สามวันผ่านไป
กำแพงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังของกลาซิสมีทางเข้าออกอยู่4 ทางตามทิศต่าง ๆ
ตอนนี้ที่หน้าประตูขนาดใหญ่ซึ่งมียามเฝ้าอยู่2 คน ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใส่เสื้อแขนสั้นสีเทาทับด้วยผ้าคลุมสีดำ กางขายาวสีดำรองเท้าแตะสาน สะพายถุงสัมภาระสีดำไว้ด้านหลังกำลังยืนหาวหวอดด้วยความง่วงผสมความเบื่อหน่าย
“ก็น่าจะถึงเวลาออกเดินทางแล้วนะทำไมยังไม่มีใครมาอีก?”
การินบ่นพึมพำพร้อมกับหาวออกมาอีกครั้ง
ทันใดนั้นน้ำเสียงสดใสของหญิงสาวผู้หนึ่งพลันดังขึ้นจากบนกำแพง
“นี่คือจอมี้เีจากเขตตะวันออกที่เธอพูดถึงเหรอ?ดูเหมือนว่าจะไม่จริงสักนิดเลยนะ เพราะว่าเขามาก่อนเวลานัดตั้ง 1 ชั่วโมง”
การินคิดจะเงยหน้าขึ้นไปบนกำแพงแต่กลับพบว่ามีคนสองคนะโลงจากกำแพงสูง30 เมตร มาที่ตรงหน้าเขาก่อนแล้ว
คนหนึ่งคืออลิสที่สวมชุดเหมือนคราวก่อน
อีกคนคือหญิงสาวที่มีความงดงามในระดับเดียวกับอลิสั์ตาสีน้ำเงิน ผมสีทองรวบมัดเป็หางม้ายาวถึงกลางหลังสวมชุดเกราะที่เว้นส่วนข้อต่อเพื่อให้เคลื่อนคล่องแคล่ว ในมือถือดาบยาวเล่มหนึ่ง
ยามทั้งสองที่อยู่เฝ้าประตูเดินเข้ามาหมายจะทำความเคารพอลิส
แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรการินที่เมื่อมองเห็นใบหน้าของหญิงสาวผมทองก็ได้พูดออกมาอย่างใด้วยเสียงที่ไม่ดังมากทว่าเมื่ออยู่หน้าประตูเมืองเขตตะวันออกอันเงียบสงบทุกคนในที่นี้ย่อมได้ยินชัด
“อ๊ะ!คนที่เฟย์ชอบนี่นา”
“ห๊ะ?”
“ห๊ะ?”
“ห๊ะ!?”
“ห๊ะ!?”
ที่ประตูเมืองเขตทิศตะวันออกพลันบังเกิดเสียงอุทานดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน4 ครั้ง
สองเสียงแรกเป็ของอลิสกับหญิงสาวผมทอง
สองเสียงสุดท้ายเป็ของยามเฝ้าประตูที่ไม่รู้ว่าพวกเขาใในคำพูดของการินหรือใที่หญิงสาวทั้งสองอุทานออกมากันแน่
การินรีบยกมือขึ้นปิดปากกล่าวในใจว่าขอโทษนะเฟย์ ฉันเผลอพูดความในใจแทนนายไปแล้วล่ะ
“คุณรู้จักเฟย์ด้วยหรือ?”
อลิสถามขึ้นพลางเหลือบมองไปที่เพื่อนสนิทข้างๆ
“ก็ไม่ได้รู้กันเป็การส่วนตัวหรอกแค่เคยเห็นหน้าน่ะ”
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเขา...ชอบมาเรีย”
อลิสถามอีกหญิงสาวผมทองที่อยู่ด้านข้างพลันมองมาที่เขาด้วยความคาดหวัง
เมื่อเห็นสายตาของหญิงสาวผมทองที่อลิสเรียกว่ามาเรียการินได้แต่ถอนหายใจ ยอมเป็พ่อสื่อสักครั้งแล้วกัน!
“ตอนนั้นผม‘เดินเล่น’แถวกลางเมืองแล้วบังเอิญเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งแอบอยู่หลังรถม้าและกำลังมองอะไรบางอย่างพอผมมองตามไปก็เห็นคุณมาเรีย ผมจึงคิดว่าเขาน่าจะชอบคุณแต่ไม่กล้าแสดงออก”
มาเรียหันหลังให้ชายหนุ่มบนใบหน้ามีรอยยิ้มแห่งความดีใจ ทว่าทันใดนั้นเองหางสายตาก็เหลือบไปเห็นยาม 2คนยืนอยู่
ยามทั้งสองเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมองมาก็ได้แต่ส่งยิ้มให้พร้อมโค้งตัวให้เล็กน้อย
มาเรียหน้าแดงจับแขนอลิสเดินออกจากจุดเดิม
การินมองตามทั้งสองที่จากไปยกมือขึ้นเกาศีรษะ
“แล้วเราจะออกเดินทางตอนไหน?”
ทันใดนั้นชายหนุ่มพลันนึกถึงคำพูดที่มาเรียกล่าวก่อนลงมาจากกำแพงที่ว่า‘มาก่อนเวลานัดตั้ง 1 ชั่วโมง’
“ไอ้เ้าบ้าลอเรล!”
เมื่อสามวันก่อนตอนประชุมมีบาง่ที่เขาหลับไปหลังจากที่ออกมาจากศูนย์บัญชาการของหน่วยที่หนึ่งลอเรลบอกกับเขาว่าอลิสได้นัดผู้มีรอยประทับทุกคนที่ได้เข้าร่วมภารกิจกวาดล้างในอีก3 วันข้างหน้าเวลา 7 โมงเช้า
ตอนนั้นคาร์ลหันหน้าไปทางอื่นพร้อมเกาศีรษะอย่างหาได้ยาก
การินถอนหายใจเดินไปนั่งหลับอยู่ใต้ต้นไม่ใกล้ ๆ จนกระทั่งเขาเริ่มได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันเอะอะถึงได้ตื่นขึ้นมาและพบว่าตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาที่หน้าประตูเมืองคนกลุ่มนี้คือผู้มีรอยประทับจากหน่วยที่เป็เลขคี่ผ่านไปไม่นานคนอีกกลุ่มที่เป็ผู้มีรอยประทับจากหน่วยที่เป็เลขคู่ก็เดินทางมาถึง อลิสกับมาเรียเองก็กลับมาแล้ว
ทุกคนยืนรวมตัวกันอยู่หน้าประตูเมืองนอกจากหน่วยสอง ผู้มีรอยประทับทุกคนของหน่วยนักรบเขตตะวันออกล้วนมารวมกันที่นี่
อลิสยืนด้านหน้าแนะนำมาเรียให้ทุกคนรู้จัก
“นี่คือมาเรียจากตระกูลมงกฎมรกต จะมาช่วยเราในภารกิจครั้งนี้”
ทุกคนพลันอุทานด้วยความใ
เพราะตระกูลมงกุฎมรกตคือ1 ใน 12 ตระกูลชั้นสูง
ในเมืองกลาซิสตระกูลมีชื่อหมายถึงตระกูลที่มีผู้มีรอยประทับอยู่ผู้มีรอยประทับจะสามารถตั้งชื่อให้กับตระกูลตัวเองได้
ตระกูลมีชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสี่ตระกูลผู้ปกครองรองลงมาก็คือสิบสองตระกูลชั้นสูง จากนั้นคือตระกูลมีชื่อทั่วไป
ตำแหน่งตระกูลชั้นสูงจะถูกแต่งตั้งให้กับตระกูลที่คนในตระกูลทุกรุ่นมีผู้มีรอยประทับปรากฏไม่ขาดสายและจนถึงตอนนี้มีเพียง 12 ตระกูลเท่านั้น
พวกเขาคิดไม่ถึงว่านอกจากสี่ตระกูลจะส่งคนของตัวเองมาทำภารกิจแล้วยังส่งคนจากสิบสองตระกูลชั้นสูงมาร่วมด้วยอีก
มีเพียงการินเท่านั้นที่ไม่ได้ใอะไรชายหนุ่มลุกขึ้นบิดี้เีแล้วเดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น
หลังจากนั้นทุกคนก็ร่วมทบทวนแผนการที่เคยประชุมไว้อีกครั้งรวมมาเรียแล้วตอนนี้มีผู้มีรอยประทับทั้งหมด 40 คนโดยในการกวาดล้างครั้งนี้จะแบ่งออกเป็ 5 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน
กลุ่มแรกนำโดยอลิสกลุ่มสองนำโดยหัวหน้าหน่วยที่สาม กลุ่มสามนำโดยหัวหน้าหน่วยห้ากลุ่มสี่นำโดยหัวหน้าหน่วยเก้า และกลุ่มห้านำโดยหัวหน้าหน่วยสิบห้า
จะสังเกตได้ว่าทั้งหัวหน้าหน่วยสามหน่วยห้า หน่วยเก้า และหน่วยสิบห้าล้วนเป็ผู้มีรอยประทับระดับหมู่บ้าน
และก็เป็ตอนนี้เองที่ชายหนุ่มได้รู้ว่าตัวเองได้อยู่ในกลุ่มของอลิสแถมยังมีมาเรียอยู่ด้วย
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยทุกคนก็เริ่มออกเดินทางทหารยามทั้งสองคนเปิดประตูเมืองที่สูงกว่า 5 เมตรหัวใจของผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกเริ่มเต้นแรง แม้พวกเขาจะเคยสู้กับสัตว์ร้ายมาไม่น้อยแต่ทุกครั้งล้วนเป็พวกมันเข้ามาใกล้กำแพงเอง
การเดินทางครั้งนี้เป็การเดินเท้าสำหรับผู้มีรอยประทับระดับทั่วไปพวกเขาสามารถเดินได้เป็ชั่วโมงโดยไม่เหนื่อยแม้แต่น้อยทุกคนเดินกันกับกลุ่มของตัวเองโดยมีกลุ่มหนึ่งของอลิสนำหน้าส่วนกลุ่มที่เหลืออยู่ด้านหลังเฉียงออกซ้ายขวา
ใกล้ ๆกับกำแพงเขตตะวันออกไม่ค่อยมีต้นไม้มากนักเพราะทางเมืองจะให้ภารกิจกับนักรบของเขตตะวันออกมาตัดพวกมันเป็ระยะเนื่องจากมีสัตว์ร้ายน้อยจึงไม่อันตรายมากจนในเขตอื่นเรียกนักรบในเขตตะวันออกว่านักตัดไม้
ตอนนี้พวกเขาออกเดินทางมาได้เกือบ3 ชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่พบสัตว์ร้ายแม้แต่ตัวเดียวระหว่างทางต้นไม้ก็เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนี้เองอลิสก็หันไปพูดอะไรบางอย่างกับมาเรียซึ่งเดินคู่กันจากนั้นมาเรียจึงหันมาพูดกับทุกคนว่า
“พวกเราจะพักเที่ยงในอีกครึ่งชั่วโมงสังเกตรอบ ๆ ให้ดีด้วย เผื่อว่าจะมีสัตว์ร้ายอยู่แถวนั้น”
การินที่มีท่าทางเหม่อลอยตลอดเวลาที่ผ่านมายกยิ้มมุมปากอย่างไม่มีสาเหตุ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงดวงอาทิตย์ที่สาดแสงร้อนแรงขึ้นอยู่เหนือศีรษะของทุกคนพอดี
ในสภาพที่มีผ้าคลุมหัวอลิสหันไปกระซิบกับมาเรียอีกครั้ง หญิงสาวผมทองพยักหน้าแล้วหันมาออกคำสั่ง
“สำรวจบริเวณโดยรอบจุดนี้ในรัศมี200 เมตร สำรวจเสร็จแล้วให้กลับมาที่ตรงนี้ ระวังสัตว์ร้ายด้วย”
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมมาเรียถึงสั่งแบบนี้แต่พวกเขาก็ยอมทำตามแต่โดยดีทุกคนไปเป็กลุ่มตามที่จัดไว้ ทุกกลุ่มเดินไปคนละทางกัน
กลุ่มหนึ่งของอลิสนี้ประกอบด้วยอลิสมาเรีย การิน หัวหน้าหน่วยที่สี่ หัวหน้าหน่วยที่เจ็ด หัวหน้าหน่วยที่สิบหัวหน้าหน่วยที่สามสิบสอง และผู้มีรอยประทับคนหนึ่งของหน่วยที่สิบ
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องคำรามของสัตว์ชนิดหนึ่งดังขึ้นในทิศที่กลุ่มสองไปสำรวจซึ่งนำโดยหัวหน้าที่สามที่ชื่อเบดัล ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสวมเกราะ
อลิสหันไปพูดกับมาเรียด้วยท่าทางไม่รีบร้อน
“มาเรียไปดูให้หน่อยสิพลังของฉันไม่เหมาะกับใช้ในป่าเท่าไหร่”
มาเรียพยักหน้าพร้อมกันนั้นพลันบังเกิดสายลมหมุนล้อมรอบตัวเธอร่างกายของมาเรียลอยขึ้นเหนือยอดไม้แล้วพุ่งไปยังทิศทางที่มีเสียงคำราม
“ไม่ต้องแล้วกลับไปที่จุดนัดพบ”
อลิสนำทุกคนในกลุ่มเดินกลับพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอันเป็ปกติของเธอ
เรย์ชายอายุประมาณ 27-28 ปี ผู้มีรอยประทับของหน่วยสิบเดินเข้ามาใกล้ ๆ มอนเต้ชายวัยกลางคนหัวล้าน หัวหน้าหน่วยที่สิบซึ่งเดินอยู่ด้านหน้าการิน
“หัวหน้ารู้รึเปล่าครับว่าท่านมาเรียอยู่ระดับอะไร?”
เรย์กล่าวกระซิบเสียงค่อย
“โดยปกติแล้วเมื่อผู้มีรอยประทับใช้พลังจากรอยประทับจะมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาผู้มีรอยประทับคนอื่นจะสามารถรับรู้ถึงมันได้และจะดาดเดาจากแรงกดดันที่แผ่ออกมาว่าคนที่แผ่มันออกมามีระดับประมาณไหนฉันบอกชัดไม่ได้ว่าท่านมาเรียอยู่ระดับไหนแต่จากแรงกดดันนั่นท่านต้องแข็งแกร่งกว่าฉันแน่นอนอาจจะเป็ระดับหมู่บ้านที่ใกล้จะเป็ระดับเมืองหรือไม่ก็...ระดับเมือง”
มอนเต้ใช้ดาบฟันพุ่มไม้ที่ขวางทางกล่าวเสียงต่ำ
หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มที่เหลือก็มาถึงพร้อมๆ กัน คนที่เดินนำมาคือมาเรีย ตามมาด้วยเบดัลกับยอร์ด ผู้มีรอยประทับจากหน่วยสี่ซึ่งทั้งสองกำลังลากหมูป่าที่ตัวใหญ่พอ ๆ กับม้ามาคนละตัว
อลิสยังไม่ได้ถามอะไรแต่สั่งให้ก่อไฟสำหรับทำอาการกลางวัน
สำหรับอาหารหลักของมื้อเที่ยงนี้ก็คือหมูป่าสองตัวที่จับมาเพราะเหตุนี้เองทุกคนถึงได้ไม่เตรียมอาหารมาเนื่องจากในป่าที่ไม่เคยมีมนุษย์เข้ามาล่าย่อมไม่ขาดแคลนสัตว์
คนของกลุ่มสามรวมถึงมาเรียเดินเข้ามาหาอลิสมาเรียเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับหญิงสาวฟัง
“เบดัลบอกว่าตอนนั้นคนในกลุ่มของเขาเจอเข้าบ่อน้ำที่ทำจากอิฐจึงคิดที่จะสำรวจรอบๆ เผื่อจะเจออะไรอีก ไม่รู้สัตว์ร้ายที่มีรูปร่างเหมือนหมี มีเขา 2อันลักษณะคล้ายเขี้ยวที่หน้าผาก ตัวยาวกว่า 3 เมตร มันมาจากไหนไม่รู้จู่ ๆมันก็ปรากฏตัวแล้วพุ่งเข้าใส่คนในกลุ่ม โชคดีที่ตอนนั้นเบดัลอยู่ใกล้ ๆเขาจึงช่วยได้ทัน”
“หมีเขาเขี้ยวตัวนั้นพุ่งเข้าไปในป่าพวกเขาจึงยืนหันหลังชนกัน ทุกคนเริ่มคลายกังวลเพราะคิดว่ามันคงไม่กลับมาอีกแล้วออกเดินต่อจะมาขอความช่วยเหลือจากพวกเรา แต่ไม่นานมันก็โผล่กลับมาอีกคนในกลุ่มคนเดิมเกือบถูกมันแทงทะลุแล้วแต่ฉันมาถึงและฆ่ามันได้ทันคนของกลุ่มอื่นที่ได้ยินเสียงคำรามก็ตามต้นเสียงมาเจอกับพวกเราพอดีฉันเลยสั่งให้มารวมกันที่จุดนัดพบ”
แล้วหญิงสาวก็หันไปทางหมูป่าที่ตอนนี้กลายเป็ชิ้นเนื้อและกำลังจะถูกย่าง
"จากนั้นพวกเราก็เจอหมูป่าสองตัวถึงแม้ตัวพวกมันจะใหญ่แต่ก็เป็เพียงสัตว์ธรรมดาฉันเลยบอกให้พวกเขาเอาพวกมันมาเป็อาหารกลางวัน”
อลิสพยักหน้ารับรู้
“หมีนั่นคือสัตว์ร้ายระดับหมู่บ้านสินะ”
โดยไม่รอให้ใครตอบหญิงสาวก็ชวนมาเรียให้ไปสำรวจบ่อน้ำที่กลุ่มสามเจอด้วยกัน
ที่จริงเธอไม่แปลกใจที่เจอบ่อน้ำเท่าไหร่เพราะบางทีที่แห่งนี้อาจเคยเป็หมู่บ้านมาก่อน จากนั้นก็โดนการต่อสู้ระหว่างผู้มีรอยประทับทำลายเมื่อนานมาแล้ว