่นี้เขตผิงเฉิงกำลังวุ่นวาย สืออวี่จึงพยายามทำตัวจืดจางให้มากที่สุด
ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน เดิมทีสืออวี่ตั้งใจจะอัดสกิลพ้นใยของเ้าหนอนไหมเขียวไปจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ เพื่อนำเส้นไหมไปขายหาเงิน
เพราะอายุขัยของหนอนไหมเขียวนั้นแสนสั้น
ดีไม่ดีเกิดวันไหนมันม่องเท่งขึ้นมา เงินทองก็คงจะหายวับไปกับตา
แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว เสริมพลังรบให้เ้าสิบเอ็ดก่อนดีกว่า
เพราะชีวิตของเขาเองก็สั้นพอกัน เกิดวันไหนเขาตายขึ้นมา ทุกอย่างก็จบสิ้นเหมือนกัน
เงินมีแค่พอใช้ก็พอแล้ว คนตายไป ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่ได้ใช้
ความแข็งแกร่งต่างหาก… คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
หลังจากฟื้นตัว สืออวี่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้สารานุกรมสกิลกับสิบเอ็ดอีกครั้ง
รอบนี้ก็ยังคงเป็การสอนสกิลตาเหยี่ยวเหมือนเดิม
เมื่อผ่านการสอนครั้งที่สอง ความชำนาญสกิลตาเหยี่ยวของเ้าสิบเอ็ดก็พุ่งสู่ขั้นชำนาญได้สำเร็จ
กระบวนการนี้มีผลให้พลังจิตของสิบเอ็ดเพิ่มขึ้นนิดหน่อย
การเพิ่มค่าความชำนาญสกิล จะช่วยดึงศักยภาพการเติบโตของสัตว์อสูร ส่วนจะเติบโตด้านไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสกิลนั้นๆ
ในตอนนี้ ประโยชน์จากพลังจิตที่เพิ่มขึ้นของสิบเอ็ด นอกจากจะช่วยให้คงสภาพตาเหยี่ยวได้นานขึ้นและมองเห็นการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ช้าลงแล้ว... มันยังทำให้เ้านี่อดนอนเก่งขึ้นอีกต่างหาก
ดึกคืนนั้น สืออวี่นั่งเท้าคางมองพระจันทร์ พลางมองสิบเอ็ดที่ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะหลุดปากถามขึ้นมาว่า
“สิบเอ็ด ทำไมแกอึดจังวะ?”
เห็นเ้าแพนด้าน้อยขยันเบอร์นี้ ใจหนึ่งสืออวี่ก็อยากจะนั่งสมาธิพัฒนาความสามารถของตัวเองบ้าง
แต่ติดที่ว่าเขาสมาธิสั้นกว่าสิบเอ็ดมาก นั่งไปไม่กี่ชั่วโมงใจก็วอกแวก อยากลุกไปทำอย่างอื่นแล้ว
อืม... ฟีลเหมือนตอนทำการบ้านในชาติที่แล้วไม่มีผิด แทนที่จะนั่งอ่านหนังสือ เขากลับชอบหนีไปเที่ยวสำรวจโบราณสถานมากกว่า งานที่ได้ขยับตัวลุยๆ แบบนั้นแหละที่เขาชอบ
แต่ชอบก็ส่วนชอบ ตอนนี้สืออวี่ต้องบังคับตัวเองให้สงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าไว้ ขนาดโลกเดิมที่ปลอดภัยกว่านี้ เขายังเอาตัวไม่รอด
โลกใบนี้ที่อันตรายรอบทิศ ขนาดในเมืองยังลูกผีลูกคน นับประสาอะไรกับป่าเขาข้างนอก
“จ๊อก——”
ได้ยินคำถามของสืออวี่ สิบเอ็ดก็ชะงักกึก พิงต้นไม้อย่างหมดสภาพเพราะความหิวโหย จากนั้นภาพก็ตัด มันสลบเหมือดไปทันที
สืออวี่กุมขมับอย่างจนใจ จะชมก็ชมไม่ออก
พับผ่าสิ... แต่ก็นะ เื่นี้กลายเป็เื่ปกติไปแล้ว
การฝึกของสิบเอ็ดส่วนใหญ่มักจะจบลงด้วยฉากจบแบบ Bad End คือเหนื่อยจนสลบคาที่เสมอ
ยิ่งตอนนี้มีสกิลตาเหยี่ยวที่สูบพลังจิตเพิ่มมาอีก มันยิ่งวูบง่ายกว่าเดิม
“เฮ้อ”
สืออวี่เดินไปหยิบหน่อไม้จากครัว ง้างปากสิบเอ็ดที่นอนกองอยู่บนพื้น แล้วยัดหน่อไม้ใส่ปากมัน
กร้วม! กร้วม! กร้วม!
สิบเอ็ดเคี้ยวตุ้ยๆ ทั้งที่ยังหลับลึกอยู่ในความฝัน... นี่มันพร์ฟ้าประทานชัดๆ
พอกินเสร็จ มันก็พลิกตัวด้วยความฟิน พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาฝึกต่ออย่างทุลักทุเล
“พอเลย หยุด!”
สืออวี่รีบลากสิบเอ็ดไปห้องน้ำ จากนั้นก็ต้องออกแรงอาบน้ำขัดตัวให้มัน ก่อนจะบังคับเก็บมันกลับเข้าไปพักผ่อนในห้วงมิติอสูร
ส่วนตัวเขาเองก็ทิ้งตัวลงเตียงนอน
แม่งเอ๊ย... เป็ผู้ฝึกอสูรนี่เหนื่อยชิบ
วันรุ่งขึ้น พระอาทิตย์ยังคงทำหน้าที่ของมันตามปกติ
วันที่สามก็ยังขึ้นเหมือนเดิม
วันที่สี่... โลกก็ยังสงบสุข
เป็เช่นนี้เรื่อยมา หลังจากเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดตอนคุยกับรูปปั้นหิน สืออวี่ก็ขลุกอยู่แต่ในบ้านมาครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว
นอกจากสกิลตาเหยี่ยว ใน่นี้สืออวี่ยังสอนสกิลฟื้นฟูความเร็วสูงและกายาเหล็กให้สิบเอ็ดเพิ่มอีกอย่างละรอบ
ตอนนี้เ้าสิบเอ็ดมีเซตสกิลที่แข็งแกร่งผิดระดับ
ฟื้นฟูความเร็วสูง (ชำนาญ), ตาเหยี่ยว (ชำนาญ) และกายาเหล็กที่พุ่งไปถึงขั้นเชี่ยวชาญ
สืออวี่อยากเห็นจริงๆ ว่าเ้าสิบเอ็ดที่เพิ่งอยู่เลเวล 5 หากสู้เต็มกำลัง จะเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เลเวลสูงกว่าตัวเองได้กี่ขั้น
แต่พอคิดดูแล้วว่าหาคู่ซ้อมยาก... ก็ช่างมันไปก่อน
คิดได้ดังนั้น สืออวี่ก็ออกจากบ้านไปซื้อยาบำรุงที่ร้านประจำ
ในฐานะลูกค้าขาประจำ เภสัชกรหนุ่มในร้านขายยาจึงเห็นหน้าจนชิน ไม่ต้องรอให้สืออวี่สั่ง ก็รีบวิ่งไปหยิบยามาวางที่เคาน์เตอร์อย่างรู้ใจ
“พ่อหนุ่ม เบาได้เบานะ”
“เห็นความถี่ในการซื้อของนายแล้ว ฉันล่ะกลัวแทนจริงๆ”
“ผมว่าผมก็ยั้งมือแล้วนะ” สืออวี่รับยาบำรุงมาด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
อย่างน้อยเขาก็ไม่ห้าวไปลองของสอนสกิลระดับสูง… เขากลัวยาที่ร้านนี้จะยื้อชีวิตเขาไม่ไหวเหมือนกัน
“อืม... พูดงั้นก็ถูก”
เภสัชกรหนุ่มพยักหน้า สีหน้าดูแปลกไป “เมื่อวานซืนได้ยินว่าร้านขายยาทางใต้เมืองมีนักเรียนคนหนึ่งเหมายาบำรุงกลับบ้านไปหลายลังเลย”
“คนคนนั้นน่ะบ้าเืกว่านายเยอะ”
สืออวี่ที่เพิ่งเก็บของเสร็จมือสั่นกึก
เชี่ย... เป็ลังเลยเหรอ???
อย่าบอกนะว่าเป็นักเรียนคนนั้นที่ชื่อเฉินข่าย
“สมัยนี้นักเรียนแข่งขันกันดุเดือดจริงๆ” สืออวี่ถอนหายใจ
“เอ้อ พี่หมอ แล้วที่สมาคมปิดพื้นที่ก่อนหน้านี้เพราะอะไรครับ เื่เสียงะเิบนฟ้านั่นอีก รู้สาเหตุรึยัง?”
เภสัชกรหนุ่มยิ้มกริ่ม “ถามถูกคนแล้ว ฉันจะบอกให้ ถึงตอนนี้ยังไม่ประกาศเป็ทางการ แต่มีความเป็ไปได้สูงมากว่าเมืองผิงเฉิงของเรากำลังจะรุ่งแล้ว”
“หือ?? เกิดอะไรขึ้นหรอครับ?”
สืออวี่รู้ดีว่าหมอหนุ่มคนนี้ก็เป็ผู้ฝึกอสูรฝึกหัดเหมือนกัน ดังนั้นอีกฝ่ายน่าจะติดตามข่าวสารวงการนี้พอสมควร
“มีข่าววงในบอกว่า… อาจจะมีดินแดนลับปรากฏขึ้นมา” เภสัชกรหนุ่มกระซิบ
“ดินแดนลับ?? มันคืออะไรครับ??”
เภสัชกรหนุ่มอธิบาย “มองว่ามันเป็มิติต่างโลกที่แยกตัวเป็อิสระจากพื้นที่ปัจจุบันของเราก็ได้”
“เช่น ห้วงมิติอสูรของนายกับฉัน จริงๆ ก็ถือเป็มิติต่างโลกแบบหนึ่ง”
“เอาแบบนี้แล้วกัน ต้นกำเนิดของดินแดนลับ จริงๆ แล้วก็คือห้วงมิติอสูรนั่นแหละ”
“ต่อเลยพี่ กำลังมันส์” สืออวี่ซักไซ้
หลังอัดอั้นมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้ยินข่าวที่ดูไม่ใช่วิกฤตเสียที
ไม่อย่างนั้นหมอคนนี้คงไม่ยิ้มหน้าบานขนาดนี้
“มีทฤษฎีหนึ่งบอกว่า เมื่อผู้ฝึกอสูรตาย ห้วงมิติอสูรก็จะพังทลายตามไปด้วย”
“แต่ถ้าเป็ผู้ฝึกอสูรที่แข็งแกร่งมาก พอตายไป ห้วงมิติอสูรอาจจะยังคงอยู่ และด้วยเจตจำนงของผู้ฝึกอสูร มันจะก่อตัวเป็ดินแดนลับ หรือจะเรียกว่าโลกใบเล็กก็ได้”
“เมื่อถึงจุดนั้น ดินแดนลับจะไม่เหลือคุณสมบัติในการผูกมัดสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอีกต่อไป กลายเป็พื้นที่อิสระโดยสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตอะไรก็เข้าไปได้”
“สภาพแวดล้อมภายในจะขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนามิติอสูรใน่ที่ผู้ฝึกอสูรยังมีชีวิต แม้จะอ่อนลงกว่าสมัยที่ยังเป็ห้วงมิติอสูร แต่ก็ยังคงเป็พื้นที่ที่อุดมไปด้วยพลัง เหมาะแก่การเติบโตของพืชิญญาและสัตว์อสูร”
“ห้วงมิติอสูรของผู้ฝึกอสูรสุดแกร่ง?” สืออวี่ถาม
“ผู้ฝึกอสูรยุคโบราณเหรอครับ?”
“อืม ต้องเป็ยุคโบราณแน่ ถ้าเทียบตามระบบระดับพลังในปัจจุบัน อย่างน้อยเ้าของมิติก็ต้องมีพลังถึง ระดับตำนาน”
ฝึกหัด → อาชีพ → ปรมาจารย์ → ตำนาน
ระดับตำนาน… อยู่เหนือปรมาจารย์ขึ้นไปอีก!
“ถ้าเป็ดินแดนลับจริง ข้างในต้องมีทรัพยากรหายากหรือสัตว์อสูรเพียบแน่ หรือต่อให้ไม่มีอะไรเลย ตัวพื้นที่เองก็เป็แหล่งผลิตทรัพยากรมูลค่าสูงได้ในระยะยาว”
“ถ้าของพวกนี้โผล่มาที่เขตผิงเฉิง เมืองเราได้รับอานิสงส์เต็มๆ เศรษฐกิจคงพุ่งกระฉูดแน่”
“แล้วถ้าข้างในมีสัตว์อสูรดุร้ายล่ะครับ?” สืออวี่ถามดักคอ
เภสัชกรหนุ่มชะงักเล็กน้อย “เอ่อ... ตอนนี้ยังไม่มีข่าวเื่นั้นนะ แต่เื่พวกนี้ไม่ต้องถึงมือพวกเราหรอก เดี๋ยวพวกผู้ใหญ่เขาก็จัดการกันเอง”
สืออวี่ขอตัวกลับ เขาเดินออกมาด้วยความสบายใจ
จากข้อมูลที่ได้ ดูเหมือนรูปปั้นแตกจะไม่ใช่เื่ร้ายแรง
แต่เดี๋ยวนะ... คุยกับรูปปั้นหินยุคโบราณแล้วไหงอัญเชิญดินแดนลับออกมาได้ฟะ?? มันเกี่ยวอะไรกับความจริงในประวัติศาสตร์ตรงไหนเนี่ย?
หรือว่าในดินแดนลับจะมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จริงของแดนน้ำแข็ง? แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้วล่ะ
‘โทษทีนะพี่ชายรูปปั้น ถึงรับปากว่าจะคืนความจริงให้ประวัติศาสตร์ แต่ดูทรงแล้วน้องชายคนนี้คงเข้าใกล้ดินแดนลับไม่ได้หรอก’
‘ขอโทษทีที่ทำให้พี่แตกนะ’
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
หลังกลับมาถึงบ้าน สืออวี่มองดูสิบเอ็ดและหนอนไหมเขียวที่กำลังฝึกอยู่ในลานบ้าน แล้วรู้สึกว่าชีวิตช่างปลอดภัยเหลือเกิน
เื่ออกไปสำรวจมิติลี้ลับน่ะเหรอ... ไม่มีทางซะหรอก ของแบบนั้นแค่ฟังก็รู้แล้วว่าอันตรายจะตาย
แต่ทว่า... ไหนๆ ก็รับปากไว้แล้ว สืออวี่ก็ไม่อยากผิดคำพูด รอให้เขามีฝีมือกล้าแข็งกว่านี้ก่อน ถ้ายังมีโอกาส ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน
เขายิ้มมองท้องฟ้า อากาศแจ่มใส เหมาะแก่การซุ่มฟาร์มเงียบๆ อยู่บ้าน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“เปิดประตูด้วยครับ บริการส่งความอบอุ่นจากชุมชน”
จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สืออวี่ยิ้มกว้าง
โลกมนุษย์ช่างเต็มไปด้วยน้ำใจ รู้ว่าเขาเป็เด็กกำพร้า ก็ยังมีบริการส่งความอบอุ่นมาให้ถึงที่
“...ดูทรงจะไม่มีคนอยู่ เตรียมพังประตูเข้าไป!”
สืออวี่ สิบเอ็ด หนอนไหมเขียว: ???