันเป็นสีหน้าแบบเดียวกับที่เขาเคยทำตอนยังเด็ก ตอนที่ฉันไม่ยอมซื้อของเล่นให้หรือเวลาเขาเฝ้ารอให้ฉันกลับบ้านเร็วแต่ก็ไม่ทันเสียที

            ฉันหันไปลูบหัวเขาเบา ๆปรับน้ำเสียงไม่ให้ดูเย็นชาจนเกินไปนัก บางทีก็สงสัยว่าในสายตาลูกฉันดูเป็นแม่ที่ใจร้ายเกินไปหรือเปล่า

            “ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นใส่แม่...ที่แม่พูดเพราะอยากให้เนได้กินของที่มีประโยชน์บ้างแต่ลูกรู้ดีนี่นาว่าแม่ก็ไม่เคยห้ามทั้งหมดหรอกจริงไหม... หืม?”

            ลูกยังไม่ยิ้มแต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ สายตาจ้องมองริมฝีปากของฉันอย่างแน่วแน่ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะทาบลงมาบนปากของฉันอย่างเรียกร้อง

    “อื้ออ...”

            ฉันหลุดเสียงครางเบา ๆอย่างไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจขาดห้วงชั่วครู่ ลิ้นของลูกชายสอดเข้ามาอย่างแผ่วเบาปลายลิ้นแตะกับของฉันแล้วตวัดเกี่ยวกันเบา ๆ อย่างที่เขาชอบ

            มือของเขาเริ่มเลื่อนลงมาช้า ๆไล้ผ่านหน้าท้องจนถึงกลางต้นขาแล้วสอดเข้าไปใต้ขอบกางเกงเลกกิ้งของฉันที่ใส่มาตลอดทั้งวันมืออีกข้างของเขาก็ลูบไล้หน้าอกของฉันผ่านสปอร์ตบรา

            “เน... ทำอะไร...”

            ฉันพยายามห้ามเสียงสั่นแต่ฝ่ามือของเขากลับไล้ผ่านร่องหีฉันที่ยังชุ่มจากเมื่อครู่ ปลายนิ้วค่อย ๆกดลงเบา ๆ จนฉันสะดุ้ง

            “ก่อนดื่มชานม...เนอยากดื่มน้ำแม่ก่อนไม่ได้เหรอ...”

            เขากระซิบเสียงพร่าข้างหูพลางกดนิ้วเข้ามาช้า ๆ

            “อื้ออมม... ซี๊ดด...อะไรของลูกเนี่ย...”

            ฉันครางกระเส่าร่างกายร้อนวาบขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่

            เขาดูจะตั้งใจมากกว่าที่ฉันคาดเพราะปลายนิ้วนั้นไม่เพียงแค่แตะ แต่มันเริ่มขยับเป็นจังหวะ หมุนวนเบา ๆตรงปุ่มกระสัน ทำให้สะโพกของฉันเริ่มเกร็งโดยอัตโนมัติ

    ฉันรีบคว้ามือเขาไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่พอมี

            “เน... หยุดก่อน...เราอยู่บนรถ... ยังอยู่ข้างถนนเลยนะ เดี๋ยวคนก็มาเห็นเอา...”

            ลูกทำสายตาออดอ้อนอย่างเสียดายเมื่อเห็นฉันขืนตัวอย่างจริงจัง เมื่อเห็นผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา

            “แต่มันแค่แป๊บเดียวเอง...เนสัญญาเลยว่าจะซอยหีแม่เบา ๆ ไม่ทำให้รถโยกจนคนจับได้”

            “เน...นี่แม่ให้เวลาลูกจนเยอะเกินไปแล้วนะ ซึ่งมันจะดึกมากแล้ว พ่อจะสงสัยเอา”

            ฉันรีบพูดเสียงแข็งขึ้นจนเย็นเยียบพร้อมกับดันเขาออกเบา ๆ และดึงกางเกงตัวเองให้กลับเข้าที่เดิมซึ่งลูกยอมถอยไปในที่สุด แม้ใบหน้ายังเต็มไปด้วยแววเสียดายแต่เขาก็เปิดประตูรถลงไปต่อแถวตรงหน้าร้านชานมแต่โดยดี

            ฉันหอบหายใจเบา ๆบางทีลูกก็จับอารมณ์ฉันได้ถูกต้องบ่อยครั้ง เขารู้ว่าจังหวะไหนควรรุกจังหวะไหนควรถอย เพื่อไม่ให้ฉันแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา

    ขณะนี้เป็นเวลาค่อนข้างดึกอากาศเริ่มหนาว เลยมีคนมารอเข้าคิวไม่มาก

    ไม่นานก็ถึงคิวของลูกชายเธอ

            ฉันนั่งอยู่บนรถมองผ่านหน้าต่างเฟรนช์วินโดว์ของร้านชานมอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันมองกระจกมองข้างของรถตนเอง

            กลางดึกเช่นนี้มีคนเดินไปมาแค่ประปรายบนท้องถนนโล่งการจราจรไม่ติดขัดเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังนับว่าเป็นเขตชุมชนเมืองใหญ่

            รถจักรยานยนต์ทรงแต่งซิ่งไม่รู้ว่ามาจอดต่อจากรถฉันไม่ไกลตั้งแต่เมื่อไหร่จู่ ๆ มีเด็กหนุ่มท่าทางเก้งก้างสองคน คนหนึ่งคร่อมรถ ส่วนอีกคนก็ลงจากรถเขาสวมเสื้อคลุมสีดำกับหมวกไหมพรม รูดซิปเสื้อปิดขึ้นมาถึงลำคอทั้งยังสวมหมวกต่ำจนคลุมช่วงคิ้ว ทั้งใบหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่เดียว

            เขาเดินอย่างระมัดระวังสองมือล้วงกระเป๋า ทว่าท่าเดินกลับดูแปลกประหลาด ไม่เหมือนคนปกติ

            ฉันเห็นแล้วชะงักไปเล็กน้อยอย่างรู้สึกไม่ชอบมาพากลเกิดความรู้สึกว่าคนคนนี้มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องเมื่อเขาจ้องมองคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหมือนมองหาอะไรสักอย่าง

            ตอนแรกฉันคิดว่าเขาคงจะเดินไปแซงคิวซื้อชานมแต่เมื่อเห็นลูกชายถือโทรศัพท์แนบหูเดินออกมาจากร้านพร้อมแก้วชานมอีกข้างในมือ

            ชายคนนั้นกลับไม่เข้าไปข้างในแต่สายตาจ้องไปที่มือถือของลูกชายฉันเขม็ง และตรงเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

            'ไม่นะ'

            ฉันกรีดร้องขึ้นมาในใจรีบเปิดประตูตะโกนลั่น

            "เนระวังลูก!"

            เมื่อหัวค่ำเนได้เย็ดแตกในใส่ฉันไปอย่างสุดมันแถมตอนนี้่ยังมาซื้อชานมชื่อดังบนอินเทอร์เน็ตอย่างสบายใจอยู่ในสภาพอารมณ์ผ่อนคลายเต็มที่

            พอเห็นคนเดินรี่ตรงเข้ามาดูเหมือนเนยังคงคิดเลยว่าเป็นแค่คนเดินถนนที่มาซื้อชานมแหละมั้ง

            จนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนของคนเป็นแม่อย่างฉันเนจึงนึกสะท้าน

            แต่ชายสวมหมวกนั่นเข้าประชิดถึงตัวลูกชายเธอแล้วอีกฝ่ายก้าวเท้ายาว ๆ ขณะล้วงมีดปอกผลไม้ที่สะท้อนประกายเย็นเยียบจากกระเป๋าพร้อมจ้วงแทงใส่

            กะทันหันขนาดนี้เนยังจะตั้งรับอะไรได้

            โยนชานมในมือทิ้งยังไม่ทันด้วยซ้ำได้แต่ยกแขนขึ้นมาป้องกัน

            คมมีดแทงลึกเข้าไปในแขนจนได้เลือด

            มีเด็กสาวที่เพิ่งเดินออกจากร้านตกใจจนกรีดร้องสุดเสียงฉันในชุดบราสปอร์ตสีดำเข้ารูปและกางเกงเลกกิ้งรัดรูปสีน้ำเงินเข้มที่แนบไปตามสรีระสะโพกและต้นขาเร่งฝีเท้าตรงไปยังลูกชายที่กำลังโดนจู่โจม

            มีดแรกแทงเข้าไปในแขนอีกฝ่ายเตรียมจะดึงมีดออกหมายจะชิงโทรศัพท์ในมือแล้ววิ่งหนี

            แต่ในตอนนั้นฉันมาถึงแล้วฉันไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งสิ้น ร่างกายขยับตามสัญชาตญาณที่ซึมลึกจากการฝึกฝนมาหลายปีวิ่งเข้าประชิดด้านหลังชายคนนั้นที่ทำร้ายลูกของฉันก่อนยกขาเรียวยาวตวัดเตะหลังอีกฝ่ายอย่างรุนแรงและดุดันจนเจ้าตัวผงะล้มลงกับพื้น

            ชายคนนั้นตกตะลึงเขากำมีดเปื้อนเลือดหมายจะตอบโต้ แต่เธอไม่ให้เวลาเขาตอบโต้หรือแม้กระทั่งเงยหน้าขึ้นหญิงสาวจัดการก้มตัวจิกศีรษะอีกฝ่ายกระแทกพื้นปูนซีเมนต์อย่างไร้ความปรานี

            'ตึง!'

            เสียงกระโหลกกระแทกพื้นดังสนั่น

            ชายคนนั้นยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำก็น็อกคาที่เกิดเหตุไปแล้ว

            ฉันกระทืบข้อมืออีกฝ่ายซ้ำใช้เท้าเตะมีดนั้นออกไปไกล หัวคิ้วขมวดแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยต่อลูกชาย

            ทว่าชายอีกคนที่คร่อมรถอยู่ก็รีบลงมาช่วยพรรคพวกของตัวเองดวงตาของอีกฝ่ายวาวโรจน์วิ่งถือมีดเข้ามาอย่างดุดันเหมือนคนเมายาเส้นใบมีดเงาวับสะท้อนแสงไฟ

            “อีห่านี่ มึงทำอะไรเพื่อนกู!”

            แม้จะพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วแต่ในสายตาของฉันก็ยังถือว่าเป็นชั้นสวะ ไร้ซึ่งทักษะใด ๆ

            ในตอนที่มีดจะจ้วงแทงถึงหน้าท้องฉันเบี่ยงตัวออกข้าง แล้วคว้าข้อมือข้างที่ถือมีดของอีกฝ่ายไว้แน่นก่อนจะออกแรงบิดจนข้อต่อของมันงอพลิกผิดรูปร้องเสียงหลงจนต้องคลายมือที่กำมีดทิ้งลงพื้น

            ซึ่งฉันไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายกรีดร้องได้นานปล่อยหมัดชกไปที่ลูกกระเดือกจนมันสำลัก เสียงหายใจขาดห้วง เสียงสำลักดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ผงะถอย

    และในจังหวะนั้นเองฉันเปลี่ยนเท้าหลัก ก้าวขาขวาเข้าไปประชิดร่างของมันอย่างแม่นยำแผ่นหลังนวลเนียนและก้นงอนของฉันเบียดแนบเข้ากับเป้ากางเกงและหน้าอกของมันในเสี้ยววินาทีก่อนจะงอเข่าลงเล็กน้อย ก้มตัวพร้อมดึงแขนของมันผ่านบ่า จับแน่นทุ่มอีกฝ่ายลงพื้นดังอัก ด้วยท่าทุ่มข้ามไหล่ของยูโด

            “อั่ก!!”

            ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในหลักวินาที

            เหงื่อซึมแผ่นหลังมือของฉันยังบีบแน่นข้อมือของชายคนนั้นที่นอนแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ในท่ากึ่งก้มสะโพกแอ่นและบั้นท้ายแนบรัดด้วยเลกกิ้งสีน้ำเงินที่เน้นความโค้งเว้าของสะโพกกับต้นขาชัดเจนชาวบ้านแถวนั้นที่มองเห็นแม้แต่เด็กสาวที่ยังยืนช็อคต่างจับจ้องร่างฉันด้วยความตื่นตะลึง

            ทันทีที่พวกเขาได้สติจากภาพอันสุดเซ็กซี่เกินห้ามใจจึงรีบกรูเข้ามาช่วยกันล้อมจับผู้ร้ายทั้งสองคนไว้

            ฉันจ้องสภาพคนร้ายทั้งสองอย่างแข็งกร้าวเพียงชั่วครู่...แต่แล้วใจของฉันพุ่งไปหาลูกทันที

            เลือดของลูกหยดลงพื้นอย่างหน้ากลัวใบหน้าซีดเผือด มีดเสียบปักคาที่แขนอย่างหวาดเสียว บาดแผลค่อนข้างลึกมีเลือดไหลอาบ

            "ใครก็ได้ช่วยโทรหา 1669ทีค่ะ!"

            มีคนอาสาเรียกเจ้าหน้าที่ให้อย่างเร่งด่วนขณะที่ฉันเข้ามาประคองลูกชายด้วยอาการใจสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนใบหน้าของลูกซีดเผือดและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเขากัดฟันแน่นพยายามไม่แสดงอาการมากเกินไป

            "แม่...เนเจ็บ..."

            "แม่รู้... อดทนหน่อยนะเดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้ว"

            ฉันพูดปลอบเขาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบทั้งที่เห็นลูกเจ็บเธอก็เหมือนกำลังเจ็บเอง

            ฉันไม่กล้าดึงมีดออกเพราะรู้ดีว่าถ้าดึงออกมา เลือดจะทะลักออกมามากกว่าเดิมฉันจึงใช้มือซ้ายกดเหนือบริเวณที่ถูกแทงเพื่อชะลอการเสียเลือดอีกมือก็หยิบผ้าขนหนูสะอาดที่ชาวบ้านส่งให้มาพันรอบบาดแผลอย่างระมัดระวังเพื่อห้ามเลือดให้ได้มากที่สุด

            “อยู่กับแม่นะลูกอย่าหลับตานะ...”

            ฉันพูดกับเขาเบา ๆสายตายังคงจับจ้องไปที่ดวงตาของลูกชายเพื่อให้แน่ใจว่าเขายังมีสติอยู่

            เสียงหวอดังมาแต่ไกลด้วยความที่สถานีตำรวจอยู่ไม่ไกลมาก และเพราะที่นี่ถือเป็นเขตเมืองตำรวจจึงรุดมาอย่างรวดเร็วรถกู้ภัยและรถพยาบาลฉุกเฉินพุ่งเข้ามาจอดบริเวณใกล้เคียงเจ้าหน้าที่รีบลงจากรถมารับช่วงต่ออย่างรวดเร็วและเป็นระบบพร้อมกับกู้ภัยที่กำลังปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ลูกชายของเธอเพียงไม่นานพวกเขานำลูกชายเธอขึ้นเปลหามอย่างระมัดระวังและรัดกุม

            "คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะครับเราจะดูแลอย่างดีที่สุด"

            เจ้าหน้าที่พูดให้ความมั่นใจ

            เมื่อรถพยาบาลเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกและหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งมาถึงพร้อมกับรถตำรวจที่จอดอยู่ข้างๆ

            นายตำรวจแนะนำตัวอย่างสุภาพแต่เมื่อเห็นสภาพที่เกิดเหตุก็ต้องอึ้งตาค้างยิ่งพอเห็นคนร้ายที่ใช้มีดนอนแบ็บอยู่กับพื้น พวกเขาก็ยิ่งพูดไม่ออก

            "ขอความกรุณาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยนะครับคุณผู้หญิง"

            ฉันพยักหน้าเบา ๆพยายามควบคุมอารมณ์ที่ยังสั่นไหวภายในใจก่อนเริ่มอธิบายรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้

    นายตำรวจหนุ่มชี้ชายที่นอนแบ็บอยู่พลางถาม

            "คุณรู้จักผู้ก่อเหตุรีเปล่าครับ?"

            "ไม่ค่ะแต่ดูท่าเขามีเจตนาปล้นชิงทรัพย์"

            ฉันบอกชื่อแซ่ตัวเองและข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างกระชับและตรงประเด็น

            พอเห็นนายตำรวจคล้ายยังอยากจะถามอะไรที่เกี่ยวกับสภาพของคนร้าย ฉันจึงชี้ไปที่กล้องวงจรปิดหน้าร้าน

            "เป็นการป้องกันตัวโดยสมควรแก่เหตุทางร้านน่าจะมีบันทึกกล้องวงจรปิดไว้ค่ะ"

            อย่าว่าแต่เรื่องนี้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกระชั้นชิดเลย

            อ้างอิงจากระเบียบการทำคดีที่สำนักอัยการสูงสุดหากเผชิญหน้ากับคนร้ายที่ใช้มีดเป็นอาวุธการใช้มีดโต้ตอบกลับไปถือว่าไม่เป็นความผิด

            ขอเพียงภัยคุกคามจากคนร้ายยังไม่สิ้นสุดลงต่อให้ผู้ป้องกันตัวแทงอีกฝ่ายจนถึงแก่ความตายก็ไม่มีความผิดเพราะงั้นไม่ต้องพูดถึงคนเป็นแม่อย่างเธอที่แค่แตะอีกฝ่ายสลบเลย

            กชกรสงบเยือกเย็นไม่พูดอะไรอีกหลังเล่าจบโดยที่ตำรวจไม่รู้เลยว่าความรักของคนเป็นแม่นั้นมากมายขนาดไหนภายในของเธอกำลังเดือดดาลขัดแย้งกับสิ่งที่ภายนอกแสดงออกอย่างเย็นชาสงบนิ่ง

            ในที่สุดรถพยาบาลฉุกเฉินอีกคันก็มาถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตรวจสอบแล้ว ก็รีบพาคนร้ายขึ้นรถไปโรงพยาบาลพร้อม ๆกันทันที

     

    คล้ายกับเรื่องแม่ลูกสวิงรัก ที่คุณอ่าน