อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 85 อาจารย์ทั้งสี่ของข้า...

    ตอนที่ 85


    หอวายุ...

     

    สถานที่ตั้งของหอแห่งนี้อยู่บนยอดเขาลูกที่ 4 ติดกับหน้าผาเสียดฟ้าที่หากไม่ระมัดระวังสามารถดิ่งลงสู่ทะเลสาบใจกลางสำนัก ผิวของหน้าผาแห่งนี้เรียบเนียนเกินกว่าธรรมชาติสรรค์สร้างประหนึ่งว่าเป็นรอยภูเขาที่ถูกตัดผ่าครึ่งด้วยของมีคมก็มิปาน!!

     

    น่าแปลกที่โดยปกติแล้วเขตพื้นที่ช่วงบนของภูเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ศิษย์สายนอกได้ขึ้นมาเพราะเป็นเขตของศิษย์สายใน ถึงแม้ว่าศิษย์สายในจะได้รับให้ไปยังพื้นที่ของศิษย์สายนอกได้อย่างอิสระก็ตามทีจากชั้นสถานะที่สูงส่งกว่า...

     

    แต่ หอวายุ กลับมาตั้งตระหง่านด้านบนยอดเขาเช่นนี้ หากให้คาดคะเนคิดว่าคงเป็นเพราะยอดเขาลูกที่4 คือตำแหน่งที่สูงที่สุดของสำนักสายลมประจิม พื้นที่ด้านบนมีสายลมพัดกรรโชกรุนแรงตลอดเวลาซึ่งเมื่อได้มายืนหยัดในพื้นที่ความสูงระดับนี้และมองกลับเข้าไปในทิศทางของเมืองหลวงสิ่งปลูกสร้างเดียวที่สามารถมองเห็นได้ถนัด คือหอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาว...

     

    “ที่นี่แหละศิษย์น้องเหยา หอวายุ... แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่า หอวายุ แตกต่างไปจากหอธาตุอื่นๆ จำนวนผู้มีพรสวรรค์ปราณวายุนั้นมีน้อยมาก ดังนั้นจึงส่งผลให้หอวายุ มีสมาชิกทั้งศิษย์สายนอกและศิษย์สายในรวมกันไม่ถึงหนึ่งร้อยคนด้วยซ้ำ...”ตงเหยียน กล่าวอธิบายท่ามกลางแรงลม จนต้องยกแขนต้านแรงปะทะตลอดเวลา

     

    เหยาซาน แสดงสีหน้าครุ่นคิด พลางลูบปลายคางเบา ๆ

    “แปลว่า หอวายุ อ่อนแอกว่าหอธาตุอื่น ๆ งั้นสินะ”

     

    ตงเหยียน ได้เช่นนั้นก็พลันส่ายหน้าทันที...

    “ผิดถนัดเลย… หอวายุ แม้จะมีจำนวนศิษย์ที่น้อยแต่นั่นเป็นเพราะผู้มีพรสวรรค์ในปราณธาตุวายุบนโลกนี้มีอยู่น้อยต่างหากทว่าในด้านเคล็ดวิชานั้น หอวายุ ถูกนับเป็นหอธาตุที่มีเคล็ดวิชาน่ากลัวที่สุดก็ว่าได้!! เพราะมีสมดุลในทุก ๆ ด้าน ทั้งการโจมตี การป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเคลื่อนไหว

     

    เรื่องรายละเอียดนั้นข้าก็ไม่แน่ใจนัก เนื่องด้วยข้ามิใช่คนของหอวายุแห่งนี้...ผนวกกับสมาชิกในหอวายุ ไม่ค่อยได้ลงไปวุ่นวายที่ด้านตีนเขา แต่มักจะฝึกฝนอยู่บนยอดเขานี้ทั้งหมู่ศิษย์สายนอก และศิษย์สายใน จึงไม่ค่อยจะมีการติดต่อกับหมู่ศิษย์สายอื่น ๆ”

     

    ขณะที่กล่าว จู่ ๆ ใบหน้าของ ตงเหยียน ก็มืดดำ พร้อมกับเดินแนบชิดเข้ามากระซิบใกล้ๆ หู ประหนึ่งหวาดหวั่นว่าจะถูกผู้อื่นได้ยิน...

     

    “ศิษย์น้องเหยาไม่คิดว่ามันแปลกหรือ?! ที่หอธาตุอื่น ๆล้วนตั้งอยู่ตีนเขา แต่ที่นี่กลับสร้างขึ้นบนยอดเขา?! สภาพหอก็ดูเหมือนผ่านการเวลามาอย่างยาวนานไม่อาจประเมินจนทำให้หอธาตุแห่งอื่น ๆ ดูเอี่ยมอ่องไปเลยเท่าที่ได้ยินมารู้สึกว่าหอวายุแห่งนี้จะเป็นสิ่งปลุกสร้างที่เก่าแก่ที่สุด ถูกก่อตั้งมาพร้อมๆ กับสำนักสายลมประจิม!!

     

    มีข่าวลือมาอีกว่า หอวายุแห่งนี้ได้แอบซ่อนพลังบางอย่างเอาไว้ด้วย!! เจ้ามิได้สังเกตหรือว่า ทำไมสำนักนี้จึงได้ถูกเรียกว่า สำนักสายลมประจิม ทั้งที่มีการฝึกฝนครอบคลุมในทุกๆ สายวิชา!! มีเพียงกลุ่มผู้อาวุโสระดับสูงสุดเท่านั้นจึงจะทราบถึงสาเหตุแต่จากข่าวลือในหมู่ศิษย์ดูเหมือนว่ามันจะเกี่ยวพันกับ หอวายุ แห่งนี้ด้วย...”

     

    เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่ตื่นตะลึง...

    “งั้นหรือ?! ขอบคุณมากศิษย์พี่ตงที่ช่วยชี้แนะหากเมื่อใดข้าคิดจะย้ายไปหอธาตุอื่น คงต้องไหว้วานท่านให้ช่วยเหลือต่อไป...”

     

    ตงเหยียน ได้ยินเช่นนั้นพลันใบหน้าบิดงอ...

    “นะ...นี่เจ้ายังคิดจะย้ายอีกงั้นหรือ?!”

     

    เหยาซาน ใบหน้านิ่งขรึม ก่อนจะเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมา มิได้กล่าวอันใด...

     

    ตงเหยียน ถอนหายใจยาวพืดหนึ่ง...

    “เข้าใจแล้ว ข้าก็คงจะอยู่แถว ๆ ถ้ำอัคคีนั่นแหละเวลานี้ดูเหมือนกว่าศิษย์ทุกคนในสายปราณอัคคี จะเริ่มมีสายตาแปลก ๆ กับข้าบ้างแล้วทั้งในช่วงเช้าวันนี้ศิษย์สายในชื่อเสียงโด่งดังอย่าง ศิษย์พี่เฟิงอี้จุน ยังออกมาประกาศหน้าถ้ำอัคคีว่าให้ข้า ตงเหยียน ถือเป็นศิษย์สหายน้องอีกคนหนึ่ง ห้ามผู้ใดข่มเหงรังแกข้า

     

    เชื่อว่าคงเป็นเพราะศิษย์น้องเหยา ช่วยกล่าวไว้สินะ... บอกตามตรงว่าตลอด2 ปีที่เข้าสำนักมา ข้าไม่เคยเกิดความรู้สึกยิ่งใหญ่เทียบเท่าตอนนี้มาก่อน ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” ตงเหยียน ประหนึ่งร่างกายพองใหญ่ขึ้นอีกขั้นเมื่อมีศิษย์สายในระดับสูงคอยหนุนหลัง...

     

    เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ยินดีด้วย... ที่ เหยาซาน เอ่ยปากฝากฝั่งตงเหยียน เอาไว้กับ เฟิงอี้จุน ก็เพราะหวั่นเกรงว่า ต้วนไห่ จะกลับมาแก้แค้นตงเหยียน อีกครั้ง ในตอนที่ตนไม่อยู่ หากเป็นภายใต้การดูแลของ เฟิงอี้จุนก็คงไม่มีอะไรต้องกังวลอีก...

     

    ตัวของ ตงเหยียน ที่ไม่ใช่ศิษย์สายปราณวายุของ หอวายุ จึงไม่อาจเข้าไปใกล้ได้มากกว่านี้ขอตัวกลับลงเขาก่อน ปล่อย เหยาซาน ไว้เพียงลำพัง เด็กหนุ่มจึงก้าวเดินมุ่งหน้าสู่หอวายุด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมาด

     

    แน่นอนว่าการที่ เหยาซาน เลือกศึกษาปราณวายุเป็นลำดับถัดมาเพราะมีเป้าหมายสำคัญบางอย่างแฝงเอาไว้... ตัวของเด็กหนุ่มมีจุดอ่อนสำคัญที่อยากจะรีบลบเลือนให้หายไปและสิ่งนั่นก็คือ [วิชาตัวเบา] อีกหนึ่งในปัจจัยหลักแห่งการต่อสู้ที่มิอาจขาดได้...

     

    เหยาซาน มีความในการเคลื่อนไหวที่สูงมาก จากกำลังขาที่ฝึกฝนมาอย่างหนักดังนั้นมันย่อมส่งผลต่อพลังในการพุ่งทะยานในชั่วพริบตา แต่ทว่า...สิ่งนี้ก็ยังมิอาจนำมาเปรียบวัดกับวิชาตัวเบาได้!!

     

    พลังในการพุ่งทะยาน เป็นพลังที่จะส่งผลสูงสุดในระยะสั้น ๆ แค่เพียง10 ก้าว เท่านั้น... แต่หากเป็นการหลบหนีหรือไล่ล่าศัตรู เหยาซาน ที่ไม่มีพื้นฐานวิชาตัวเบาย่อมไม่อาจทำสิ่งเหล่านั้นและปราณวายุก็ขึ้นชื่อในด้านเสริมส่งการเคลื่อนไหว

     

    จากข้อมูลที่ ตันเหมา ได้เล่าให้ฟังเมื่อคืน ทำให้ เหยาซานได้ทราบว่าสำนักสายลมประจิม มีเคล็ดวิชาตัวเบาอยู่หลากหลายเคล็ดวิชาให้ได้เลือกฝึก...หากแต่วิชาตัวเบาที่ดีที่สุดของสำนักสายลมประจิม ก็คือเคล็ดวิชาตัวเบา วายุทะยานเหยียบเมฆาที่ฝึกฝนได้เฉพาะผู้ใช้ปราณวายุเท่านั้น!!

     

    “กล่าวว่าเคล็ดวิชาตัวเบา วายุทะยานเหยียบเมฆาแห่งสำนักสายลมประจิม สามารถเหยียบยอดหญ้าคราหนึ่ง พุ่งร่างไกลหนึ่งร้อยก้าวไม่แตะพื้นจัดเป็นเคล็ดวิชาตัวเบาอันดับต้น ๆ ของยุทธภพ อยากรู้เช่นกันว่ามันจะสมคำเล่าลือหรือไม่...”เหยาซาน กล่าวพึมพำขึ้นก่อนจะก้าวเข้าไปในหอวายุ

     

    บรรยากาศภายในหอวายุ ดูแตกต่างไปจากหออัคคีอย่างมิอาจเปรียบเทียบ นอกเหนือจากผู้อาวุโสด้านหน้าหอแล้วภายในหอวายุ กลับไม่ปรากฏศิษย์ร่วมสำนักเดินขวักไขว่เฉกเช่นหออัคคี คาดว่าคงเป็นเพราะจำนวนศิษย์ในสายปราณวายุมีน้อยกว่าสายปราณอัคคีร่วมสิบเท่า...

     

    ผู้อาวุโสด้านหน้าดูมีอายุไม่มากนัก จากการประเมินคาดว่าคงอายุไม่เกิน60 ปี เส้นผมบางส่วนยังเป็นสีดำแทรกแซมสีขาว... เหยาซาน พอจะทราบว่าผู้อาวุโสคนดังกล่าวถูกเลือกขานในนามผู้อาวุโสม่อและตอนนี้ก็ได้เหลือบมองมายัง เหยาซาน แล้ว...

     

    พื้นฐานลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 2 แต่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มของศิษย์สายนอกในสำนักเวลานี้คงมีไม่มากนัก จึงไม่ยากต่อการเจาะจงระบุตัว... “เจ้าคือศิษย์ใหม่เหยาซาน ที่ผู้อาวุโสจาง หัวหน้าแผนกวรยุทธประยุกต์กล่าวถึงงั้นสินะ... ไฉนได้ยินว่าเจ้าเลือกเข้าหออัคคี เมื่อวันก่อน ใยมาปรากฏตัวที่นี่ได้?!”

     

    เด็กหนุ่ม ประสานมือสุภาพ...

    “ศิษย์ตัดสินใจย้ายมาที่ หอวายุ แห่งนี้ตามสิทธิ์ที่ได้รับ ขอผู้อาวุโสม่อช่วยชี้แนะด้วย...”

     

    ผู้อาวุโสม่อ หางคิ้วกระตุกแผ่วเบา...

    “อืม... เจ้ามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นจริง เจ้าคงจะรู้ระเบียบแล้วสินะว่าศิษย์สายนอกเลือกตำราในหอได้แค่ชั้น 1-3 ส่วนตำราพื้นฐานให้มารับกับตัวข้า...”

     

    เหยาซาน ยิ้มรับ ก่อนจะเริ่มเลือกตำราปราณวายุ... แม้ว่าเด็กหนุ่มจะเคยฝึกฝนเพลงขวานวายุตระกูลซ่งมาก่อนทว่านั่นก็มิอาจนับเป็นสายปราณวายุแท้ แต่เป็นสายวรยุทธดั้งเดิมที่ใช้การควบคุมกระแสลมจากการฟาดฟันมาเปลี่ยนเป็นพลังของตนเอง

     

    ดังนั้นแล้ว หากไม่มีการกวัดแกว่งขวานหรือร่างกายส่วนใด ๆย่อมไม่อาจสร้างคลื่นลมเป็นกระแสพลังได้โดยตรง... หากแต่ผู้ใช้ปราณวายุนั้นจะแตกต่างออกไปสามารถสร้างกระแสลมขึ้นมาได้แม้ร่างกายจะยืนนิ่งสงบ จึงจะนับเป็นผู้ใช้ปราณสายวายุที่แท้จริง...

     

    เหยาซาน พลิกตำราเกือบทุกเล่มใน 3 ชั้นแรกเหมือนเดิม ในเวลาร่วม ๆ2 ชั่วยาม... โดยมีสายตาของ ผู้อาวุโสม่อ ที่จดจ้องเป็นระยะ เนื่องจากไม่เคยมีผู้ใดเลือกสรรตำราเนิ่นนานถึงเพียงนี้มาก่อน...

     

    สุดท้าย เหยาซาน ก็เดินตัวเปล่ากลับมาหาชายชรา พร้อมสีหน้าไม่สู้ดีนัก...

    “ผู้อาวุโสม่อ... ในหอวายุสามชั้นแรก ไม่มีเคล็ดวิชา วายุทะยานเหยียบเมฆางั้นหรือ?!”

     

    “อ่อ... ที่แท้เจ้าก็อยากฝึกฝนเคล็ดวิชาตัวเบาอันเป็นสุดยอดของสำนักนี่เองนับว่ามีเป้าหมายที่สูงส่งดี แต่น่าเสียดายที่เคล็ดวิชาดังกล่าวอยู่บนหอวายุชั้นที่9 ในระดับสุดยอดเคล็ดวิชา... การจะฝึกฝนได้ เจ้าจะต้องเป็นศิษย์หลักของสำนักเท่านั้น...”ผู้อาวุโสม่อ กล่าวอธิบาย

     

    เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าวิตกกังวลอย่างยิ่งแววตาบังเกิดความสลดหดหู่ ดุจความคาดหวังทั้งหมดได้มลายสิ้น... ทั้งยังทรุดเข่าลง พลางกำหมัดชกทุบไปบนพื้นออกอาการเกินกว่าความผิดหวังสามัญ...

     

    “ผู้อาวุโสม่อ ไม่มีหนทางอื่นที่จะทำให้ศิษย์ ได้ศึกษารวบรัดเลยอย่างงั้นหรือ?! ศิษย์ยังไม่เคยฝึกเคล็ดวิชาตัวเบาใด ๆ เลย ทั้งที่ต้องยากลำบากเป็นล้นพ้นกว่าจะทะลวงมาถึงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน!! ในชนบทรกร้างที่ศิษย์จากมาช่างน่าอาภัพนักทั้งหมู่บ้านมีอาจารย์สอนฝึกยุทธเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น...

     

    อาจารย์คนแรก ศิษย์ก็ขอร้องให้ช่วยฝึกฝนวิชาตัวเบาเฉกเช่นเดียวกับขอร้องท่านนี่แหละแต่สุดท้ายอาจารย์ผู้นั้นก็ปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลว่าศิษย์ยังไม่พร้อม... พอเช้าวันต่อมาปรากฏอาจารย์ถูกศัตรูเก่าลอบสังหารนอนตายอย่างอเนจอนาถกลางหมู่บ้าน!!”

     

    ระหว่างที่ เหยาซาน เล่าอดีต หางคิ้วของ ผู้อาวุโสม่อ พลันเริ่มกระตุก...

     

    “อาจารย์คนที่สอง ศิษย์ก็ขอร้องให้ช่วยฝึกฝนวิชาตัวเบาเฉกเช่นเดียวกับขอร้องท่านเช่นกันแต่ก็ถูกปฏิเสธเพราะตอนนั้นศิษย์บาดเจ็บที่ขาจึงยังไม่อาจฝึกได้... พอเช้าวันต่อมาเกิดอาเพศในหมู่บ้านฟ้าดินแปรปรวน และอาจารย์ผู้นั้นก็ถูกฟ้าผ่าตาย!! เป็นความอับโชคที่น่าเศร้ายิ่งนัก...”

     

    ใบหน้าของ ผู้อาวุโสม่อ เริ่มยับย่น...

     

    “อาจารย์คนที่สาม ศิษย์ก็ไปขอร้องให้ช่วยฝึกฝนวิชาตัวเบาอีกเช่นกันแต่ก็ยังถูกปฏิเสธอีกคราด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ... ผ่านไปหนึ่งราตรี เช้าวันต่อมาปรากฏอาจารย์ผู้นั้นถูกธาตุไฟเข้าแทรกโลหิตอาบไหลไม่หยุด ออกมาจากทวารทุกรูทั่วร่าง ตกตายอย่างอนาถอีกเช่นกัน...”

     

    ใบหน้าของ ผู้อาวุโสม่อ เริ่มบิดเบี้ยวอัปลักษณ์...

     

    “อาจารย์คนสุดท้ายในหมู่บ้าน... ศิษย์ก็ไปขอร้องให้ช่วยฝึกฝนวิชาตัวเบาเฉกเช่นเดียวกับที่มาข้อร้องท่านอีกเช่นกัน...”

     

    “มันเป็นยังไง!!” ผู้อาวุโสม่อโพล่งเสียงแทรกขึ้นด้วยความร้อนรนใจ

     

    เหยาซาน ถอนหายใจและส่ายหน้า...

    “อาจารย์ผู้นั้น วิ่งหนี!! พลางก่นด่าหาว่าข้าเป็นศิษย์ผู้ถูกสาปหากอาจารย์คนใดมิยอมสอนสั่งจะถูกฟ้าดินลงโทษ จนทำให้อาจารย์ผู้นั้นตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้านไป...”

     

    ผู้อาวุโสม่อ ถอนหายใจโล่งอก...

    “แปลว่ารอดผู้หนึ่งงั้นสินะ...”

     

    เหยาซาน ยิ้มหน้าเจื่อน...

    “ไม่รอด... สุดท้ายพบเจอภัยพิบัติแผ่นดินสั่นไหว จนแผ่นดินเกิดการแยกตัวอาจารย์ผู้นั้นถูกธรณีสูบหายไป ไม่มีแม้แต่ศพจะนำกลับมาประกอบพิธี...”

     

    ผู้อาวุโสม่อ อ้าปากแน่นิ่ง ประหนึ่งขากรรไกรถูกสาปเป็นหิน...

     

    เด็กหนุ่ม ถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะประสานมือสุภาพขึ้น...

    “ในเมื่อท่านผู้อาวุโสไม่ให้ข้าเรียน ข้าก็คงต้องขอย้ายไปฝึกฝนที่หอธาตุแห่งอื่น...ศิษย์ขอให้ผู้อาวุโสสุขภาพแข็งแรงอย่าได้เจ็บไข้ และตายอย่างอนาถเฉกเช่นอาจารย์ทั้ง4 ของข้าเลย...”

     

    กล่าวจบ เหยาซาน พลันหันหลังกลับทันที...

     

    “ชะ...ช้าก่อน!!” ผู้อาวุโสม่อแผดเสียงก้องกังวานด้วยความร้อนรน

     

    ก่อนจะระเบิดท่าร่างวิชาตัวเบาพุ่งหายขึ้นไปยังด้านบน หอวายุไม่เกินสิบลมหายใจเข้าออก ก็พลันวิ่งกลับลงมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล...หยิบยื่นตำราเคล็ดวิชาตัวเบา วายุทะยานเหยียบเมฆา ให้กับ เหยาซาน ชัดเจนมากว่าการหายไปเมื่อครู่ชายชราทะยานขึ้นไปจนถึง หอวายุชั้นที่ 9 และรีบวิ่งกลับลงมาส่งมอบเคล็ดวิชานี้...

     

    “หากเจ้าอยากฝึกก็จงเอาไปฝึก!!ถือว่าข้าหยิบยื่นเคล็ดวิชาให้กับเจ้าแล้ว แต่หากเจ้าไร้ความสามารถไม่อาจอาจฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ได้สำเร็จ ถือว่ามิใช่ความผิดข้าแต่เป็นความอ่อนหัดของเจ้าตกลงหรือไม่!!” ผู้อาวุโสม่อ เค้นเสียงดุดัน

     

    เหยาซาน เผยรอยยิ้มเขินอายขึ้น...

    “ผู้อาวุโสม่อ ช่างมีเมตตายิ่งนัก...”

     

    ...............................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน