ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 เหตุการณ์ไม่คาดฝัน

            ระหว่างทางไปหุบเขาขาดสะบั้นนั้นม่อเวิ่นเฉิน ซูฉีฉี เหลยอวี๊เฟิงและเหลยอวี่เหยานั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกัน

            วันนี้เหลยอวี่เหยามิได้ทำตัวโหวกเหวยโวยวายดั่งเช่นวันก่อนๆทว่านางกลับนั่งเงียบๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งของรถม้า มิได้เอ่ยคำใดออกมา เงียบสงบจนทำให้รู้สึกประหลาด

            และเหลยอวี๊เฟิงกับม่อเวิ่นเฉินก็ทำเพียงแค่ถามคำตอบคำเท่านั้นซูฉีฉีนั้นเคยชินกับความเงียบสงบแล้วนางจึงพิงอยู่กับกำแพงด้านในรถพลางปิดตาพักผ่อน หุบเขาขาดสะบั้นมีอะไรน่าสนุก นางเองก็ไม่รู้ นั่นก็ยิ่งทำให้ในใจของนางมิได้เกิดความสนใจมากขึ้นไปอีก แต่ว่า ม่อเวิ่นเฉินชอบไปนางก็เลยต้องตามไปด้วย

            ชีวิตนี้ของนางไม่มีอะไรที่ต้องการจะไขว่คว้าตอนที่มารดานางยังมีชีวิตอยู่นั้น นางก็คิดแต่จะคุ้มครองมารดาของตน คิดแต่จะมีชีวิตอยู่เพื่อมารดา ตอนนี้ญาติเพียงคนเดียวของนางก็ได้จากโลกนี้ไปแล้วแต่ว่าเพื่อมารดาของตน นางจะต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างกล้าหาญ อีกทั้งนางยังคิดแต่ว่าจะล้างแค้นให้มารดาของตนเช่นไร

            หุบเขาขาดสะบั้น รูปลักษณ์สมดั่งชื่อ เบื้องหน้าเหวลึกนั้นมีภูเขาที่สูงตระหง่านสองลูกขนาบข้างเสมือนผ่าภูเขาออกให้เป็นรูตรงกลางก็มิปานด้านล่างก็คือเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งของมัน

            บนยอดหุบเขามีแท่นหินก้อนหนึ่งสลักชื่อหุบเขาขาดสะบั้นเอาไว้ ที่มาของชื่อนี้ไม่มีผู้ใดรู้ตัวหนังสือบนแท่นหินนั้นมีใครเป็นผู้เขียนก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เช่นกัน

            ทว่าสำนักเหลยและประชากรเมืองหนานเจียงนั้นล้วนสนใจในสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างมากตลอดทั้งปีมีคนเหยียบย่างมาที่นี่นับไม่ถ้วนทุกคนล้วนแต่มาเพื่อมาทดลองความอันตรายของหุบเขาด้วยตนเอง

            คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่นั้นเป็นคนในยุทธภพน้อยนักที่จะมีคุณหนูคุณชายลูกผู้ดีมีสกุลมาท่องเที่ยวที่แห่งนี้ คิดว่าเหลยอวี่เหยานั้นคงต้องรู้สึกเบื่อหน่ายถึงที่สุดแล้วจึงคิดอยากมาที่นี่กระมัง

            เดิมก็เป็นช่วงกลางฤดูหนาวแล้วอีกทั้งยังใกล้ถึงปีใหม่อีกด้วย ทำให้หิมะกองพะเนินขึ้นเต็มท้องถนนลมก็โบกพัดอย่างแรงเมื่อคนทั้งสี่มาถึงปลายเขาแล้วนั้นก็ต้องทิ้งรถม้าไว้ก่อนจะตัดสินใจลงเดินแทน

            แม้ว่าจะย่างเข้าเดือนสิบสองของจันทรคติแล้วอากาศเหน็บหนาวเป็นอย่างมาก ทว่าจำนวนของชาวยุทธภพที่มาท่องเที่ยวก็มิได้ลดลง คนเดินสัญจรไปมา ครึกครื้นเป็นอย่างมาก

            “ความจริงแล้วที่นี้มีตำนานงดงามที่เล่าขานกันอยู่เรื่องหนึ่ง”เหลยอวี๊เฟิงพยุงเหลยอวี่เหยาพลางหันไปมองม่อเวิ่นเฉินและเอ่ยออกมาเสียงดังรอยยิ้มบนใบหน้านั้นเด่นชัดมาก เสมือนว่าเขาเองก็ชอบที่แห่งนี้ไม่น้อย

            ม่อเวิ่นเฉินใช้สองมือประคองซูฉีฉีพลางสายตาก็หันไปมองทางเหลยอวี๊เฟิงเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้สนใจอะไรทว่าถ้าหากเหลยอวี๊เฟิงคิดจะเล่านั้น เขาก็รับฟังเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย

             หุบเขาที่ขาดสะบั้นเช่นนี้ควรที่จะเป็นสถานที่แห่งความเศร้าโศก จะมีตำนานที่งดงามได้อย่างไรกัน

            “ตำนานกล่าวว่าในเหวลึกของหุบเขาขาดสะบั้นนั้นมีเซียนหญิงผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในหนึ่งพันปีนั้นจะปรากฏตัวขึ้นครั้งหนึ่งถ้าหากว่าเขาพบเจอกับคนที่มีวาสนาก็จะทำการจูงมือคนผู้นั้นจากไปและอาศัยอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิต” เหลยอวี๊เฟิงเล่าออกมานั้นก็ได้มีสีหน้าเพ้อฝันปรากฏขึ้น

            ทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินมีความเอือมระอาปรากฏขึ้น “เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็มาเพื่อรอเซียนหญิงงั้นสิ?”

            ซูฉีฉีเองก็อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมาเหลยอวี๊เฟิงผู้นี้โดยรวมแล้วถือว่าเป็นคนที่ตลกจริงๆ

            แน่นอนว่า จะต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดมาทำร้ายม่อเวิ่นเฉินเสียก่อน

            อย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามาเที่ยวเล่นพูดจาหยอกล้อต่อกัน ทำให้เขานั้นเป็นบุคคลที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอนเพราะว่ามีเพียงเขาที่คอยเอ่ยขานเรื่องสนุกตลอดทางทำให้บรรยากาศไม่อึดอัดแม้แต่น้อย

            “แน่นอนถ้าหากมีเซียนหญิงจริง ข้าก็ยินยอมจะกระโดดลงไปพร้อมกับนาง” เหลยอวี๊เฟิงพยักหน้าอย่างแรงพลางเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง

            ทำให้เกิดเสียงหัวเราะดังออกมาจากผู้คนโดยรอบ

            เชื่อว่าคนที่มาที่นี่ เกินกว่าครึ่งนั้นจะต้องมาเพราะอยากเจอเซียนหญิงเป็นแน่

            เมื่อได้ยินเรื่องเล่านี้ซูฉีฉีก็อดมิได้ที่จะมองไปด้านหน้า เป็นแค่ตำนานเท่านั้นเหตุใดทุกคนถึงยึดติดกับมันเยี่ยงนี้? หรือว่ามีอันใดที่พวกเขายังไม่รู้

            เหลยอวี่เหยาเองก็รีบเร่งรุดไปด้านหน้าวรยุทธ์ของนางมิได้ด้อยไปกว่าเหลยอวี๊เฟิงเท่าใดนักเพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องการให้ใครมาคุ้มกัน

            เสื้อคลุมสีไพลินโบกสะบัดตามสายลมผมยาวสลวยของนางถูกรวบขึ้นทั้งหมดท่วงท่าโดดเด่นเป็นสง่าทำให้นางดูเหมือนวีรบุรุษหญิงก็มิปาน นี่กลับทำให้ซูฉีฉีมองนางอย่างตกตะลึงไม่น้อยสตรีเช่นนี้ช่างดูขัดแย้งกันเสียจริงๆ

            โดยปกติแล้วกระโดกกระเดกไปมาแต่เมื่ออยู่นิ่งแล้วกลับดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด

            พวกเขาเดินมาจนถึงยอดเขาแล้วทั้งหมดยืนห่างจากขอบเหวอยู่เพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น ด้านล่างนั้นมีหมอกหนาแน่นให้ความรู้สึกประหนึ่งอยู่เหนือคนทั้งมวล ไร้ผู้ใดเทียบทานได้

            ความหม่นหมองในใจของซูฉีฉีก็ลดหายไปไม่น้อยนางทำเพียงแค่มองไปตรงทิศทางอันไกลโพ้นอยู่เงียบๆเพื่อให้อารมณ์ของตนได้ปลดปล่อยออกมา แม้ว่าลมบนยอดเขาจะแรงอยู่บ้างแต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น

            “ภายในหมอกนี้มีเซียนหญิงอยู่จริงหรือ?”ทันใดนั้นซูฉีฉีก็เอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง เสมือนว่าเป็นการพูดคุยกับตนเองอยู่

            “อุ๊บ”เหลยอวี่เหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “มีคนเชื่อจริงๆด้วย” ในน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความเย้ยหยันอยู่บ้าง

            นางไม่ชอบพอซูฉีฉีมาโดยตลอดตอนนี้ยิ่งไม่ยอมทิ้งโอกาสที่จะหมิ่นหยามนางอย่างแน่นอน

            “บางทีอาจจะมีก็ได้”เหลยอวี๊เฟิงเองก็มองไปด้านล่างและก็ก้าวไปด้านหน้าอีกหลายก้าว สีหน้าของเขาจริงจังมาก

            เมื่อมองไปที่ซูฉีฉีที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ผมยาวสลวยโบกพลิ้วอยู่บริเวณยอดเขา นางในตอนนี้ดูละม้ายคล้ายเทพเซียนอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว จนท้ายที่สุดนั้นม่อเวิ่นเฉินก็มิได้เอ่ยอะไรออกมา เขาทำเพียงแค่จับประคองซูฉีฉีไว้แน่นๆด้วยเกรงว่านางจะมิทันระวังแล้วตกไปที่ล่างหุบเขาเอาได้

            “พวกท่านมาที่นี่ก็เพื่อจะมาดูผืนหมอกเหล่านี้หรือตรงนั้นมีสิ่งที่น่าสนุกยิ่งกว่าอีกนะ” เหลยอวี่เหยาชี้ไปทางโน้นพลางตะโกนออกมา “ข้าได้ยินมาว่า ตรงนั้นมีศาลาพักหลังหนึ่งสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ทั้งหมดของหุบเขาขาดสะบั้นเลยทีเดียว” นางเอ่ยขึ้นพลางวิ่งไปทางซ้ายมือ ท่าทางรีบร้อนเป็นอย่างมาก

            “เจ้าเด็กนี่”เหลยอวี๊เฟิงคิดอยากจะห้ามนางแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

            “ออกมาเล่นไม่เป็นอันใดหรอก” ม่อเวิ่นเฉินนั้นกลับมีรอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าทำให้ซูฉีฉีที่หันหน้ามามองทางนี้อย่างกะทันหันนั้นต้องนิ่งตะลึงไปก่อนจะจ้องมองไปทางใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มของเขา

            ดูเหมือนว่าน้อยนักที่นางจะได้เห็นเขายิ้มเช่นนี้ เรียกได้ว่าแทบจะสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

            เมื่อเหลยอวี๊เฟิงเห็นดังนี้ก็ยกมือขึ้นผลักม่อเวิ่นเฉินเบาๆ “เฮ้ นี่เจ้ากำลังใช้แผนหนุ่มงามหรือ?”

            ทว่าผลที่ได้กลับเป็นกำปั้นของม่อเวิ่นเฉินทำให้เขาเจ็บจนต้องเบะปากกัดฟัน ร้องซี๊ดออกมา เขาคิดว่าม่อเวิ่นเฉินดูเหมือนว่าจะตั้งใจจนเกินไปแล้วมิใช่เป็นแค่การพนันตาหนึ่งเท่านั้นหรือ? จำเป็นต้องลดตัวไปสร้างความพึงพอใจแก่ซูฉีฉีด้วยหรือ?

            เขาส่ายศีรษะ ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ

            หลังจากนั้นเหลยอวี่เหยาก็ค่อยๆก้าวไปถึงศาลาอย่างระมัดระวังเพราะว่ามีหิมะกองพูนกันอย่างหนาแน่นทำให้นางก้าวเดินได้อย่างเชื่องช้า

            เมื่อมาถึงศาลานั้นร่างกายของคนทั้งหมดก็ล้วนอาบไปด้วยเหงื่อเสียแล้วซูฉีฉีนั้นยิ่งหอบหายใจอย่างหนักพลางพิงเข้ากับเสาศาลาแท่งหนึ่งใบหน้าของนางเป็นสีแดงอ่อนๆ ก่อนจะเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตนเองไม่หยุด

            ในมือของนางนั้นก็คือผ้าเช็ดหน้าที่ม่อเวิ่นเฉินเช็ดเหงื่อให้นางในวันนั้น นางซักเสร็จแล้วทว่ากลับมิได้มอบคืนให้กับเขา กระทั่งนางเองยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด

            ศาลานั้นมีด้านหนึ่งติดกับบันไดแต่อีกด้านหนึ่งกลับอยู่ห่างกับพื้นถึงสิบกว่าเมตร ลอยอยู่กลางอากาศเช่นนั้น ทว่ามุมทั้งสี่ด้านมีเสาค้ำอยู่ถือได้ว่าปลอดภัยดี ผู้คนบนนั้นมีไม่มากนัก จึงไม่นับว่าเบียดเสียด

            เมื่อเห็นว่าที่นี่ปลอดภัยไม่น้อยม่อเวิ่นเฉินจึงไม่ได้คอยปกป้องซูฉีฉีด้วยตนเองอีกแต่กลับไปยืนอยู่ด้านข้างเหลยอวี๊เฟิง เอ่ยคุยกันอย่างสนุกสนาน

            เหลยอวี่เหยานั้นวิ่งเข้าวิ่งออกเหมือนกับว่านางนั้นตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ไร้ซึ่งความสงบนิ่งเหมือนตอนเดินทางมาอีก ทันใดนั้นก็เดินมาถึงด้านหน้าของซูฉีฉีเสมือนว่านางลื่นไถลไปด้านหน้า ทิศทางที่นางพุ่งไปนั้นคือเสาที่ซูฉีฉีพิงอยู่พอดี

            เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไป

            รวมถึงซูฉีฉีด้วย

            นางกลับนิ่งอึ้งพลางจ้องไปที่เหลยอวี่เหยาที่กำลังพุ่งตัวมาทางร่างของนางจากนั้นนางก็รู้สึกว่าร่างของนางนั้นว่างเปล่าเสาที่กอดไว้นั้นได้หลุดออกจากมือตนเสียแล้ว

            ในหูนั้นมีเสียงลมดังก้องไม่หยุดด้านล่างนั้นคือกองหิมะที่ขาวโพลน...

            “ซูฉีฉี...”

            ม่อเวิ่นเฉินนั้นเดิมอยู่ตรงข้ามกับเสาที่ซูฉีฉียืนอยู่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เขาก็รีบผลักผู้คนเบื้องหน้าออกไปให้หมดก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังโดยไม่สนใจสิ่งใดและกระโดดลงไปในทันที

            เหลยอวี่เหยาที่ชนซูฉีฉีกระเด็นนั้นก็ได้ยกมือขึ้นจับเสาที่ซูฉีฉีได้จับไว้ก่อนหน้านี้ก่อนจะยิ้มเย็นพลางมองไปทางซูฉีฉีที่กำลังตกลงไป แต่เมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็กระโดดตามลงไปนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็นิ่งค้างอยู่ตรงนั้นนิ้วมือที่จับเสาไว้นั้นบีบเสาเอาไว้อย่างแรง เสมือนจะทำให้เสาไม้นั้นหักได้ก็มิปาน

             “ม่อเวิ่นเฉิน!” เหลยอวี๊เฟิงเองก็พุ่งตัวไปด้านหน้าก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730