บทที่ 19 เรียกโอสถซุ่ยอวี้ว่าช็อกโกแลตงั้นเหรอ?
หลังจากสลัดหิมะขาวออก หลิงอี้ได้ตั้งค่ายกลป้องกันรอบ ๆ แล้วนั่งขัดสมาธิเตรียมปรุงโอสถซุ่ยอวี้
แม้สถานการณ์จะเร่งด่วน แต่หลิงอี้ยังมั่นใจในตัวเอง เพราะเขาได้สั่งสมประสบการณ์การปรุงโอสถในขอบเขตกลั่นลมปราณมาไม่น้อยตอนที่ปรุงโอสถซุ่ยอวี้ อีกทั้งตอนนี้วรยุทธ์ของเขาก็สูงกว่าตอนนั้นหนึ่งขั้น ดังนั้นโอกาสสำเร็จน่าจะสูงมาก
เมื่อสลัดความคิดทั้งหมดออกไป หลิงอี้ก็ดีดนิ้ว ทันใดนั้นเปลวเพลิงก็ลอยอยู่ตรงหน้าเขา
เมื่อเห็นดังนั้น หลิงอี้จึงสูดหายใจลึกแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก จากนั้นก็รวบรวมสมาธิและระวังตัว เริ่มทุ่มเทสมาธิทั้งหมดในการปรุงโอสถซุ่ยอวี้...
ในขณะเดียวกันที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
หมอหวังเฉินที่เป็แพทย์เ้าของไข้กำชับฉีซืออวิ๋นว่า "ั้แ่ตอนนี้เป็ต้นไปห้ามรับประทานอาหาร แม้แต่น้ำก็ห้ามดื่ม การผ่าตัดจะเริ่มในเวลาบ่ายสามโมง ผมต้องแจ้งความเสี่ยงในการผ่าตัดให้พวกคุณทราบก่อน ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ต้องขอให้พวกคุณเซ็นชื่อยินยอม พ่อของเด็กอยู่ไหน? จะดีที่สุดถ้าให้เขามาเซ็นชื่อด้วย"
"เขาออกไปข้างนอก… ไปหาเงินน่ะค่ะ" ความจริงฉีซืออวิ๋นไม่รู้ว่าหลิงอี้ไปไหน แต่เธอหวังว่าเขาจะออกไปวิ่งวุ่นหาเงินค่าผ่าตัดให้ลูกน้อย
"ตอนนี้จะไปหาเงินทำไม ไม่ควรอยู่เป็เพื่อนลูกสาวเหรอ? ช่างเถอะ เรามาคุยกันแล้วเซ็นเอกสารดีกว่า"
...
ในห้องทำงานของหมอ ฉีซืออวิ๋นฟังหวังเฉินพูดถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจนเสร็จ แผ่นหลังของเธอเปียกชุ่มไปหมด จนกระทั่งมี่เวลาหนึ่ง เธอคิดว่าไม่ต้องผ่าตัดดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่
เธออยากจะหาใครสักคนมาปรึกษา แต่กลับพบว่าตัวเองไม่มีใครให้ปรึกษาได้เลย
ผู้ชายที่ควรจะเป็เสาหลักของครอบครัวก็หายไปไหนไม่รู้เหมือนเช่นเคย ส่วนทางบ้านเดิมของเธอ เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะโทรไป
หลายปีที่ผ่านมา เมื่อเจอปัญหาเธอต้องแบกรับทุกอย่างคนเดียวเสมอ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
แต่ครั้งนี้ความเกลียดชังที่เธอมีต่อหลิงอี้นั้นมากกว่าที่เคยเป็มาก่อน หากไม่ใช่เพราะหลิงอี้เล่นการพนันและกู้เงินนอกระบบ ลูกสาวของเธอคงไม่ถูกจางข่ายทำร้ายจนขาหัก!
หลังจากลังเลอยู่หลายครั้ง ฉีซืออวิ๋นก็หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อของเธอลงบนหนังสือยินยอม
ในขณะที่เธอวางปากกาลง เธอรู้สึกราวกับว่าชีวิตของลูกสาวกำลังอยู่บนบ่าของเธอ ภาระอันหนักอึ้งกดทับจนเธอแทบหายใจไม่ออก
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับมาที่ห้องผู้ป่วยได้อย่างไร จนกระทั่งลูกสาวเขย่าแขนเธอและถามว่า "พ่อจะกลับมาเมื่อไหร่คะ?" เธอถึงได้สติขึ้นมาราวกับตื่นจากความฝัน
ฉีซืออวิ๋นไม่รู้จะตอบเด็กน้อยอย่างไร ได้แต่ฝืนยิ้มและพูดว่า "ไม่รู้สิ คงเร็ว ๆ นี้แหละ"
ผลคือการรอคอยนี้ยืดเยื้อั้แ่เก้าโมงเช้าจนถึงบ่ายสองโมงครึ่ง
พยาบาลส่งชุดผ่าตัดมาให้แล้วบอกฉีซืออวิ๋นช่วยเปลี่ยนให้เด็กน้อย และบอกว่าอีกสิบนาทีจะมารับตัวไป เพื่อเข้าผ่าตัดตรงเวลาบ่ายสามโมง
เสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนชุดผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ดวงตาจับจ้องไปที่ประตูด้านนอก รอคอยการมาถึงของพ่อ
จนกระทั่งพยาบาลเข็นรถเข็นมา เสี่ยวเสี่ยวก็ยังไม่เห็นเงาของพ่อเลย
แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่เสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ได้บ่น เพียงแค่นั่งเงียบ ๆ บนรถเข็น ไม่พูดอะไรสักคำ ทำให้ใครต่อใครรู้สึกปวดใจ
ฉีซืออวิ๋นเห็นภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดใจ อดตำหนิหลิงอี้ไม่ได้ว่าทำไมยังไม่กลับมา
ส่วนคำสั่งที่หลิงอี้กำชับเธอว่าถ้าเขายังไม่กลับมา ห้ามให้เสี่ยวเสี่ยวเข้าห้องผ่าตัดเด็ดขาด เธอก็ลืมไปหมดแล้ว
ขณะที่รอประตูห้องผ่าตัดเปิดออก ฉีซืออวิ๋นจับมือน้อย ๆ ของเสี่ยวเสี่ยวไว้พลางพูดให้กำลังใจ แต่น้ำตาในดวงตาของเธอกลับคลอเบ้า
ทำไมต้องให้เด็กน้อยมารับกรรมที่หลิงอี้ก่อไว้ด้วย? โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงความเสี่ยงที่หวังเฉินพูดไว้ ฉีซืออวิ๋นรู้สึกเ็ปราวกับถูกเฉือนเนื้อเถือหนัง ความเกลียดชังที่มีต่อหลิงอี้ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
น่าสงสารเด็กน้อยที่ยังเล็กนัก ไม่เข้าใจความเ็ปที่ต้องแบกรับอยู่ในตอนนี้ ทั้งหมดล้วนเป็เพราะพ่อของเธอก่อไว้ แต่เธอกลับยังคงรอคอยการมาของพ่ออย่างใจจดใจจ่อ
ฉีซืออวิ๋นรู้สึกหายใจไม่ออกด้วยความทรมาน
หลิงอี้ที่คอยส่งอาหารมาให้อย่างเอาอกเอาใจใน่หลายวันนี้ เธอไม่ได้รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปแต่อย่างใด แต่กลับเชื่อว่านี่เป็เพียงแผนการร้ายที่ใหญ่กว่าเดิม
ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก พยาบาลเข็นเตียงที่เสี่ยวเสี่ยวนอนอยู่เข้าไป ขณะที่ประตูกำลังจะปิด ฉีซืออวิ๋นร้องไห้น้ำตาไหลพรากราวกับสายฝน ส่วนเสี่ยวเสี่ยวกลับดื้อดึงหันหน้าไปมองทางเข้าระเบียงทางเดินอย่างคาดหวัง
เมื่อเห็นว่าประตูกำลังจะปิดลง เสี่ยวเสี่ยวที่หมดหวังแล้ว จึงก้มหน้าลงและหันกลับไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"รอก่อน!"
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างกะทันหัน เสี่ยวเสี่ยวและฉีซืออวิ๋นหันกลับไปมองพร้อมกัน เห็นหลิงอี้กำลังวิ่งมาที่ห้องผ่าตัดด้วยสภาพเหงื่อท่วมศีรษะ ตามตัวของเขายังมีคราบโคลนติดอยู่ ราวกับว่าเพิ่งกลิ้งเกลือกมาบนพื้นหิมะมาอย่างนั้น
"พ่อ!" เสี่ยวเสี่ยวะโอย่างตื่นเต้นพลางเกาะพนักพิงรถเข็น
พยาบาลสาวเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็เปิดประตูห้องผ่าตัดอีกครั้งด้วยความเห็นอกเห็นใจ แล้วเข็นเสี่ยวเสี่ยวออกมา - สายไปหนึ่งหรือสองนาทีก็คงไม่เป็ไรหรอก
หลิงอี้ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายที่มีวิ่งมาหาเสี่ยวเสี่ยว เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไปและทรุดลงกับพื้น - เพื่อให้แน่ใจว่าจะปรุงโอสถซุ่ยอวี้ได้สำเร็จ หลิงอี้ได้ใช้พลังิญญาทั้งหมดจนร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะบรรยายได้
แต่เพราะอยู่ในที่ห่างไกล ไม่สามารถเรียกรถได้ เขาจึงต้องกึ่งคลานกึ่งกลิ้งมาจนถึงถนนที่อยู่ใกล้ ๆ
ยังดีที่ทันเวลา
เขาไม่ได้ตำหนิฉีซืออวิ๋นที่ไม่ฟังคำพูดของเขา แต่กลับล้วงยาเม็ดสีดำเป็มันวาวออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เสี่ยวเสี่ยว "เสี่ยวเสี่ยวกินยาเม็ดนี้สิ แล้วลูกจะไม่ต้องผ่าตัดแล้ว"
"ไม่ได้ค่ะ ก่อนผ่าตัดห้ามรับประทานอาหาร ไม่อย่างนั้นอาจทำให้หายใจไม่ออกหลังดมยาสลบ" พยาบาลรีบห้ามทันที
ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจที่เปิดประตูและผลักเสี่ยวเสี่ยวออกมา ทำไมถึงได้เจอผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจเื่พื้นฐานแบบนี้? เขา้าจะฆ่าลูกสาวของเขาหรือไง?
"หลิงอี้ คุณทำอะไรของคุณ? ฉันนึกว่าคุณเปลี่ยนไปแล้ว ที่ไหนได้สุดท้ายนายก็ยังจะขัดขวางไม่ให้ลูกสาวเข้ารับการผ่าตัดอีก! เห็นลูกสาวมีแขนขาครบสมบูรณ์ไม่ได้หรือไง?"
ฉีซืออวิ๋นโกรธจัด คว้าคอเสื้อของหลิงอี้แล้วดึงไปด้านหลัง หวังว่าจะดึงเขาออกห่างจากร่างของเสี่ยวเสี่ยว
ญาติผู้ป่วยที่ยืนรออยู่รอบ ๆ เมื่อเห็นเหตุการณ์ก็พากันชี้นิ้วไปที่หลิงอี้ด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
"หา? กินไม่ได้เหรอ?" หลิงอี้แกล้งทำเป็ไม่รู้เื่ ทำให้ความเป็ปรปักษ์ของคนเ่าั้หายไป
พยาบาลและฉีซืออวิ๋นต่างรู้สึกเขินอายเพราะคิดว่าตัวเองเข้าใจหลิงอี้ผิดไป
หลิงอี้ไม่ได้ใส่ใจอะไร วางโอสถซุ่ยอวี้ลงบนมือเล็ก ๆ "งั้นถือไว้ในมือก็แล้วกัน ให้มันเหมือนพ่ออยู่เป็เพื่อนลูก"
หลังจากพูดจบ หลิงอี้ก็มองไปที่พยาบาลแล้วถามว่า "แบบนี้ได้ไหมครับ?"
พยาบาลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดว่านี่ก็เป็ความรักของพ่อที่มีต่อลูกจึงไม่ได้ห้าม อีกเดี๋ยวเมื่อดมยาสลบแล้ว เด็กน้อยก็จะหลับ เธอสามารถเก็บ 'เม็ดช็อกโกแลต' นี้ไว้ชั่วคราว โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผ่าตัด
เสี่ยวเสี่ยวถือโอถซุ่ยอวี้ไว้ในมือด้วยความดีใจ "ขอบคุณสำหรับช็อกโกแลตนะคะพ่อ"
หลิงอี้หน้าดำทะมึน โอสถซุ่นอวี้มีมูลค่านับสิบล้าน แต่เธอกลับเรียกมันว่าช็อกโกแลต?
ช่างเถอะ จะเรียกว่าอะไรก็ตามใจ
หลังจากที่เสี่ยวเสี่ยวกลับเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้ว หลิงอี้ก็ใช้พลังสุดท้ายที่เหลืออยู่ใส่โอสถซุ่ยอวี้ เมื่อเป็เช่นนี้ถึงแม้เสี่ยวเสี่ยวจะไม่ได้กินยา แต่ก็สามารถดูดซึมยาผ่านทางฝ่ามือได้
หลังจากเข้าห้องผ่าตัด เมื่อมองเห็นทางเดินที่ยาวเหยียด เด็กหญิงตัวน้อยที่อายุเพียงสามขวบก็รู้สึกกลัวขึ้นมา เธอกำ 'เม็ดช็อกโกแลต' ที่พ่อให้มาแน่น ไม่กล้าปล่อยมือแม้แต่วินาทีเดียว
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ 'เม็ดช็อกโกแลต' นั้นได้ละลายเข้าสู่ฝ่ามือของเธอไปนานแล้ว และกำลังค่อย ๆ รักษาข้อเข่าของเธออย่างเงียบ ๆ...