秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    สร้างเรื่อง

    Ep 065 :: สร้างเรื่อง

     

    หนึ่งปีต่อมา...

    หญิงงามที่ยิ่งโตยิ่งงามโหมงานจนดึกดื่น นางจัดการโอนย้ายเครือข่ายบางส่วนในมือให้แก่องค์รัชทายาทตามที่สัญญาไว้ แน่นอนว่านางได้รับสายตาไม่พอใจของคนใต้อาณัติมาไม่น้อย หากแต่เมื่อนางอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็น พวกเขาทุกคนก็พร้อมกระทำอย่างไม่อิดออด

    “เจ้าคิดว่าสงครามจะเกิดขึ้นเมื่อใด”

    “ข้าจะรู้ได้อย่างไร?”

    หญิงงามหน้างอจากคำถามของคนที่อยู่ตรงหน้า

    “ข่าวที่เจ้าได้มา กับข่าวที่ข้าได้จากคนของข้านั้นตรงกันมิน้อย เป็นไปได้มากว่าพวกนั้นต้องเสียเวลาในการรวบรวมอาหารและอาวุธอีกสักหน่อย แต่ก็เป็นไปได้มากว่าจะเป็นข่าวลวง”

    “ข้าก็คิดเช่นนั้น สงครามนี้เห็นได้ชัดว่ายิ่งนานไปฝั่งเราก็ยิ่งได้เปรียบ”

    หยางเฟิ่งปิงอ่านสาส์นในมืออย่างครุ่นคิด นางกับเฟยหรงซิ่นประกอบข้อมูลเอกสารซื้อขายของสองแคว้นผูกกับข้อมูลทางการทหารที่ต่างฝ่ายต่างหามาได้มาอย่างว่องไว

    “อย่างไรเสียสำหรับแคว้นเว่ยการจะได้อาหารจำนวนมากก็ต้องรอฤดูเก็บเกี่ยว เจ้าคิดว่าพวกมันจะรอนานถึงเพียงนั้นหรือไม่”

    “ไม่ ขนาดข้ายังรู้ว่า ต่อให้พวกมันได้เสบียงจากฤดูเก็บเกี่ยว ฝ่ายโน้นก็ย่อมรู้ดีว่าเราก็ได้เสบียงจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นถ้ามันยังรอผลเสียก็จะตกอยู่กับพวกนั้นนั่นแหละ”

    เว่ยและหม่าเป็นศัตรูของแคว้นฉินมานานแล้ว กระนั้นความเป็นศัตรูก็เด่นชัดขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อนในงานล่าสัตว์ ผลจากการสอบสวนเป็นเรื่องแน่นอนว่าพวกนั้นถูกส่งมาจากสองแคว้น ดังนั้นไมตรีที่เหมือนจะมีก็ไม่มีนั้นจึงได้ขาดสะบั้นลงและกลายมาเป็นศัตรูอย่างเต็มตัว

    ชายแดนที่มีการปะทะเล็กน้อยกับพวกโจรป่าเป็นไปได้มากว่าจะเป็นพวกเว่ยและหม่าที่เข้ามาหาข่าวสารหรือก่อความวุ่นวาย ดังนั้นสถานการณ์ในครึ่งปีที่ผ่านมาจึงเคร่งเครียดมากขึ้น

    เฉพาะคนที่รู้เรื่องราวของบ้านเมืองเป็นอย่างดีนั้นต้องทำงานหลังขดหลังแข็งทีเดียว

    เพราะเว่ยและหม่าทั้งสองแคว้นต่างเป็นแคว้นที่แห้งแล้ง หากคิดจะรั้งรอเวลาหลังจากประกาศการเป็นศัตรู พวกนั้นก็จะยิ่งเสียเปรียบ เนื่องจากอาหารส่วนใหญ่เคยได้จากการค้าขายกับชายแดนแคว้นฉิน ยิ่งเกณฑ์กำลังคนมากขึ้น พวกที่ทำการเกษตรก็ยิ่งน้อยลง หากทิ้งไว้นานทหารฝั่งนั้นคงอดตายเสียก่อน

    “การศึกช่างน่าปวดหัว”

    หยางเฟิ่งกล่าวด้วยเสียงหัวเราะหยันที่ติดจะหงุดหงิดมิน้อย ต่อให้แคว้นฉินในเวลานี้จะมีแคว้นอู๋และแคว้นเซี่ยเป็นพันธมิตรทำให้พวกนั้นหวั่นเกรงมิกล้าโจมตี แต่ก็ใช่ว่ามันจะมิโจมตีตลอดไป ดังนั้นข้อตกลงลับ ๆ ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามแคว้นจึงเป็นการลงดาบแคว้นเว่ยและหม่าเสีย

    ...ต่อให้พวกมันไม่มาโจมตี เราก็จะโจมตีมันก่อนในสักวัน

    ...ไม่ว่าแบบไหน สงครามก็ต้องบังเกิด

    สงครามกับความสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา หากมิอาจหยุดยั้งสงครามได้ก็มีแต่ต้องให้การสูญเสียเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด

    “เรื่องนี้อาจยากไปสำหรับเจ้า”

    เฟยหรงซิ่นกล่าวยิ้ม ๆ มิได้ตำหนิหญิงสาวที่มิอาจช่วยเขาวางแผนการรบ หรือเดาใจพวกแคว้นศัตรู

    นางหาได้ไม่สามารถในด้านนี้ ความจริงแล้วนางกระทำได้แต่ไม่ได้ดีพอจะนำไปใช้ในทุกอย่าง (แน่ล่ะว่าเฟิ่งปิงไม่ได้ถนัดกลยุทธ์สงครามแบบโบราณ เนื่องจากสมัยนางนั้นยิงขีปนาวุธกันโป้งป้างเอาง่ายกว่าเยอะ) ซึ่งเขารู้ดีว่าทุกคนย่อมมีสิ่งที่ถนัดและไม่ถนัด นางมีดีมากมายกว่าที่คนภายนอกจะรับรู้ เพียงมีสิ่งที่ทำได้ไม่ดีสักอย่างสองไยจะเป็นเรื่องใหญ่

    ...ดีเสียอีกที่นางมีสิ่งที่มิสามารถบ้าง มิเช่นนั้นเขาคงจะรู้สึกแย่กับตัวเองยิ่งกว่านี้

    ...ทุกวันนี้เขาก็แทบอยากมอบตำแหน่งของตัวเองให้นางแล้ว

    “ข้าจะช่วยท่านตรวจสอบบัญชีค่าเสบียงแทนแล้วกัน” นางกล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะพูดโพล่งออกมาโดยไม่ยั้งคิด “เมื่อไหร่ที่การศึกเริ่มขึ้น ให้ข้าไปอยู่กับกองทัพได้หรือไม่?”

    “ไม่ได้” เสียงแข็งตอบกลับโดยมิยั้งคิด “สนามรบหาใช่ที่วิ่งเล่นของอิสตรี”

    “องค์รัชทายาท...จึงถึงตอนนี้ท่านยังคิดอีกหรือว่าข้าเป็นเพียงสตรีบอบบางที่ทำอะไรไม่เป็น ข้าหาได้ต้องการไปเที่ยวชมค่ายทหารในฐานะชายารัชทายาท หากแต่ต้องการไปด้วยฐานะหมอทหารต่างหากเล่า”

    “เจ้ารู้วิชาแพทย์?”

    “ถูกต้อง”

    “เหตุใดเจ้ามิเคยกล่าวถึง?”

    “ก็ท่านไม่เคยถาม”

    หญิงงามตอบกลับด้วยใบหน้าใสซื่อหาได้จงใจยอกย้อน จนบุรุษที่จับตามองดวงหน้าหวานแทบยกมือขึ้นมากุมขมับ อยู่ร่วมกันมาครึ่งปี เขามิเคยชนะการโต้ฝีปากกับนางเสียที ยิ่งอยู่ด้วยกันนานวันเข้า เขาก็รู้ว่าเขามองนางต่ำเกินไปเสมอ

    “ข้าก็คิดว่าท่านจะรู้เสียอีก เรื่องค้าสมุนไพรก็เป็นข้ามิใช่หรือที่เสนอแนะ?”

    “นั่นข้าก็คิดว่าเจ้ารู้เพียงพื้นฐาน”

    “โฮ่ ข้าเก่งกว่าที่ท่านคิดมากนัก รับรองว่าไม่ด้อยกว่าหมอหลวง”

    “...ไม่ได้ก็คือไม่ได้ มันอันตรายเกินไป วันนี้ดึกมากแล้ว ข้าจะไปนอนล่ะ ราตรีสวัสดิ์”

    เฟยหรงซิ่นตัดบทก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขาเรียวยาวเดินออกไปอีกทางโดยมิคิดจะอยู่รอฟังถ้อยคำขัดหูจากนางอันเป็นที่รักต่อให้รกสมอง

    หยางเฟิ่งปิงเบะปากตามหลังเด็กโข่งจอมซึน แล้วกระโดดขึ้นเตียงที่ปูฟูกหนานุ่มตามความชอบของนางอย่างเสียกิริยา บทบาทคนรักที่ต้องแสดงตอนอยู่เบื้องหน้าผู้คนไม่ได้ทำให้นางหวั่นไหวไปกับเขา หากแต่นางก็รู้ว่าเขาคงยังมิได้ตัดใจจากนาง

    เด็กโข่งผู้นั้นเพียงไม่ต้องการให้นางรู้สึกอึดอัดจึงกระทำตนเช่นคู่หู แต่ในใจน่ะรึ...ระริกระรี้อยากจะเป็นคนรู้ใจจนเนื้อเต้นกระมัง

    แต่ในเมื่อเขาไม่ได้แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งจวบจนวันนี้ นางก็ไม่มีสิทธิ์ไปเอาผิดอะไรกับเด็กโข่งผู้งงมงาย แม้ความจริงจะอยากชี้หน้าบ่นใส่ให้รู้แล้วรู้รอดว่า...

    ...หากนางคิดจะรัก นางคงรักไปนานแล้ว แต่นี่นางไม่ นางมองเขาเป็นดั่งเด็กน้อยที่อายุห่างจากนางเกินรอบปีเสียด้วยซ้ำ รีบ ๆ ตัดใจเสียที!

    ทว่าสิ่งที่นางกระทำได้ก็มีเพียงตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี วางตนในจุดที่ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่ตัวเอง เพราะนางรู้ว่าการตอกย้ำว่าไม่มีใจครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้ทำให้คนที่หลงอยู่ในห้วงรักตัดใจได้ง่ายขึ้น ยิ่งหลีกลี้หนีหน้าทำท่ารังเกียจเขายิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งแย่ลง มีแต่ทำให้คนที่ไม่รู้จักปล่อยวางเจ็บมากขึ้นเปล่า ๆ

    หยางเฟิ่งปิงเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ภายใต้ท้องฟ้าดำมืด ดวงจันทรายังคงลอยเด่นเป็นสง่า นางหลับตาลง หวังว่าคนผู้นั้นที่นางคะนึงถึง เขาที่อยู่ไกลออกไปจะกำลังมองผืนฟ้าในเวลาเดียวกัน

    ‘หากท่านเป็นดวงจันทรา ข้าจักเป็นดวงดาว’

    ...หากนับรวมอดีตชาติ นางเป็นยายแก่อายุเกินสี่สิบห้า แต่กลับมานั่งงมงายในความรักเหมือนเด็กสิบแปด ไม่ต่างกับเจ้าเด็กโข่งที่นางพึ่งนั่งบริภาษไป...

    ...ยังวาดหวังว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเราทั้งคู่จะยังคงเดิม...

    ...ท่านช่างเก่งกาจยิ่ง เทียนเหมิง...

     

    ยามรุ่งเช้ามาถึง เฟิ่งปิงยังมิทันได้ตื่นเต็มตาสวามีในนามก็เดินหน้าเครียดมาข้างเตียง พร้อมด้วยสาวใช้อีกสามสี่คน เมื่อเห็นว่ามีคนนอกอยู่ด้วยแม้ว่าสติจะยังมาไม่ครบ หญิงงามก็สวมบทบาทภรรยาที่รักอย่างรวดเร็ว

    “มีอะไรเกิดขึ้นหรือเจ้าคะท่านพี่”

    เฟยหรงซิ่นปัดมือไล่ให้สาวใช้ที่ตามเขามาไปเตรียมของปรนนิบัติพระชายา ทันทีที่ตัวประกอบทั้งหลายพากันหายจากครรลองสายตา องค์รัชทายาทหนุ่มก็แสดงสีหน้าเป็นกังวล

    “เสด็จแม่ส่งข่าวมาว่าน้องหญิงหกหายตัวไปจากวังหลวง”

    “เป็นการลักพาตัวหรือ?”

    “ยังไม่แน่ชัด ยังไม่พบร่องรอยการบุกรุกจากภายนอก”

    หนอนบ่อนไส้เป็นสิ่งที่บอกว่าส่งเข้ามาง่ายไหมก็ง่าย ยากไหมก็ยาก แต่หากซื้อตัวคนที่มีอยู่เดิมแล้วย่อมง่ายกว่า หากทว่าการหาตัวให้เจอแล้วกำจัดทิ้งแบบมีหลักฐานแน่ชัดนั้นยากที่สุด ยกเว้นแต่จะทำลายทุกคนยกเว้นแต่ตัวเอง ซึ่งสำหรับผู้เป็นฮ่องเต้แล้วนั่นเป็นสิ่งที่ยากจะลงมือกระทำเพราะอาจเกิดความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

    ดังนั้นต่อให้กำจัดขุนนางทรยศกับหลาย ๆ อย่างไปมากก็ใช่ว่าหนอนน่ารำคาญพวกนี้จะยังไม่มีเหลืออยู่ ในวงการธุรกิจก็เป็นแบบเดียวกัน

    “หากไม่มีผู้ใดพาไป เช่นนั้นนางตั้งใจก่อความวุ่นวายโดยการหนีไปเองหรือ”

    “ถ้าดูจากนิสัยนางก็น่าจะเป็นไปได้ แต่เสด็จแม่กลับบอกว่านางปรับตัวเป็นคนใหม่ เป็นน้องหญิงที่สงบเสงี่ยมเพียบพร้อมขึ้นมากเนี่ยสิ”

    หยางเฟิ่งปิงทำหน้าไม่เชื่อถือในทันที หวนคิดถึงวีรกรรมยามเจอกันครั้งแรกและอีกหลาย ๆ ครั้งในตำหนักของพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟย นางก็มิเคยเห็นว่าจะมีครั้งใดที่องค์หญิงหกผู้เอาแต่ใจผู้นั้นจะกระทำตนดีขึ้นจริง ๆ เสียที

    “น้องสาวของท่านไม่รู้ความเกินไปแล้วกระมัง หาญกล้าเอาแต่ใจในสถานการณ์เยี่ยงนี้ได้”

    เฟยหรงซิ่นยิ้มขมขื่นในใจเนื่องจากมิอาจปฏิเสธได้ พี่น้องของเขาทุกคนรู้ความฉลาดเฉลียวกันทั้งนั้น มิรู้เหตุใดน้องสาวร่วมอุทรกลับไม่รู้จักโตแถมยังโง่งมไม่เลิกรา

    หยางเฟิ่งปิงมองหน้าสามีในหน้าที่แล้วถอนหายใจ รู้ดีว่าตำหนิเขาไปก็หาได้อะไรกลับมา นางลุกจากเตียงเดินอย่างคล่องแคล่วไปหยิบเสื้อคลุมมาสวม จากนั้นจึงร้องเรียกคนสนิทของตัวเอง

    “สุ่ยหลิว มาช่วยข้าแต่งตัว ข้าจะเข้าวังพร้อมองค์รัชทายาท”

    สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์เข้ามาช่วยนายหญิงแต่งตัวอย่างรู้ความ ระหว่างนั้นเองสาวใช้ที่ตอนแรกถูกไล่ออกไปก็กลับมาพร้อมถังน้ำและข้าวของในมือ ผู้เป็นสามีเมื่อเห็นว่าภรรยากำลังเร่งแต่งตัวก็ออกไปรอด้านนอกอย่างรู้ความ มิปล่อยให้ตัวเองโดนไล่ออกไป

    เมื่อสาวใช้ทั้งหลายปรนนิบัติหน้าที่เสร็จเรียบร้อย หยางเฟิ่งปิงจึงเรียกให้สุ่ยหลิวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบสั่งเสียงเบา สุ่ยหลิวทำท่าตกใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับแล้วถอยออกไปอย่างรู้ความ

    หญิงงามในอาภรณ์เรียบง่ายแต่สมเกียรติเดินออกมาหาสวามี ทั้งสองเดินเคียงคู่กันขึ้นรถม้าไปยังวังหลวงเป็นภาพที่ทุกคนในจวนรัชทายาทต่างเห็นกันจนชินตา

     

    “พี่รอง”

    “ปิง-...ถวายพระพรพระชายา”

    “หยุดทำความเคารพพี่รอง ข้าห้ามท่านแล้วนี่” หยางเฟิ่งปิงมุ่ยปากขัดใจ เมื่อหยางหย่งสือโค้งตัวทำความเคารพตนเอง “ที่นี่ไม่มีผู้อื่น หากท่านยังทำเช่นนี้อีกข้าจะไม่รักแล้วนะ”

    “โอ๋ ๆ ปิงเอ๋อร์พี่ผิดไปแล้ว มันเป็นความเคยชินนี่นา”

    หยางหย่งสือทิ้งมาดขุนนางผู้ทรงภูมิ รีบเร่งวิ่งเข้าไปคลอเคลียน้องสาวโดยไม่สนใจองค์รัชทายาทที่ยืนอยู่เคียงข้าง หากมีผู้อื่นอยู่หัวของหยางหย่งสือคงไม่พ้นได้หลุดจากบ่า แต่ในท้องพระโรงที่มีแต่พวกเขา หาใช่รัชทายาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หญิงสาวหนึ่งเดียวต่างหากเล่าที่เป็นที่น่าเกรงกลัว

    คนใกล้ชิดทุกคนรู้ดีว่าเฟยหรงซิ่นเป็นพวกกลัวเมีย ไม่สิ ให้เกียรติภรรยามากเกินเสียมากกว่า ความจริงนี้หากเอาไปบอกให้คนภายนอกรู้หน้าตาของบุรุษที่ถือครองตำแหน่งรัชทายาทคงแหลกสลาย

    “แล้วพี่ใหญ่ส่งข่าวอะไรมาบ้างหรือยังพี่รอง”

    “กองกำลังส่วนหนึ่งแฝงตัวเข้าไปยังแคว้นหม่าได้ตามแผน พอพี่ใหญ่จัดการกำลังทหารเรียบร้อยก็จะตามไปเช่นกัน ตอนนั้นคงไม่สามารถส่งข่าวอะไรได้อีกเพราะเกรงว่าจะถูกตรวจพบ”

    หญิงงามมีใบหน้าเคร่งเครียดขึ้น เนื่องจากชายแดนมีการปะทะเล็กน้อยตลอดเวลา บิดาจึงเดินทางไปยังชายแดนเมื่อหลายเดือนก่อนเพื่อทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่

    ในขณะเดียวกันประชาชนแถบชายแดนเริ่มอพยพเข้ามาในเมืองหลวงมากขึ้น ซึ่งการจัดการข้อมูลประชากรในตอนนี้ไม่ได้ดีขนาดจะคัดกรองคนได้ละเอียดขนาดนั้น จึงมีคนบางส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเมืองหลวงก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอยู่เนื่อง ๆ

    ทว่าจากสาเหตุนี้แม้อาจจะทำให้คนของฝั่งโน้นหลุดปนมา ก็ทำให้คนของฝั่งเราแฝงตัวไปทางโน้นง่ายขึ้นเช่นกัน กระนั้นคนที่ฮ่องเต้ส่งไปหาใช่สายลับฝ่ายข้อมูลเท่านั้น กองกำลังทหารส่วนหนึ่งในมือของพี่ใหญ่ของนางรวมถึงตัวผู้บังคับบัญชาต่างก็เป็นทหารที่ถูกส่งไปยังแคว้นหม่าทั้งสิ้น

    แน่นอนว่ามียังคงมีอีกกองกำลังที่แฝงตัวเข้าไปยังแคว้นเว่ยเช่นกัน

    แม้กระทั่งองค์ชายเก้าที่ขอรับหน้าที่เป็นผู้ตรวจการ ได้ออกจากเมืองหลวงไปตั้งแต่ที่เฟิ่งปิงแต่งงานหมาด ๆ ยังขันอาสาออกไปเป็นผู้นำทัพที่ชายแดนอย่างแข็งขัน แม้บรรดาพี่น้องจะคัดค้านอย่างไรก็มิเป็นผล

    ...นั่นเป็นเหตุให้เฟิ่งปิงไม่มีโอกาสได้พบกับเขาเลยตั้งแต่แต่งงาน

    “แล้วองค์หญิงหกล่ะพี่รอง”

    “พวกทหารกำลังตามหา แต่ยังหาตัวไม่พบ”

    การแยกกำลังทหารอาจทำให้กำลังในมือลดน้อยถอยลง แต่การศึกหาใช่การต่อสู้ด้วยกำลังเท่านั้น บางครามันสมองก็จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากำลัง

    “เห็นว่าทั้งสองแคว้นเริ่มเกณฑ์ชาวบ้านเข้าเป็นทหารมากขึ้นเรื่อย ๆ พี่ใหญ่คาดว่าพวกมันคงไม่รอถึงฤดูเก็บเกี่ยวเป็นแน่”

    “เวลาที่เหมาะสมในการโจมตีที่สุดคือช่วงผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ แต่ดูแล้วพวกมันคงมิต้องการรออีกต่อไปกระมัง ข้าประเมินความอดทนพวกมันสูงไปจริง ๆ”

    เฟยหรงซิ่นยิ้มเหี้ยม ไม่คิดถือสาสองพี่น้องที่คุยกันโดยไม่เห็นหัวเขา อย่างไรก็ตามเรื่องราวบ้านเมืองต้องมาก่อน

    “เสด็จพี่รัชทายาท!”

    องค์ชายห้าเฟยต้าซานรุดหน้าเข้ามาหาผู้เป็นพี่ ใบหน้าหล่อเหลาที่เติบโตขึ้นแฝงไว้ด้วยแววเคร่งเครียดมิต่างจากผู้ใด ซ้ำยังฉายแววร้อนรนยิ่งกว่า

    “เกิดอะไรขึ้นน้องห้า”

    “เสด็จพ่อถูกลอบสังหารตอนเสด็จออกจากตำหนักเสด็จแม่กุ้ยเฟย! พระอาการสาหัส!! เวลานี้ประทับอยู่ที่ตำหนักส่วนพระองค์!!”

    “!!!”

    ใบหน้าของเฟยหรงซิ่นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เวลานั้นเขาไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาทั้งสิ้น สองเท้าพุ่งตรงไปยังที่ประทับของพระบิดาโดยมิคิดรั้งรอผู้ใดทั้งสิ้น

    สองพี่น้องสกุลหยางหันมองหน้ากันเอง ดวงตาสองคู่ลอบส่งสายตาให้กันอย่างแอบแฝงความนัย

    “องค์ชายห้า แล้วองค์หญิงหกทรงหาพบหรือไม่เพคะ?”

    “อ๊ะ...ยัง ยังหาน้องหกไม่พบ พี่สะใภ้กับท่านที่ปรึกษามิไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อหรือ?”

    “คนมากก็ยิ่งมากความ พวกเราจะช่วยกันจัดการปิดข่าวแล้วรอฟังพระอาการพ่ะย่ะค่ะ”

    หยางหย่งสือตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่น เมื่อเห็นดวงตารู้ทันทั้งสองคู่ องค์ชายห้าก็แย้มยิ้มมุมปากเล็กน้อย

    “หลอกพวกท่านมิได้สินะ สมแล้วจริง ๆ แต่พี่รองยังเชื่อคนง่ายมิเปลี่ยน”

    “มิใช่เช่นนั้นเพคะ องค์รัชทายาทเป็นองค์ชาย ย่อมเป็นห่วงพระบิดา ในขณะที่คนนำความมาทูลคือพี่น้องร่วมสายเลือด ที่องค์รัชทายาทจะหลงเชื่อง่าย ๆ ย่อมมิใช่เรื่องแปลก แต่พวกหม่อมฉันหากให้กล่าวก็คือคนนอก ย่อมมองอะไรได้ชัดเจนยิ่งกว่า”

    “พี่สะใภ้ก็ช่างแก้ตัวแทนพี่รอง”

    องค์ชายห้ายักไหล่ แม้จะรู้มาบ้างว่าพี่สะใภ้ผู้นี้ฉลาดเฉลียวเกินวัย สามารถต่อปากต่อคำกับพระบิดาได้โดยไม่แพ้พ่าย เรื่องเงินทองหรือก็หูตากว้างไกล มิคิดว่าสามารถมองคำโกหกออกได้ในปราดเดียว

    “ฝ่าบาททรงตั้งใจจะทำสิ่งใดหรือเพคะ หม่อมฉันมิคิดว่าการเปิดฉากสงครามด้วยข่าวฮ่องเต้ทรงพระอาการสาหัสจะเป็นความคิดที่ดีนักนะเพคะ”

    หยางหย่งสือแม้จะมิพูดออกมาเนื่องด้วยเกรงอาญาเพราะฐานะมิสูงเท่าน้องสาว แต่ก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ การศึกที่เริ่มด้วยผู้นำมีพระอาการระส่ำระสายอย่างไรก็มิใช่ทางเลือกที่ดี

    องค์หญิงหกก็ยังคงหามิพบ หากมีข่าวฮ่องเต้ทรงเป็นอันใดไปในระหว่างนี้ ข่าวทั้งหลายคงมิอาจปิดมิดได้ทั้งหมด อนึ่ง...องค์หญิงเอาแต่ใจจะมีอันใดสำคัญไปยิ่งกว่าพระวรกายของโอรสสวรรค์

    “หรือว่า...”

    เฟยต้าซานเพียงยิ้มแต่มิตอบท่าทางของหยางหย่งสือ หยางเฟิ่งปิงจึงแค่นยิ้ม

    “มีผู้รู้แผนของฝ่าบาทมากน้อยเพียงใดเพคะ”

    “เรื่องนั้นพี่สะใภ้คงต้องไปถามเสด็จพ่อเอาเองแล้วล่ะ”

    รอยยิ้มขององค์ชายผู้อ่อนโยน ช่างน่าหมั่นไส้ชวนสะกิดให้ฝ่าเท้าลั่นไปประทับบนใบหน้านั้นเหลือเกิน

    โอรสสวรรค์ผู้นั้นช่างน่าเตะตกบัลลังก์ยิ่งนัก ผู้คนล้อมรอบมากมายถึงเพียงนี้กลับตัดสินใจอะไรด้วยตัวคนเดียวเสียซะอย่างนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมาคงมิพ้นนั่งวางหมากอยู่ลำพัง

    หากหมากกระดานนี้พ่ายแพ้ นางนี่แหละที่จะเผาโอรสสวรรค์อะไรนั่นทั้งเป็น!

    หยางเฟิ่งปิงหลับตาลงก่อนที่จะหันไปพูดกับพี่ชายด้วยเสียงที่แข็งกระด้าง

    “พี่รอง ข้าจะไปยังชายแดน”

    ...หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เป็นเวลาที่สั้นยิ่งนัก...

     

     

     

     

     

     

     

    ------

    ย้ำอีกหนว่าผลงานเก่านำมารีอัพ ก็คือดีที่สุดเท่าที่ตอนเด็กๆ จะเขียนได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าถ้าเทียบกับมาตรฐานของปัจจุบันมันก็ยังไม่เข้าขั้น โดยเฉพาะช่วงท้ายที่แบบ...โคตรสคริป โคตรไว โคตรเร็ว (กราบขออภัย)

    หากตามเนื้อหาเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไร (ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไรให้เปลี่ยนแหละ แก้ยาก กลัวจะไม่โยงกับส่วนที่เคยเขียนถึง มีตรงที่แก้ไปแล้วต้องแก้ยาวอยู่ด้วย) เรื่องนี้จะจบได้ในอีกสิบตอนคือตอนที่ 75 จะเป็นตอนจบ 

    ซึ่งขอประกาศล่วงหน้าว่า...

    ไว้แมวจะเขียน after story เพิ่มเติม รวมกับตอนพิเศษที่จะเขียนถึงเนื้อหาช่วงตัดตอนในเรื่องไปด้วยแทนทีหลัง 

    (*****ในส่วนนี้อาจจะมีการติดเหรียญไว้ ไม่เปิดให้อ่านฟรีแบบตอนหลัก และหลังจากลงตอนหลักจบหมด จะติดเหรียญตอนหลักเฉพาะบางตอนเป็นค่าขนมน้ำชาแบบในเว็บอื่นนะคะ)

    แล้วแต่จะอุดหนุนนะคะ เพราะยังไงตอนหลักก็ลงจนจบแน่ ไม่มีอะไรค้างคา อ่านแล้วไม่ต้องซื้อตอนหลักอ่านซ้ำก็ได้ แต่ยังไงก็ฝากตามกันจนเรื่องหลักจบด้วยนะฮะ