ตำหนักฮุ่ยหลิง
ต้นยามชวี (19.00 น.) หน้าพระตำหนัก แม่นมเฉินยืนรอรับองค์หญิงอี้อัน นางออกจากรถม้ากำลังก้าวลง มู่ไป๋ยื่นมือมาให้จับ องค์หญิงมองแล้วจับมือนั้นโหนตัวลงจากรถม้ากล่าวขอบใจเขาแล้วตรงไปที่แม่นมเฉิน ไม่มีเซแม้แต่น้อยมีเพียงกลิ่นสุราที่โชยออกมาฟ้อง “วันนี้องค์หญิงไปดื่มสุราที่ไหนมาเพคะ” แม่นมเอ่ยถาม “วันนี้ไปตำหนักบูรพามา ดื่มกับเสด็จพี่นิดหน่อย” นางยิ้มกว้างขวางตอบแม่นมเฉิน
“นิดหน่อยอะไรกัน กลิ่นสุรารุนแรงขนาดนี้” ว่าแล้วแม่นมเฉินจูงมือนางเข้าพระตำหนักไป แม่นมเฉินหันมาทางสามองครักษ์ลูกไก่ สมญานามที่นางเป็คนตั้งให้ “พวกเ้ากินข้าวกันแล้วหรือยัง”
“ขันทีตำหนักบูรพาจัดให้แล้วขอรับ” ทั้งสามทำความเคารพแล้วเดินที่เรือนพัก
“แม่นม เป็อย่างคาดเดาไว้ คนร้ายที่เหลือชีวิตไว้ถูกข้าใช้กำยานกล่อมจิตจากแคว้นถู่ฟาน ตอบความจริงแล้ว”
แม่นมเฉินถาม “องค์รัชทายาทได้ยินแล้วว่าอย่างไรบ้าง” “เสด็จพี่คงเสียพระทัยเห็นนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไรเลย ข้าชวนดื่มสุราก็ไม่สนใจ”
“องค์หญิงเลยดื่มเสียเองทั้งหมดเลยใช่ไหมเพคะ” แม่นมเฉินหรี่ตามององค์หญิง อี้อันหัวเราะแล้วดึงร่างแม่นมเข้ามากอดเดินเข้าในพระตำหนักไป “อ้อ มีอีกเื่หนึ่งเสด็จพี่ให้ข้านำแผนที่นครเปี้ยนจิงไปตั้งไว้ที่ค่าย เพื่อใช้วางแผนรับมือคดีต่างๆ ในเมืองหลวงด้วย”
ค่ายซานตง
มีเ้าหน้าที่กรมอาญา 2 คนเข้าไปคารวะองค์รัชทายาท แล้วมอบหนังสือฉบับหนึ่งให้องค์รัชทายาทอ่าน แล้วรีบกลับไป จากนั้นทรงให้ทหารไปเรียกเสวี่ยซิงและจางเหยามาพบที่ โถงเรือนบัญชาการ สนทนากันสักครู่ เสวี่ยซิงและจางเหยาต่างกลับไปกองฝึกของตนต่อ
องค์รัชทายาทเดินมายังกองฝึกทิศตะวันตก ขณะนั้นทหารทั้ง 200 คนกำลังฝึกซ้อมซัดอาวุธที่แผ่นกระดานหญ้า มีทหารคนหนึ่งถูกคัดเลือกให้มาทำหน้าคุมฝึกแทน
“พวกเ้าเห็นเ้าสำนักของเ้าบ้างหรือไม่?” ครั้นถามจบ ทหารทั้ง 200 คนชี้มือขึ้นไปบนหลังคา เห็นนางยืนบนหลังคา กำลังมองไปข้างหน้าด้านขวาแล้วมองขึ้นท้องฟ้า สักครู่เอี้ยวตัวไปด้านหลังมองไปท้องฟ้า ทางนั้นเป็ทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วนางหันกลับไปทางป่าริมลำธาร หลังป่าไผ่ พี่ชายยืนมือสองข้างเท้าเอวมองแหงนหน้ามองน้องสาว เห็นนางยืนหันกลับไปกลับมาอยู่ครู่ใหญ่ เ้าสำนักเดินเล่นบนหลังคาจนสบายใจแล้วจึงโดดลงพบพี่ชายที่ยืนรออยู่ “เสด็จพี่มาถึงสำนักของหม่อมฉัน มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้เพคะ” เ้าสำนักหยอกเย้าเสด็จพี่ แต่เสด็จพี่ตรัสเสียงนิ่งๆ
“นักโทษชุดดำที่เพิ่งสอบสวนไปเมื่อวานนี้ตายแล้ว” แต่องค์หญิงไม่มีสีหน้าตื่นใแต่อย่างใด เพียงมีสีหน้าสลดลงเล็กน้อย ถามพี่ชายว่า “เขาตายอย่างไรเพคะ” “เขากินอาหารแล้วเกิดอาการสำลัก อาหารติดหลอดลมตาย หมอชันสูตรศพแล้วในอาหารไม่มียาพิษใดๆ” พี่ชายส่งรายงานที่ได้รับจากเสนาบดีเหวินเจ๋อส่งให้น้องสาว
“หม่อมฉันคิดว่าเขาคงหาวิธีฆ่าตัวตายเอง เพราะพวกเขารู้ตัวดีว่าทุกครั้งที่ออกทำงานเพื่อไปตายเท่านั้น หากเขาทำงานสำเร็จ เขาก็จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป หากถูกศัตรูจับได้แล้วยังไม่ตาย ครอบครัวของเขาจะต้องตายแทน เสด็จพี่เตือนเสนาบดีเหวินเจ๋ออีกครั้งว่า จากวันนี้ไปอย่าให้คนภายนอกเข้าไปในคุกของกรมอาญาเด็ดขาดแม้แต่เสนาบดีคนใด และองค์ชายทุกองค์”
“เ้าคิดว่าจะมีเื่อะไรในคุกกรมอาญาหรือ” น้องสาวครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างกับพี่ชาย
“หม่อมฉันอาจเดาผิดก็ได้ เช่นนั้นหม่อมฉันไปก่อนนะเพคะ ่นี้อาหารเย็นค่ายซานตงจะมีเนื้อนกกินเพคะ”
ห้องทรงพระอักษร พระราชวังต้าซ่ง
ฝ่าาประทับหลังโต๊ะทรงอักษร บนโต๊ะมีหนังสือและฎีกา วางไว้อย่างเป็ระเบียบ ด้านซ้ายมี ซื่อกง ขันทีคนสนิทยืนก้มหน้านิ่ง ด้านขวามีแม่ทัพเสวี่ยิ ยืนหลังตรงนิ่งใบหน้ามองตรง ขันทีหน้าประตูประกาศเสียงดัง
“เชิญ จวิ้นอ๋อง เข้าเฝ้าฝ่าาได้” สิ้นเสียงประกาศ จ้าวจวิ้นอ๋อง ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ เมื่อเดินมาถึงเบื้องหน้าคุกเข่าลงทำความเคารพพระเชษฐา “ฝ่าา ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี”
“ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
“เ้าสบายดีหรือไม่ อาซัน” พระเชษฐาเรียกขานชื่อพระอนุชา เนิ่นนานแล้วที่เขาไม่ได้ยินคำนี้จากปากพี่ชาย “กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาเล่า พระองค์ทรงตรากตรำราชกิจ แต่ยังทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ดี”
“ดี .... เราสบายดี เ้ามาถึงเมืองหลวงหลายวันแล้ว แต่เรามีภารกิจมากมายจึงไม่ได้เรียกเ้าเข้าพบ”
“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงพระกรุณา” พระอนุชาจ้าวจวิ้นอ๋องคำนับอย่างนอบน้อม ฝ่าาจึงตรัสถามต่อ
“เ้าอยู่เจียงหนิงเป็อย่างไรบ้าง”
“กระหม่อมได้รับพระเมตตาจากฝ่าา ชาวเมืองเจียงหนิงให้ความเคารพยำเกรงกระหม่อมเป็อย่างดี”
“เ้าไปจากนครเปี้ยนจิงได้กี่ปีแล้ว”
“สิบสี่ปีแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” จวิ้นอ๋องตอบ
“นั่นสิ เราเองจำไม่ใคร่ได้แล้ว นานจนข้าหลงลืมไปว่าเวลานั้นเ้าไปช่วยดูแลเมืองเจียงหนิงเป็หูเป็ตาแทนข้าที่ด่านเมืองทางตะวันออก จริงๆ แล้วเ้าอยู่ไกลหูไกลตาข้าเกินไปจริงๆ ครั้งนี้ที่เรียกเ้ากลับมา เพราะอยากให้เ้าอยู่ใกล้ๆ พี่ ทั้งเ้ากับเราก็อายุมากขึ้น แต่จริงสิ เ้าเองกลับดูหนุ่มแน่น ไม่แก่เฒ่าเลย เ้าดูแลตัวเองได้ดีจริงๆ”
“เสด็จพี่ชมกระหม่อมเกินจริงไปแล้ว” พระอนุชาหัวเราะปลาบปลื้มใจกับคำชมของฝ่าา “เช่นนั้น กลับมาเมืองหลวงครานี้เ้ากับลูกสาวก็อยู่เสียที่นี่เลยไม่ต้องไปเจียงหนิงอีก ส่วนลูกชายของเ้าก็ให้อยู่ที่เจียงหนิงต่อไป ช่วยแม่ทัพหม่าโหยวรักษาเมืองด่านตะวันออก” ฝ่าายิ่งตรัสมากขึ้น เขาเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังหมดอิสรภาพลงไปเรื่อยๆ
“หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเมตตา แต่หม่อมฉันยังมีภารกิจบางอย่างยังกระทำไม่ลุล่วง หม่อมฉันต้องกลับเมืองเจียงหนิงบางครา พ่ะย่ะค่ะ”
“เราบอกให้เ้าอยู่พักผ่อนเสียที่เมืองหลวงนี่แหละ และไม่ให้ออกนอกตำหนักของเ้า ถ้าไม่มีคำสั่งจากเราเ้าจะออกนอกตำหนักของเ้าไม่ได้ แต่หากเพื่อนฝูงของเ้า้ามาเยี่ยมเยียนเ้าจะมากน้อยย่อมทำได้ เราอนุญาตไม่ขัดขวาง“ ฝ่าาตรัสอย่างช้าๆ พระพักตร์นิ่งเฉยไม่แสดงอาการดีหรือร้ายใดให้เห็น แต่รับสั่งนี้ทำให้เขารู้ทันทีว่าเขากำลังถูกสั่งกักบริเวณ
จวิ๋นอ๋อง อ้าปากจะร้องอุทธรณ์ แต่ฝ่าาตรัสออกมาเสียก่อน “เ้าอยู่ที่ตำหนักของเ้า ใช้ชีวิตให้ดีเถิด เพราะถึงอย่างไรเ้าก็เป็น้องชายคนเดียวของเรา” จวิ้นอ๋องเริ่มมีท่าทีขัดใจถามเสียงดังขึ้น “กระหม่อมทำอะไรผิดหรือพ่ะย่ะค่ะ ถึงทรงกักบริเวณหม่อมฉัน”
“เ้ายังคงไม่รู้สินะ ว่าเ้ามีความผิดอันใดบ้าง” ฝ่าาทรงยื่นฎีกา 4 ฉบับให้ ซื่อกงนำลงไปให้จวิ้นอ๋อง เขารับฎีกามันมาเปิดดู เป็ฎีการายงานผลการสืบคดีคนชุดดำที่สังหารเสนาบดีเฮ่อหยุน ฎีการายงานผลการสืบคดีลอบสังหารองค์รัชทายาท ฎีกาคำให้การนักโทษชุดดำที่ถูกจับตัวไป คำให้การระบุว่าเป็พ่อบ้านตำหนักจวิ้นอ๋องสั่งการ จวิ้นอ๋องอ่านแล้วใคุกเข่าร้องขอพระเมตตาจากฝ่าา โยนฎีกาพวกนั้นทิ้งลงพื้น ลนลาน
“ไม่เป็ความจริง กระหม่อมถูกใส่ความพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไม่ใช่ผู้บงการ หม่อมฉันถูกใส่ความ เื่ที่กล่าวหาพ่อบ้านของหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ทราบจริงๆ ว่าเขาจะก่อคดีพวกนั้นได้อย่างไร เพราะเขาอยู่กับหม่อมฉันตลอดเวลาที่เมืองเจียงหนิง จะเป็ผู้สั่งการในเมืองหลวงได้อย่างไร โปรดทรงมีพระวินิจฉัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เรามีวินิจฉัยดีแล้ว ส่วนสมุดเล่มนี้ คิดว่าเ้าคงจะจำลายมือคนเขียนได้บ้างนะ” ฝ่าาส่งสมุดหนาเล่มหนึ่งส่งให้ ซื่อกง นำลงไปให้ จวิ้นอ๋อง เขาเห็นลายมือบนปกสมุด แล้วเปิดดูทีละหน้า มันเป็สมุดบัญชีบันทึกรายการเบิกจ่ายเงินและการสั่งซื้อเหล็ก พร้อมวันเดือนปี เขาเปิดได้เพียง 2-3 หน้าต้องรีบปิดสมุดบันทึกนั้นทันทีโยนทิ้งพื้น ซื่อกงรีบมาเก็บสมุดบัญชีเล่มนั้นคืนกลับมาส่งให้ฝ่าา
“ไม่จริงพ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่ กระหม่อมถูกใส่ร้าย เ้าของสมุดเป็ใครกระหม่อมไม่เคยรู้จัก กระหม่อมอยู่แต่เมืองเจียงหนิงจะรู้จักคนที่ในราชสำนักได้อย่างไร!” ฝ่าาตรัสด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “เรายังไม่ทันเอ่ยว่าเ้าของสมุดเป็คนของราชสำนัก แต่เอาเถอะเ้าไม่รู้จักก็ไม่เป็ไร เ้าจากเมืองหลวงไปนานจนจำคนในเมืองหลวงได้ไม่หมด เราไม่ตำหนิเ้าหรอก และมีเวลาให้เ้าทบทวนได้ตลอดทั้งชีวิต” จวิ้นอ๋อง เงยหน้าสบตาฝ่าาในทันใด เขาใช้สายตาวิงวอนพี่ชาย “ฝ่าาขอทรงสืบสวนเื่นี้ให้กระจ่างด้วย เพื่อคืนความเป็ธรรมให้หม่อมฉันด้วย”
“ได้ เราจะทำตามที่เ้าเสนอมา ตอนนี้เ้ากลับไปก่อนเถิด” ฝ่าาตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิม พระพักตร์นิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ จวิ้นอ๋อง มองพระพักตร์ฝ่าาแล้ว คาดว่าไม่อาจโน้มน้าวพระทัยฝ่าาได้แน่แล้ว จึงคารวะ พี่ชายแล้วหันหลังเดินออกจากห้องทรงพระอักษร และก่อนที่เท้าจะก้าวออกจากประตูห้องทรงพระอักษร ไป เขาได้ยินพระสุรเสียงฝ่าาตรัสว่า
“อาซัน ... ทำไมเ้าต้องคิดฆ่าลูกชายกับลูกสาวของเราด้วย พวกเขาทำอะไรผิดต่อเ้าเช่นนั้นหรือ?”
จวิ้นอ๋องชะงักเท้า พลันสันหลังรู้สึกสะท้าน ััได้ถึงเพลิงอาฆาตที่ลุกโชนอยู่เื้ัเขา เขาไม่ได้หันกลับมา หากแต่เขายังคงเดินหน้าต่อไป แววตาจวิ้นอ๋องนั้น ส่งประกายเกลียดชัง ที่แม้แต่ฝ่าาเองไม่ทันได้เห็น
ริมลำธารหลังป่าไผ่
“เย็นนี้เ้าจะมีเนื้อกินแล้ว แต่เป็นกนะ” เ้าสำนักยืนบนโขดหินริมลำธาร บอกกับเหล่าศิษย์ในสำนัก เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ดี ขอรับท่านเ้าสำนัก” เ้าสำนักมองพวกเขาอย่างทึ่งๆ ท่านจางเหยา ฝึกมาดีจัง บอกให้ทำอะไรไม่เคยขัดใจสักครั้ง เ้าสำนักจึงทำตัวอย่างให้ลูกศิษย์ดู ยกนิ้วชี้และนิ้วกลางคีบไม้ยวี๋มู่ เงยหน้าขึ้นฟ้า ชั่วครู่นางสะบัดไม้จากระหว่างนิ้วขี้กับนิ้วนางขึ้นฟ้า อึดใจเดียว นกตัวหนึ่งร่วงลงมา ปรากฏว่ามันคือนกเป็ดน้ำป่ามีไม้ยวี๋มู่ปักที่อก เหล่าทหารเห็นดังนั้นตบมือทึ่งในฝีมือเ้าสำนักผู้นี้ อีกทั้งดีใจที่วันนี้มื้อเย็นของพวกเขามีอาหารพิเศษแล้ว
“ให้เ้าสังเกตบนท้องฟ้าก่อนว่าขณะที่เ้ายืนมีนกใดๆ ผ่านมาหรือไม่ ให้เ้าคะเนจากสายตาเมื่อนกตัวนั้นบนมาอยู่ปลายก่อนถึงนิ้วชี้ของเ้า1 ชุ่นเมื่อใด จึงซัดขึ้นไปทันที หากอาวุธของเ้าไม่ถูกเป้าหมาย มันจะลอยขึ้นฟ้าแล้วไปตกที่ใดก็ไม่รู้ เ้าซัดอาวุธแล้วไม่ได้นกใดเลย ข้าไม่ทำโทษเ้า แต่เ้าต้องหาอาวุธของเ้าให้พบ เพราะไม้ทุกชิ้นมีชื่อของทุกคน ถ้าข้าหามันพบก่อน เ้าต้องเสียเงิน 1 ตำลึงมาเป็ค่าไถ่ ได้ยินแล้วใช่ไหม”
“ได้ยินขอรับ” ทุกคนตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน .. โฮ๋... ดีจัง เสียเงินก็ไม่บ่นสักคำ ไม่เหมือนกองฝึกเดิมของนาง นิดหน่อยก็โอดครวญ แล้วยังแอบบ่นไม่เลิกรา
“ดี...... จำไว้จับมาให้ได้คนละ 1 ตัว จับไม่ได้เย็นนี้อดกินเนื้อ เอาล่ะ เริ่มได้” นางยืนมองเหล่าลูกศิษย์สำนักฝึกซัดอย่างเบิกบานใจ บาง่มีฝูงเป็ดน้ำ ห่านป่า บินเป็ฝูงผ่านมาในเส้นทางฝึกซ้อม บางคนได้นกั้แ่ซัดไม้แรก คนที่ซัดได้รีบวิ่งไปเก็บนกที่ตนซัดอย่างดีอกดีใจ นกที่ซัดได้ มีขนาดแตกต่างกันั้แ่ขนาดเล็กจิ๋ว.. ไปจนถึงห่าน
“ท่านเ้าสำนักขอรับ ข้าน้อยได้นกตัวหนึ่งมันประหลาดมาก มีกระดาษผูกติดที่ขามันด้วยขอรับ” ทหารคนหนึ่งถือนกพิราบตัวหนึ่งมันนอนแน่นิ่งเพราะถูกไม้ปักเข้ากลางอก นางแกะกระดาษที่ม้วนผูกติดกับขานกตัวนั้น แล้วเปิดดู “เหยื่อรู้ตัวแล้ว หยุดเคลื่อนไหว เร่งส่งคนมาเพิ่มอีก”
องค์รัชทายาทดูกระดาษชิ้นนั้นแล้วไม่ตรัสอะไร ส่งต่อให้เสวี่ยซิงและจางเหยาดู “กระหม่อมคาดเดาว่าจดหมายลับนี้คงมาจากจวนจวิ้นอ๋อง ท่านอ๋อง คงแจ้งผู้รับให้หยุดกระทำการบางอย่าง ส่วนที่ว่าให้ส่งคนมาเพิ่ม คิดว่าจวิ้นอ๋องคงคิดจะเริ่มเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างที่เมืองหลวง” เสวี่ยซิง กล่าว
“เช่นนั้นข้าจะไปเยี่ยมบ้านเสด็จอาอีกครั้ง” องค์หญิงอี้อันยิ้มกว้างก่อนกล่าว “ไม่ได้” พี่ชายห้ามทันที แล้วหยิบหนังสือเชิญที่ก่อนหน้านี้วางนิ่งบนโต๊ะ ส่งให้น้องสาว อี้อันรับมาเปิดอ่าน เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายยิ้มกว้างเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า “เสด็จพี่ให้หม่อมฉันไปด้วยนะเพคะ”
แล้วอี้อันหันไปถามพระสหายของพี่ช่าย “พวกท่านคิดว่า จวิ้นอ๋องส่งข่าวไปที่ไหนหรือ” เสวี่ยซิงครุ่นคิดสักครูจึงตอบนาง “นกตัวนี้คงตั้งใจบินไปถึงเจียงหนิงกระมัง” ส่วนนางพยักหน้ายิ้มๆ
บัดนี้นกตัวนั้นถูกเสียบไม้ปิ้งจนแห้งกรอบ แล้วนำไปตั้งบนโต๊ะอาหาร วันนี้โรงอาหารค่ายซานตงคึกคักอีกครั้ง เพราะมีเนื้อนก เป็ดป่า ห่านป่า สับเป็ชิ้นๆ ทั้งกระดูกแล้วผัดน้ำมันร้อนๆ โรยเกลือและพริกแห้ง แค่นี้ทหารค่ายซานตงทุกคนต่างมีความสุขกับอาหารมื้อนั้น
อา.... ค่ำนั้นทหารทุกคนในค่ายซานตงต่างนอนหลับฝันดี ในฝันก็ยังได้กินเนื้อนกซ้ำอีกมื้อหนึ่ง
พระตำหนักฮุ่ยหลิง
เช้านี้ขันทีคนหนึ่งมาเรือนพักสามองครักษ์ บอกให้ติดตามเขาไป ขันทีผู้นั้นเดินมาเส้นทางพระตำหนักชั้นใน เรื่อยมาจนถึงหน้าเรือนองค์หญิงอี้อัน ขันทีผู้นั้นแจ้ง “องค์หญิงอี้อัน องครักษ์มาพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามาเถิด” นางเอ่ยไม่ให้หันไปมองหน้าประตู สามองครักษ์เดินเข้ามาเห็นนางกำลังยืนเท้าเอวมองดูผืนหนังขนาดใหญ่สองผืนวางอยู่บนโต๊ะ พวกเขาทำความเคารพ “คารวะองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามสบายเถิด” นางกล่าวโดยไม่ได้หันไปมองพวกเขา ทั้งสามค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ๆ จึงพบว่าเป็แผนผังนครเปี้ยนจิง “พวกเ้าจำจวนร้างกำแพงสูงนั่นได้หรือไม่?”
“จำได้พ่ะย่ะค่ะ เห็นว่าเป็ตำหนักของจ้าวจวิ้นอ๋อง ที่เพิ่งย้ายกลับเข้าอยู่อีกครั้งขอรับ” เฟยฉี กล่าว
“ใช่ เ้าว่าจวนนี้มีขนาดใหญ่เกินไปหรือไม่ “นางชี้ไปตำหนักนั้นตั้งอยู่ เฟยฉี ฮุ่ยชิว มองดูจุดที่ตั้งของจวนกล่าวว่า “ค่ายซานตง อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิง หม่อมฉันว่าเล็กกว่าค่ายซานตรงนิดเดียว” ฮุ่ยชิวกล่าว
“วันนั้นข้าไปแอบดูเรือนในกำแพงสูง พบว่ามีเรือนเพียง 4 หลัง เรือนใหญ่อยู่กลาง มีเรือนเล็กเป็ปีกซ้ายขวา และเรือนเล็กๆ อีก 1 หลัง แต่พื้นที่โดยรอบเป็ลานโล่งกว้าง ราวกับสนามฝึก”
“องค์หญิงแล้วอีกผืนหนังอีกผืนคืออะไรพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋ถาม
“แผ่นนี้น่ะหรือ นี่เป็แผนที่อาณาจักรต้าซ่ง และแคว้นอื่นรอบต้าซ่ง ข้าร่างขึ้นมาจากความทรงจำสมัยที่ข้าออกท่องเที่ยวยุทธภพกับเสด็จพี่อี้จิน ผืนนี้จะมีเส้นทางสัญจร ูเา และเส้นทางน้ำ เพื่อใช้สำรับการศึกา” สามองครักษ์อ้าปากค้างเพ่งมองมันอย่างตื่นตะลึง “เอาหละ พวกเ้าม้วนแผนผังเมืองแล้วไปค่ายกันเถอะ” “น้อมรับคำสั่งองค์หญิง”
ค่ายซานตง
ผืนหนังแผนผังนครเปี้ยนจิง กำลังถูกร้อยเชือกเพื่อขึงไว้กับกรอบไม้ เฟยฉี และ ฮุ่ยชิว กำลังใช้เข็มเย็บ ทหาร 3 คนกำลังตีกรอบและยกขึ้นตั้งพื้น จากนั้นต่างช่วยกันตรึงผืนหนัง สักครู่มันเริ่มตึง
ภาพที่ปรากฏ เป็ลายเส้นพู่กัน วาดเส้นกำแพงเมืองที่ล้อมรอบพื้นที่ในเขตกำแพง มีถนนสายต่างๆ มีซอย ตรอกเชื่อมถึงกัน มีรูปสี่เหลี่ยมแทนบ้านเรือน ร้านค้า มีรูปสัญลักษณ์ สะพาน คูคลอง แม้จะไม่ละเอียดสมบูรณ์ แต่ทำให้เห็นภาพรวมของเมืองเปี้ยนจิงได้ชัดขึ้น จุดที่เน้นเป็พิเศษคือที่ตั้งบ้านขุนนาง และสถานที่เกิดเหตุและเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ ขององค์รัชทายาท
เสวี่ยซิงพิจารณาสักครู่แล้วกล่าวว่า “จุดที่เกิดเหตุกับองค์รัชทายาท และองค์หญิง บ้านเรือนใกล้ที่เกิดเหตุล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายเลย พวกเขาเป็พ่อค้าอาหารริมทาง ร้านค้าเล็กๆ หมายความว่าคนร้ายไม่ได้เจาะจงสถานที่ล่วงหน้าราวกับว่าคนร้ายมาสู้เพียงครั้งเดียว ถ้ามันชนะคือเราตาย ถ้าเราชนะคือมันตาย จึงไม่ต้องพึ่งพาสถานที่เพื่ออำพรางตน ยกเว้นตำหนักจวิ้นอ๋อง” ที่มีคนร้ายออกมาจากภายใน”
“นกตัวนั้นออกจากเมือง แล้วผ่านป่าหลังค่ายซานตงที่อยู่ทางตะวันออกของเมืองหลวง” องค์หญิงชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนผังแล้วลากนิ้วไปที่รูปสัญลักษณ์ป่าที่อยู่ด้านหลังค่าย แล้วลากนิ้วเลยลงมา แต่สุดแผ่นหนัง นางจึงกล่าวว่า “นั่นแปลว่านกตัวนั้นจะลงไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ หม่อมฉันกังวลเื่จดหมายลับนั้นที่ว่า “หยุดการเคลื่อนไหว” หยุดที่ใด? สำหรับ “ให้ส่งคนมาเพิ่ม” หม่อมฉันคิดว่าน่าจะมีการก่อกวนเมืองหลวงอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่กระดาษแผ่นนั้นใช้ยืนยันความผิดใครไม่ได้เลย” นางกล่าว
“เมื่อจดหมายฉบับนั้นไปไม่ถึงผู้รับ คาดว่าบ้านเมืองคงสงบได้สักสิบวัน เรามีเวลาสิบวันเตรียมรับมือ” เสวี่ยซิง กล่าว
องค์หญิงอี้อันนิ่งคิดแล้วถามพี่ชาย “เสด็จพี่ ทหารที่ท่านฝึกทั้ง 2 กอง มีใครที่เสด็จพี่เห็นว่าชำนาญธนูที่สุดสัก 100 คนหรือไม่”
“ชำนาญถึงขั้นยิงระยะหนึ่งหลี่แม่นยำมีอยู่ 50 คน” พี่ชายตอบ
“ท่านเสวี่ยซิง ท่านจางเหยา ทหารที่ท่านฝึกดาบและกระบี่ และทวน ทั้ง 2 กองที่แก้กระบวนท่าคนชุดดำ มีถึงรวม 100 คนหรือไม่
“มี” ทั้งสองตอบพร้อมกัน “ดี เช่นนั้นสิบวันนี้ข้าจะให้พวกเขาเรียนกับเซียนหมอไม้” นางยิ้มกว้างบอกทุกคน
องค์รัชทายาทยืนตรงกลางเวทีใหญ่ด้านหน้าค่าย ตรัสกับพลทหารทั้ง 800 คนว่า สิบวันนี้กองฝึกทั้ง 4 ทิศต่างต้องฝึกหนักเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วยาม ทันทีที่ตรัสจบทหารทั้ง 800 นายตอบรับพร้อมกัน
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยิ้มอย่างพอพระทัย “ดีมาก” หากเป็ระยะแรกที่ฝึก พวกจะทำท่าโอดครวญ แต่ครานี้กลับตอบรับอย่างแข็งขัน นับเป็เื่ที่น่ายินดีของค่ายซานตงและของต้าซ่งโดยแท้
นับจากยามนั้น ทุกกองฝึกเร่งฝึกอย่างหนัก แม้แต่กองทิศตะวันตกที่พาเซียนหมอไม้ ที่ได้รับพระราชทานจากฝ่าามาใหม่เอี่ยม สียังไม่ทันแห้ง ท่านก็ต้องมาสอนลูกศิษย์อย่างเร่งด่วน เ้าสำนักพุ่งเป้าซัดอาวุธที่จุดตาย และจุดสยบมารให้สำเร็จ
ลานหมู่ตาน
ลานหมู่ตานวันนี้คลาคล่ำด้วยนักกวี ศิลปินบรรเลงดนตรี อีกขับร้อง ร่ายรำ เหล่าบัณฑิตที่มาศึกษาแลกเปลี่ยนแิเื่การเมืองการปกครอง ต่างมากันเป็ประจำมิได้ขาด นั่นเป็เพราะองค์หญิงเหออันมาร่วมสนทนากับเหล่ากวีและศิลปิน จึงทำให้ลานหมู่ตานนับวันมีผู้คนมาเยือนไม่ได้ขาด และมีผู้คนหลากหลายวงการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาซึ่งกันและกัน องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย เองก็มาเยี่ยมเยือนไม่ได้ขาดเช่นกัน ที่ศาลาใหญ่กลางลาน องค์หญิงเหออัน และองค์ชายแห่งซีเซี่ย นั่งสนทนากันอย่างสนุกสนาน การสนทนาแต่ละครั้งต่างยิ้มแย้มให้กันอย่างมีความสุข
ภายหลังการแลกเปลี่ยนบทกวีแก่กันแล้ว องค์ชายแห่งซีเซี่ย เชื้อเชิญองค์หญิงร่วมเดินชมสินค้าที่วางเรียงรายบนท้องถนน “ขณะหม่อมฉันเดินทางมาลานหมู่ตานได้พบร้านค้าหนึ่ง มีหยกงามมากมายจนหม่อมฉันไม่อาจตัดใจเลือก ด้วยเกรงว่าหากซื้อมาแล้วจะไม่ถูกใจองค์หญิง หากไม่ทรงรังเกียจหม่อมฉันอยากเชิญองค์หญิงไปเดินชมตลาดด้วยกันพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าคมคายของเขาเอ่ยวาจาขึ้น แม้ใจจะหวั่นว่าองค์หญิงจะปฏิเสธ แต่หากไม่ลองเชื้อเชิญดูย่อมไม่รู้ผล “องค์ชายกล่าวเช่นนี้ หม่อมฉันเองก็อยากเห็นหยกเ่าั้เสียแล้ว” องค์หญิงเหออันกล่าวตอบรับคำเชื้อเชิญนั้น
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่รับคำเชิญ” เขาประสานมือคำนับนาง “ยินดีเพคะ” องค์หญิงเหออันยิ้มรับคารวะนั้น
บ่ายนั้นองค์หญิงเหออันเดินชมตลาดในนครเปี้ยนจิง พร้อมกับองค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย มีองครักษ์ 2 นายติดตามด้านหลังตามด้วยนางกำนัลฟาง และ นางกำนัลในวัง 4 นาง ขณะเดินชมสินค้าองค์หญิงเป็ฝ่ายลอบมององค์ชายผู้นี้หลายครา แววตาของนางเป็ประกายสุกใส เขาเองก็เช่นกันลอบมองนาง ครั้นลอบมองกันไปมา มีจังหวะที่สายตาประสานกันพอดี แล้วนั้นต่างก็เขินอายกัน ยามนี้ผู้คนที่เดินกันคับคั่งเบียดเสียด กลับล้วนหายไปจากโลกของทั้งสองคนไปในทันใด
..... ใจตรงกัน มันเป็เช่นนี้เอง ..... ท่ามกลางผู้คนมากมายและสับสน กลับกลายเป็ว่าเหลือเพียงแค่เราสองคน
ตำหนักเยี่ยนฟาง นครเปี้ยนจิง
ภายในตำหนักเยี่ยนฟาง บรรดาคนรับใช้ชายหญิงต่างเร่งมือทำความสะอาด ตกแต่งประดับประดาโคมไฟ ผ้าม่านทั้งภายใน ภายนอกเรือน จ้าวจวิ้นอ๋อง กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อย ข้างกายมีเด็กสาวอายุ 20 ปี ใบหน้านางละม้ายกับจวิ้นอ๋อง นางงดงามรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวขาวผ่องของนางขับให้อาภรณ์และเครื่องประดับกายโดดเด่นขึ้น นางคือ ท่านหญิงจ้าวเหิงเยว่ ธิดาคนเดียวของจวิ้นอ๋อง
“เสด็จพ่อ ท่านเชิญใครมางานเลี้ยงเปิดตำหนักของเราเ้าคะ”
เสียงนางใสกังวาล แต่อ่อนหวานเช่นเดียวกับใบหน้าที่งดงามเช่นเดียวกับพระบิดาบุรุษที่รูปงาม “พ่อให้วั่งชูจัดการส่งเชิญเทียบเชิญแล้ว แต่เป็ใครบ้างพ่อก็จำได้ไม่หมดหรอก” จวิ้นอ๋องกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวต่อ “แล้วเ้าล่ะ เชิญแขกของเ้ามาด้วยหรือไม่”
“ลูกไม่มีเพื่อนที่เมืองหลวงเพคะ พวกเราจากเมืองหลวงไปกว่า 10 ปีเช่นนี้ เพื่อนเก่าๆ คงจำกันไม่ได้แล้วเ้าค่ะ”
“เราไม่จำเป็ต้องมีสหายมากมาย มีแค่ครอบครัวของเราสามคนเพียงพอแล้ว” สายตาจวิ้นอ๋องมองไปข้างหน้าราวกับคนมีความในใจ “ลูกก็คิดเช่นนั้นค่ะ เสด็จพ่อ” แล้วสองพ่อลูกเดินตรวจตราเร่งคนงานให้รีบทำงานต่อไป
ขณะดูการทำงานของบ่าวไพร่ในตำหนัก จวิ้นอ๋อง รู้สึกแปลกใจว่าเมื่อหลายวันก่อนเขาให้ส่งพิราบสื่อสารไปแล้ว แต่กลับไม่มีข่าวใดๆ ของอีกฝั่งตอบกลับมา หรือระหว่างทางอาจเกิดเหตุกับนกพิราบสื่อสาร ดังนั้นเมื่อวันนี้ จวิ้นอ๋องจึงให้พ่อบ้านเจียงส่งพิราบสื่อสารตัวใหม่ไปอีกครั้ง คาดว่าน่าจะมีข่าวตอบกลับมาเร็วๆ นี้