บทที่ 2 อย่าแตะต้องลูกข้า
แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ต้องยอมรับว่าตนไม่ได้อยู่ในโลกใบเดิม หลายอย่างก็แปรเปลี่ยนไปจากเดิมทั้งหมด จะมามัวยึดติดกับตัวตนเก่าไม่ได้ ไม่ใช่แค่บุคคลรอบข้างที่เปลี่ยนแปลง แต่สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน
จากที่เคยเป็ตึกสูงหลายชั้น ก็กลายเป็บ้านเรือนในสถาปัตยกรรมเก่าแก่ จากที่เคยมีรถยนต์พลุ่งพล่านและเสียงแตรโหวกเหวก ก็กลายเป็รถม้ากับเสียงป่าวประกาศของพ่อค้าแม่ขายในตลาดแทน นับว่าแปลกใหม่แต่ก็ไม่ถึงกับแย่
“ได้ยินว่า บุรุษในยุคนี้ทำงานหนักมาก สามีข้าเป็ถึงแม่ทัพ คงมีงานรัดตัว เช่นนั้นบอกมาสักคำว่าท่านแม่ทัพอยู่ที่ใด”
ลู่เซียวมี่อยากทำความรู้จักผู้เป็สามีมากขึ้น อะไรที่เกี่ยวข้องกับหยางเฉิงอี้ก็อยากทำความรู้จัก เพราะลู่เซียวมี่รู้ดีว่าไม่อาจกลับไปยังโลกใบเดิมได้อีกแล้ว อย่างนั้นทางออกที่ดีที่สุด ก็คือปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์
รวมถึงคำพูดทุกถ้อยวจีต่างก็ต้องเป็สำเนียงเดียวกันกับยุคโบราณ ยังดีที่ครั้งอยู่โลกเดิม เซียวมี่เป็หนอนซีรีส์ จึงซึมซับพวกคำศัพท์และสำเนียงดั้งเดิมมาประมาณหนึ่ง
“ท่านแม่ทัพอยู่ที่หอคณิกาขอรับ”
โต้วซูเวยตอบกลับด้วยสีหน้าสุขุมมั่นคง ในหัวของเขาเพียงรายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ฮูหยินน้อยก็ไม่ได้ใส่ใจว่าท่านแม่ทัพจะไปที่ไหน ซ้ำยังไล่ให้ท่านแม่ทัพไปหาความสำราญที่หอคณิกาบ่อย ๆ
แล้วเหตุไฉนครั้งนี้ พอท่านแม่ทัพไปที่หอคณิกาจริง ๆ
ฮูหยินน้อยถึงได้มีสีหน้ากรุ่นโกรธไม่ค่อยสบอารมณ์
...
“ฮูหยินจมน้ำ หลับไปตั้งสามวัน สติฟั่นเฟือนไปบ้างก็ไม่เห็นแปลก”
เสี่ยวจวงหยา ซึ่งเป็สาวใช้คนสนิทของลู่เซียวมี่ กล่าวแก้ต่างแทนผู้เป็นายทันทีเมื่อเห็นสีหน้าเคลือบแคลงใจของโต้วซูเวย เป็แค่องครักษ์เงา คู่ควรให้มาสงสัยในตัวฮูหยินน้อยของพวกเรางั้นหรือ ชิ!
ดูเหมือนว่า โต้วซูเวยกับเสี่ยวจวงหยาจะเป็ไม้เบื่อไม้เมาอย่างไรชอบกล
“เดี๋ยวสิจวงหยา เ้ารอข้าด้วย!”
เสียงของซูเวยลั่นไปทั้งจวน ไม่นานนักรถม้าของฮูหยินน้อยก็เคลื่อนออกจากตัวบ้าน สั่งสารถีให้มุ่งตรงไปที่หอคณิกาที่ชื่อเสียงโด่งดังไปสามตรอกสี่ย่าน ทว่าลิ่วล้อหมุนวนไปได้เพียงสามจั้ง ก็ถูกชายผู้หนึ่งขวางทางไว้ คนผู้นั้นหาใช่ใครที่ไหน แต่เป็ถูเทียนฉีนั่นเอง
“ออกรถม้า! ข้าจะไปหาท่านพี่หยาง”
ถูเทียนฉีไม่ได้อยู่ในสายตาของลู่เซียวมี่อีกต่อไป นั่นเป็ปรากฏการณ์ใหม่ ที่ทำให้สารถีเฒ่าที่ติดตามนางมาจากสกุลลู่ อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก หากเป็แต่เดิม คุณหนูแทบะโลงจากรถม้าเพื่อออกไปหาคุณชายถูด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ
“มี่เอ๋อร์! เ้ากล้าเมินข้างั้นเหรอ”
แน่นอนว่าข้ากล้า!
ถูเทียนฉีรู้สึกไม่ชอบใจที่ตนโดนหักหน้า เขาออกมายืนขวางรถม้าของนางอย่างมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น เมื่อโดนปฏิเสธแน่นอนว่าถูเทียนฉีต้องไม่ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ตอนนี้ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับสารถีเฒ่า เพื่อให้รถม้าจอด จากนั้นโหนตัวขึ้นมาบนรถม้าตระกูลหยางโดยไม่ได้รับอนุญาต
“มากกว่านี้ข้าก็กล้า”
คำพูดสั้นห้วน และแววตาที่ว่างเปล่าไร้เยื่อใยนี่มันอะไรกัน
เทียนฉีสำคัญตัวผิดไปงั้นเหรอ คนอย่างถูเทียนฉีที่เป็ดั่งดอกไม้งามในเจิงโจวนะหรือจะถูกสตรีปฏิเสธ ไม่น่าใช่เื่จริงกระมัง ถูเทียนฉีกำลังคิดว่ามี่เอ๋อร์กำลังโกรธที่ตนไม่ได้เจียดเวลา ไปขัดขวางการแต่งงานของนางกับหยางเฉิงอี้ไว้ตามที่ตกลงกันไว้
เขาพยายามจะแตะเนื้อต้องตัว ทั้งที่ลู่เซียวมี่กักกันปฏิเสธ แล้วนางยังพูดตอกหน้ากลับไปอีกว่า
“ถูเทียนฉี ท่านไม่คู่ควรกับข้า ยิ่งไม่ควรใช้มือเหม็นโฉ่ของท่านมาแตะตัวข้า เริ่มั้แ่สามวันก่อนข้ากลายเป็สตรีของหยางเฉิงอี้แล้ว รักหรือไม่รัก ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่สองสิ่งนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ข้าแต่งกับเขาแล้วย่อมต้องซื่อสัตย์ต่อเขา ถูเทียนฉีพวกเราจบกันแค่นี้เถอะ”
ลู่เซียวมี่เบือนหน้าหนีขณะพูด ภาษากายก็ดูสะอิดสะเอียนอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นคงไม่ใช่ท่าทีที่เทียนฉีคุ้นเคยกระมัง
"โถ่เอ๊ย มี่เอ๋อร์ของข้า เ้าชักจะเล่นละครเก่งเกินไปแล้ว วาจาสามหาวของเ้าทำข้าไม่ค่อยจรรโลงใจ ข้าจะให้โอกาสเ้าได้พูดอีกครั้ง แล้วอย่าได้คิดล้อเล่นต่อความอดทนของข้าอีก"
ให้ตายเถอะ หลงตัวเองเกินไปแล้ว
ลู่เซียวมี่สะบัดชายเสื้ออย่างแรงหวังไล่เสนียด แต่เทียนฉีก็ยังจับไม่ปล่อย ในเมื่อท่านแม่ไม่ชอบใจ ถึงคราวที่ผู้ช่วยตัวน้อยจะต้องให้ความช่วยเหลือ สองพี่น้องเฟิงเหยากับหลิงเอ๋อร์ มองหน้ากันอย่างสื่อความหมาย ราวพูดคุยกันแต่ไร้เสียง
จู่ ๆ แขนของถูเทียนฉีก็ถูกจู่โจมด้วยเด็กสองคน
เฟิงเหยาดึงแขนซ้าย ส่วนหลิงเอ๋อร์งับแขนขวา จนผู้ถูกกระทำร้องจ๊ากออกมาด้วยความเ็ป ชายร่างสูงสะบัดแขนด้วยอาการหงุดหงิดเหมือนกระทิง ร่างอ้วนของหลิงเอ๋อร์น้อยหงายหลังเทิ้ม ก้นกระแทกพื้นดังอึก! วินาทีนั้นหัวใจของคนเป็แม่เกิดเสียงโครมครามราวมีสายฟ้าฟาด
เสียงร้องไห้จ้าของลูกสาว ปลุกร่างมารร้ายในกายลู่เซียวมี่ในบัดดล ฝ่ามืออรหันต์ฟาดแก้มเทียนฉีอย่างไร้ความปรานี ตามด้วยนาบฝ่าเท้าถีบส่งเทียนฉีจนกลิ้งตกกระโจมรถม้า สภาพของเขาไม่ได้ต่างจากสิ่งปฏิกูลก้อนหนึ่ง
“ไสหัวไปให้พ้น!”
“อ้อ! อย่าได้คิดมาแตะต้องลูกข้า ใช้แขนรังแก ข้าจะตัดแขน ใช้ขารังแก ข้าจะตัดขา ต่อไปนี้ระหว่างเราก็แค่คนแปลกหน้า หากไม่เข็ด...แล้วยังเสนอหน้ามารุ่มร่ามกับข้าอีก รับประกันว่าลู่เซียวมี่คนนี้ ไม่ไว้หน้าท่านแน่”
การกระทำของฮูหยินน้อย ปรากฏต่อสายตาของธารประชาชน คนที่อับอายขายขี้หน้าไม่ใช่ลู่เซียวมี่ แต่เป็ถูเทียนฉีต่างหาก มิหนำซ้ำลู่เซียวมี่ยังได้รับคำชื่นชมว่าเป็สตรีที่เด็ดขาด หนักแน่น สมกับที่ท่านแม่ทัพหยางเทิดทูนและให้เกียรติ
ตลอดหลายปีมานี้ สตรีที่อยากแต่งเข้าจวนสกุลหยางมีไม่ใช่น้อย ๆ แต่วาสนานั้นก็อยู่แค่ในอุ้งมือของคุณหนูสกุลลู่แต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้สตรีจวนขุนนางใหญ่ จึงไม่ค่อยอยากผูกมิตรกับลู่เซียวมี่นัก
“ซูเวย! เ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นหรือไม่ ข้าคงไม่ได้ฝันกลางวันกระมัง”
โต้วซูเวยกับเสี่ยวจวงหยา รีบร้อนตามฮูหยินน้อยมาติด ๆ เหตุการณ์เด็ดดวงเมื่อครู่ั้แ่ต้นจนจบล้วนปรากฏต่อสายตาของคนทั้งสอง ต่อให้ขยี้ตาถี่ ๆ หลายครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังคงเดิม สาวใช้คนสนิทอย่างจวงหยา เติบโตมาพร้อมคุณหนูลู่ ไม่มีทางที่จะไม่เข้าใจความคิดของคุณหนู แต่ตอนนี้จวงหยาไม่อาจคาดเดาอะไรได้อีกแล้ว
นอกจากอ้าปากค้างก็ยังอ้าปากถามคนข้างกายเพื่อให้ช่วยยืนยัน ว่าสิ่งที่นางเห็นไม่ใช่ความฝัน
“ฮูหยินจมน้ำ หลับไปตั้งสามวัน สติฟั่นเฟือนไปบ้างก็ไม่เห็นแปลก”
หืม??? ~ᴥ~
คำพูดประโยคนี้ โต้วซูเวย ตั้งใจย้อนศรใช่หรือไม่ จงใจคัดลอกคำพูดผู้อื่นแต่ไม่มีปัญญาดัดแปลง
เพราะมัวแต่ตื่นเต้นใ รถม้าของผู้เป็นายก็เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไวว่อง ทำเอาองครักษ์หนุ่มกับสาวใช้ต้องวิ่งตามไปที่หอคณิกากลางเมือง คุณหนูรีบร้อนออกจากจวน คงไม่ใช่เื่ดีแน่นอน ซึ่งสิ่งที่บริวารทั้งสองจินตนาการไว้ ก็คือเื่ชุลมุนวุ่นวาย ที่ฮูหยินน้อย ตั้งใจก่อเื่เพื่อให้ท่านแม่ทัพลำบากใจ
คิดดีไม่ได้เลย "_"
.
.
‘นารีคือหนึ่งเดียวในโลกา’
ป้ายขนาดใหญ่สลักอักษรตรงทางเข้า หอคณิกาเป็สถานที่อโคจร แม้แต่นักพรตที่หมกตัวอยู่ในถ้ำยังรู้ความหมายนี้ แล้วหยางเฉิงอี้สามีของนางจะอาศัยคำพูดใดมาแก้ตัวกับนางได้บ้าง นางจะคอยดู
“นั่นท่านพ่อ”
หลิงเอ๋อร์วัยสี่ขวบรีบชี้นิ้วไปยังเป้าหมาย เพื่อหนุนนำให้ท่านแม่เกิดอารมณ์หึงหวงต่อท่านพ่อ ตอนนี้ร่างอ้วนของนางหนูพาดอยู่บนกรอบหน้าต่าง จนมารดาแทบมองไม่เห็นทิวทัศน์ ลูกชายคนโตนามว่าเฟิงเหยา กลัวว่าท่านแม่จะพลาดโอกาสได้เห็นภาพบาดตาบาดใจ จึงอาสากลิ้งตัวไปเปิดม่านท้ายกระโจม ให้ท่านแม่ดูเอาเองเสียให้เต็มตา
บัดนี้หยางเฉิงอี้กำลังยืนให้สตรีปากแดงซบไหล่อย่างหน้าไม่อาย ที่ประตูทางเข้าบานนั้น แล้วใบหน้าของหยางเฉิงอี้ก็ดันไปคล้าย สามีเก่าที่ถูกไฟคลอกตายของเซียวมี่ จู่ ๆ อารมณ์หึงหวงก็ปะทุขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า