เมื่อเดินเข้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเดิมคือคุ้มของพระเ้าสุริยพงษ์ฯทั้งสองหนุ่มต่างตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่และความงดงามของอาคาร ไอ้คำจึงหันมาพูดกับนายของตน “คุ้มนี่ใหญ่ขนาด งามแต๊ๆบ้านเมืองเฮาบ่มีคุ้มเทียบจะอี้”
ขุนฟองพยักหน้าเห็นด้วย“หากข้าปิ๊กบ้านแฮ๋ม ข้าจักสร้างคุ้มเทียบจะอี้ให้พ่อท่านพญา จักได้เทียมเกียรติเ้าผู้ครองนคร..แลเป็การแทนคุณท่านพ่อโตย” พูดจบก็เกิดความรู้สึกตื้นตันจากการสำนึกบุญคุณเ้าพญาภูคาจนน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย
เมื่อขึ้นชั้นบนทั้งอิงอิ้งและจีมต่างพาขุนฟองและไอ้คำเข้าชมห้องต่างๆเริ่มจากห้องเชื้อสายเ้าผู้ครองนครน่านขุนฟองได้เห็นรูปของเ้าผู้ครองน่านทั้ง 64พระองค์ พร้อมพระแสงดาบฝักเงิน พระแสงดาบ เครื่องถ้วยซึ่งเป็สมบัติเดิมของเ้าผู้ครองนครน่าน มีแผนผังเมืองเก่าน่านเห็นถึงขอบเขตพื้นที่ของเมืองน่านในอดีต
จึงยิ้มด้วยความปลื้มใจพูดออกมาว่า“ลูกหลานของเฮา งามขนาดโตยยศศักดิ์ มีอำนาจวาสนาแต๊นักสร้างบ้านแปงเมืองจนใหญ่นัก”
ในห้องเดียวกันนั้นขุนฟองเห็นงาช้างดำจึงหันไปถามอิงอิ้งถึงความสำคัญและที่มาของงาช้างดำนั้น
“นี่คืองาช้างดำคู่บ้านคู่เมืองของนครน่าน เป็สมบัติตกทอดจากเ้าผู้ครองนครค่ะ....พญา...เอ่อ...จีม..ชั้นจำไม่ได้อะ..สมัยท่านพญาองค์ใดนะที่ทำพิธีสาปแช่งไว้”
พูดจบอิงอิ้งเดินมายังป้ายรูปถ่ายงาช้างดำประกอบคำอธิบาย ที่แขวนอยู่ข้างผนังขวามือของตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่เก็บรักษางาช้างดำเพื่อจะหารายละเอียดขุนฟอง ไอ้คำ จีมจึงเดินตามอิงอิ้ง “อ๋อ....เ้าพญาการเมืองค่ะ อิ้งจำไม่ได้ต้องขออภัยนะคะ”
แต่เมื่อจีมดูป้ายนั้นตาเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ พยายามกระพริบตาถี่ๆ เข้าใจว่าตนตาฝาด
“ยัยอิ้ง...”เสียงจีมร้องดังด้วยความใ “ทำไมข้อมูลในป้ายนี้ไม่เหมือนเดิมที่ชั้นเคยเห็น มันมีข้อมูลเพิ่มเติมว่างาช้างดำนี้ถอดจากช้างในสมัยเ้าพญานุ่น ผู้ครองเมืองปัว และนครจันทบุรี แต่เคยถูกอาณาจักรสุโขทัยยึดไปหลังจากการอาณาจักรน่านแพ้า....ฮ๊า...ที่ผ่านมาไม่เคยมีบันทึกว่าสุโขทัยกับน่านไม่เคยรบกันแต่มีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอดนะ”
ขุนฟองจึงให้ข้อมูลว่า“อาณาจักรของเฮากับสุโขทัยต่างเป็มิตร บ่เคยแย้ง บ่เคยกึ๊ดยะศึกกัน พ่อท่านพญาจักฮื้อข้าเ้าครองเมืองย่าง บ่ข้ามน้ำโขงไปสร้างบ้านแปงเมืองโตยเหตุฮื้อข้าเ้าสร้างไมตรีกับสุโขทัยแลนครรอบข้างบ่เป๋นจะอี้”
จีมจึงใช้โทรศัพท์โทรหาผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติจังหวัดน่านหัวหน้างานของเธอ ได้ข้อสรุปว่ามีข้อมูลเพิ่มเติมที่เพิ่งค้นพบได้เมื่อหนึ่งสัปดาห์มานี้เอง
“ยัยจีม ตอนเราเรียนมหาลัย ไม่เคยมีบันทึกที่มาของงาช้างดำว่าถอดจากช้างในสมัยใดเลยนะและที่สำคัญเ้าพญานุ่นครองทั้งเมืองน่านและฝั่งลาวตรงหลวงพระบาง หรือประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปตามที่ลุงจั๊กเคยค้นข้อมูลทางเน็ตแล้วมันเปลี่ยนไป”
ขุนฟองและไอ้คำแม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่อิงอิ้งพูดกับจีมทั้งหมด แต่พอประติดประต่อเื่ได้ว่า การฏของขุนนุ่นกระทำการสำเร็จ ได้เปลี่ยนแปลงบางอย่างในอดีตนับจากวันที่ตนจากมา
ทั้งสองต่างขมวดคิ้วด้วยความกังวล ส่วนขุนฟองอดรำพึงออกมากับไอ้คำว่า“ข้าจะยะจะใดพ่อง ข้าบ่ได้หวงอำนาจครองเมือง แต่ข้าห่วงไพร่ฟ้า ชาวนครย่างจักต้องอยู่ยากแต๊ข้าวจักยากหมากจักแพง โตยยะศึกกับสุโขทัย” เมื่อได้ยินเช่นนี้อิงอิ้งกับจีมจึงสบตากันนิ่งด้วยความหนักใจเห็นใจขุนฟองที่ห่วงบ้านเมืองของตน
“เพื่อให้ชัวร์นะชั้นว่าเราควรไปดูหลักศิลาจารึกหลักที่ 64 และ 74 ว่าจารึกเปลี่ยนแปลงไม๊นะยัยอิ้ง” ซึ่งหลักศิลานั้นเป็การบันทึกแสดงถึงการกระทำสัตย์สาบานและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสุโขทัยกับนครน่านในการร่วมกันสร้างและบูรณะวัดช้างค้ำ
สองสาวผู้จบด้านโบราณคดีไปห้องจัดแสดงหลักศิลาจารึกเพียงสองคน เพราะไม่้าให้ขุนฟองกังวลมากไปกว่านี้ จากที่พบปรากฏหลักศิลาอื่นที่บันทึกถึงความขัดแย้งระหว่างนครน่านกับสุโขทัยในยุคของผู้ครองนครระบุว่าเป็เ้าพญานุ่น แม้สองสาวจะไม่สามารถอ่านคำจารึกได้แต่ป้ายอธิบายกลับเปลี่ยนไป
“จีม ชัดมากแล้วนะว่าเหตุการณ์ในอดีตเปลี่ยนไปแล้วบันทึกบางส่วนของประวัติศาสตร์จึงเปลี่ยนไปนะแก เราจะบอกขุนฟองยังไงดี”
“แหมแกก็ห่วงพ่อขุนฟองของเธอจังเนอะเธอห่วงอะไรละ ชั้นว่าเขาพอเข้าใจแล้วนะ ลุงจั๊กก็เคยบอกเขาไปเมื่อวันก่อนแล้วนะ ว่าเมื่อเขาสองคนเดินทางข้ามเวลามาอดีตก็เปลี่ยนแปลงจากการยึดอำนาจของขุนนุ่น”
อิงอิ้งแอบหยิกเพื่อนรักที่ต้นแขนเบาๆเป็การประท้วง “นี่ๆ ขุนฟองของชั้นอะไรจ๊ะ เขาเป็ถึงเ้า ชั้นเพียงเข้าใจความห่วงบ้านเมืองของเขาเองจ้า” จีมยิ้มทำหน้าล้อเลียน “เหรอ...อิอิ”
ขณะอยู่ลำพังไอ้คำกับขุนฟอง เห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ หีบบรรจุพระไตรปิฎก ขุนฟองจึงชวนไอ้คำก้มกราบพระพุทธรูปด้วยความปลื้มปีติณ วินาทีนั้นพลันหวนนึกถึง คำสอนของครูบาจันทร์
“ยามนี้พระศาสนาขององค์พระพุทธองค์ ยังบ่ได้แผ่ขยายไปกว้างไกลนักบ่เมินพระศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองในดินแดนนี้ แลรุ่งเรืองไปทั่วสุวรรณภูมิแต๊ๆ เ้าต้องฮื้อทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ฝึกฝนตน ฮื้อเป็แบบอย่างที่ดีเพื่อสร้างศรัทธา ยามใดที่ท่านครองนคร จักเผยแผ่คำสอน ไปได้กว้างไกล” แม้เพียงในห้วงคำนึงขุนฟองรู้สึกก็ปลื้มปีติจนน้ำตาไหลจนสุดที่จะกั้นไว้ได้
“ข้าดีใจนักที่ได้เพียรยะความดีตามคำสอน เป็เหตุเริ่มฮื้อพระศาสนาเจริญรุ่งเรืองหยั่งรากลึกนับจากบัดนั้นถึงบัดเดี๋ยวนี้” พูดจบจึงก้มกราบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็ที่ตั้งถ้ำผาฆ้อง
“ข้าเ้ากึ๊ดตึ๋งครูบานัก บ่เมินข้าเ้าจักป๊ะเพื่อกราบท่านแฮ๋ม ข้าเ้าขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ข้าเ้าจักปิ๊กเพื่อกู้บ้านเมืองฮื้อรอดจากภัยปกครองอาณาจักร ไพร่ฟ้าฮื้อร่มเย็นมีสุข”
เมื่อสิ้นเสียงคำพูดแววตาของขุนฟองพลันเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นเข้มแข็ง ไม่เหลือความอ่อนโยนแม้แต่น้อย บ่งบอกถึงการปฏิญาณตนว่าจะต้องกลับไปกู้บ้านเมืองคืนจากขุนนุ่นให้ได้ ฉับพลันภายนอกอาคารพิพิธภัณฑ์เกิดลมโหมพัดแรง เมฆหนาปกคลุมเกิดฟ้าแลบแปลบๆ เสียงฟ้าร้องดังครืนลั่นไปทั่วจนทั้งสองต้องเหลือบมองรอบอาคารไปทั่วด้วยความประหลาดใจ
ในระหว่างที่ทั้งสองก้มกราบอยู่นั้นอิงอิ้งและจีมได้เดินเข้ามาที่ด้านหลังได้ยินคำพูดของขุนฟอง อิงอิ้งจึงจับมือจีม ทั้งสองสบตากันแววตาต่างชื่นชมขุนฟองที่ซื่อสัตย์กตัญญูต่อบ้านเมือง จนอดยิ้มออกมาไม่ได้ เป็ความประทับใจในส่วนลึกของอิงอิ้งโดยที่เธอก็ไม่รู้ตัว เมื่อเกิดฟ้าลมพายุฟ้าคะนองทั้งสองสาวอดมองรอบอาคารและหันมามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์แววตาของขุนฟองเปล่งประกายไม่ว่างเปล่าเหมือนเดิมอีกต่อไป กลับถูกเติมเต็มด้วยความภาคภูมิใจในตัวเ้าพญาภูคาที่ปัจจุบันบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรือง ความทดท้อเสียใจที่เคยมีกลับแปรเปลี่ยนเป็พลังความมุ่งมั่นที่จะกลับไปกู้บ้านเมืองให้สำเร็จ
ระหว่างทางที่ทั้งสี่เดินไปยังวัดภูมินทร์ อิงอิ้งและขุนฟองต่างเกิดความรู้สึกถูกดึงดูดซึ่งกันและกันจึงเดินเคียงข้างใกล้กัน หัวใจของสาวสวยเบิกบานอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ส่วนชายหนุ่มมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาเกิดความรู้สึกสุขใจท่วมท้น
“วัดนี้มีความสำคัญจะใด” แท้จริงแล้วคำถามนี้ตนไม่้าคำตอบแต่เพียง้าชวนคุยเพื่อสื่อสัมพันธ์ อิงอิ้งััความรู้สึกของขุนฟองได้ ใจจึงเต้นแรงเกิดอาการเขินอายเล็กน้อย
“วัดนี้เป็วัดสำคัญของนครน่านค่ะ ทุกคนที่น่านจะต้องมาเยือนที่นี้ถ้าไม่มาเหมือนกับมาไม่ถึงน่านค่ะเดี๋ยวท่านลองเข้าไปชมด้านในนะคะ” พูดจบแอบอมยิ้มตาเกิดประกายหวนนึกถึงความโรแมนติกแสนหวานที่เธอััเมื่อมาเยือนครั้งแรก
กิริยาของหนุ่มสาวที่เดินนำหน้าไม่รอดพ้นสายตาของจีม แววตาครุ่นคิดชั่วขณะแล้วพยักหน้ากับตนเองช้าๆพร้อมยิ้มกว้างออกมา ขณะเดียวกันพลันรู้สึกถึงพลังดึงดูดด้วยสายตาของคนที่เดินข้างกัน จึงหันไปสบตากันอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อพบกับสายตาที่เป็ประกายของไอ้คำจึงเบือนหลบมองไปทางอื่นใจเต้นแรงขึ้นมาจนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เมื่อหันมาอีกครั้งยังคงเห็นสายตาคู่เดิมจ้องอยู่ จึงกลบเกลื่อนความเขินอายด้วยการถลึงตาใส่จนไอ้คำต้องละสายตาพร้อมยิ้มแหยๆ
เมื่อทั้งสี่เดินเข้าด้านในอุโบสถชายหนุ่มทั้งสองได้เห็นความงามของศิลปะที่งดงาม ขุนฟองจึงพยักหน้าช้าๆ ด้วยความพึงใจ สายตาของขุนฟองสะดุดตากับรูปวาดของปู่ม่านย่าม่าน แววตาสื่อถึงความสงสัย กำลังหันไปทางอิงอิ้งเพื่อถามสาวสวยจึงเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากของตน พร้อมส่งเสียง ‘จุ๊จุ๊’ เบาๆ เพื่อให้ฟังมีมัคคุเทศก์นักเรียนชั้นมัธยมที่กำลังเล่า “รูปนี้ชื่อ กระซิบรักบันลือโลก เป็รูปที่วาดขึ้นในปี พ.ศ. 2410 –2417 ปัจจุบันมีอายุ 151ปี วาดโดยหนานบัวผัน ในรูปปู่ม่านนกำลังกระซิบบอกรักย่าม่าน"...
"อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม นักเขียนและปราชญ์ท้องถิ่นชาวน่านได้แต่งกลอนชื่อ ‘คำกระซิบรัก’ ว่า"...
"คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาวก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้มก็กลัวเ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้
จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเหว่ว้า..."
เมื่อเสียงอ่านบทกลอนจบลง..ขุนฟองและอิงอิ้งหันมาสบตากันโดยบังเอิญชายหนุ่มสบตานิ่งสายตาเป็ประกายลึกซึ้งสะท้อนความรู้สึกภายในที่เอ่อล้น สื่อความรู้สึกในบทกลอนนั้นแทนคำพูดของตนกับอีกฝ่ายหนึ่ง อิงอิ้งสบตานิ่งแววตาฉายความตื่นเต้นระคนความเขินอายหัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาภายนอก ใบหน้าสีแดงระเรื่อจนเกือบเข้มััถึงความรู้สึกที่อีกฝ่ายสื่อถึง ชั่วขณะจึงเบือนหน้าหนีเกือบหันหลังหลบด้วยความอายแต่เกรงว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ความในใจของตน
เสียงในใจดังก้องขึ้น “อิงอิ้งจ๋า....เกิดอะไรขึ้นระหว่างเขาและชั้นนี่เขากำลังจะบอกอะไรกับแกเหรอ แกคิดไปเองรึเปล่า..เขาคงแค่รู้สึกว่ากลอนเพราะเท่านั้นมั้งอย่าๆ...อิงริศาอย่าคิดมากนะ คงเป็ไปไม่ได้เกิดต่างยุคกันนะ อย่าหวั่นไหวสิ”
ขุนฟองเห็นอาการของอิงอิ้งจึงยิ้มออกมา“แม่นางพึงใจในคำแต่งนั้นฤา ข้าว่าไพเราะยิ่งนัก” ขุนฟองถามหยอกเย้าที่เห็นอีกฝ่ายเกิดอาการเขินอาย
“แม่นางฝากใจ๋ไว้ที่ใดพ่องมีไผที่แม่นางฝากใจไว้ก่” อิงอิ้งยิ้มแทนคำตอบจงใจให้อีกฝ่ายไม่รู้คำตอบในใจรำพึงว่า
“อื่ม..ผู้ชายกี่ยุคกี่สมัยมาไม้เดียวกันหมดหลอกถามว่าเราว่างไม๊นะ เห็นเงียบๆ ขรึมๆแพรวพราวไม่ใช่เล่นเลยน้า...นึกว่าชั้นจะไม่รู้ทันเหรอยะท่านขุน หลอกให้งงไปก่อน ชั้นจำเป็ต้องรักษาทรงอิอิ”
ไอ้คำกับจีมยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของภาพกระซิบรักบันลือโลก เมื่อไอ้คำได้ยินบทกลอนแววตาเป็ประกายหันมาสบตาจีม แต่คนที่เป็เป้าหมายกลับมองไปด้านอื่นจนไอ้คำรู้สึกเก้อได้แต่พูดออกมาเพื่อหวังให้จีมได้ยิน
“ละอ่อนว่าจะใดพ่องข้าเ้าบ่เข้าใจ”
“น้องเขาอ่านบทกลอนของปูม่านย่าม่าน บุคคลในรูปไม่มีอะไรพิเศษเป็นเพียงแค่บันทึกจ้า” จีมตอบไปเพื่อเป็นการเฉไฉเพราะสัมผัสได้ว่าไอ้คำพยายามหาเรื่องชวนคุยหวังให้ตนตอบเพื่อจะต่อยอดให้เกิดการสนทนากัน