บทที่ 4 คืนหนาว
ริมทาง มีรถยนต์จอดเรียงรายเป็ระยะ ส่วนใหญ่เป็รถกระบะ หลายคันมีแกลอนน้ำมันวางอยู่ท้ายรถ หนึ่งคิดว่าคงเป็น้ำมันปาล์ม
เพราะน้ำมันดีเซลเริ่มขาดแคลนั้แ่เกิดา ่แรกพวกเขาสะดวกกว่า เพราะหาเชื้อเพลิงได้ง่ายกว่ารถใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน แต่เมืออากาศเย็นลงเพราะแสงแดดไม่สามารถผ่านฝุ่นนิวเคลียร์มาได้ น้ำมันปาล์มเริ่มขุ่นข้นเป็ครีม
ในที่สุดกรองน้ำมันก็ตัน หัวฉีดพัง จอดเสียเกลื่อนกลาด
หนึ่งบิดคันเร่งรถอมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างของเขาต่อไป เขม่าดำจากน้ำมันพลาสติกราคาถูกพ่นออกจากท่อไอเสียไปตลอดทาง
อย่างน้อย “อีแก่”ของเขาก็ยังซื่อสัตย์พาครอบครัวของเข้าฝ่าความหนาวต่อไปได้ แม้จะงอแงบ้างก็ตาม
“โชคดีที่มอเตอร์ไซค์ของเราใช้น้ำกลุ่มมันเบนซิน ต่อให้อากาศหนาวกว่านี้น้ำมันเราก็ยังใช้ได้ น้ำมันปาล์มในรถกระบะพวกนั้น น่าจะข้นเป็โยเกิร์ตแล้ว”
ไนซ์พึมพำอุบอิบ ขณะเปิดน้ำดื่มส่งให้พ่อ หนึ่งรับน้ำด้วยมือซ้าย บังคับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างด้วยมือขวาข้างเดียว สายตาไม่ยอมละจากถนน เปิดไฟสูงส่องจ้าท่ามกลางความมืดมิด
ใกล้เที่ยงคืน อากาศหนาวเหน็บกว่าเดิม ทุกคนใช้ผ้าห่อตัว ปิดหน้ามิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่วายได้ยินเสียงฟันกระทบกันกึกๆ
“ถ้าพวกตัวสั่นมาเจอเราตอนนี้ มันคงคิดว่าเราเป็พวกเดียวกัน”นัทพูดเบาๆ
เสียงไนซ์พูดขึ้นมาลอยๆ แกล้งทำตาปรือคล้ายง่วงนอน ทำเสียงยานคาง
”เฮ้อ..เฮ้อ..เฮ้อ..ขำอ่ะ นี่มุกใช่ป่ะ”
นัททำปากยื่น หน้ามุ่ย “ใครเล่นมุกกับเอ็ง!”
ไนซ์เบะปาก ฝนส่งเสียงจุ๊เบาๆ ถึงได้ยอมเลิกรากัน
การต่อปากต่อคำของพี่น้อง กลับทำให้ความรู้สึกเขม็งเครียดกับเื่ที่ผ่านมาั้แ่เริ่มฝ่าวงล้อมจากบ้าน จางหายไปมาก ที่จริงความรู้สึกผิดที่ต้องฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองของนัท มันหายวับไปั้แ่ห็นภาพที่พ่อถูกเ้าตัวสั่นป่าเถื่อนนั่นกัดฟัดสะบัดหัวสั่นหัวคลอนตอนนั้นแล้ว ความคิดเดียวตอนนั้นคือ ต้องช่วยพ่อให้ได้
ส่วนไนซ์ที่ดูหวาดกลัว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป เขาก็ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับศพหรือเสียงกรีดร้องเมื่อครู่อีก เขาหันไปมองรถบรรทุกที่จอดพังอยู่ข้างทาง ก่อนจะเงี่ยหูฟังเสียงเครื่องยนต์ แล้วชะโงกดูมาตรวัดน้ำมัน สายตาเปลี่ยนจุดสนใจไปเรื่อยราวกับสมองไม่ยอมจอดอยู่กับเื่ใดนานนัก
มนุษย์เราเองมักมีส่วนย้อนแย้งในตัวเอง ไม่แน่เสมอไปว่า ลักษณะนิสัยที่เรารู้จัก จะมีอารมณ์ความคิดอย่างที่เราเข้าใจ
สองข้างทางถนนเล็กๆเส้นนั้น มีต้นไม้ขนาดค่อนข้างใหญ่ขึ้นเรียงราย ใบของพวกมันร่วงหล่นเห็นกิ่งก้านยืนต้นตาย หนึ่งจำได้ว่า ริมทางแถบนี้เป็ไม้สักทั้งแถบ
ที่นี่ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงวิ่งพล่าน มีแต่เสียงแมลงกับเสียงลม
พ้นมุมทางโค้ง มีแสงไฟวับแวม ส่องให้เห็นกลุ่มคนและรถกระบะคันหนึ่ง ที่จอดอยู่ข้างหน้า
หนึ่งชะลอรถและจอดห่างจากจุดแสงไฟนั้น ประมาณห้าสิบเมตร แถบนี้ เรียกกันว่า บ้านสระบอน
มีกลุ่มคนสี่คน ยืนอยู่ข้างรถกระบะที่จอดนิ่งคันหนึ่งในช่องทางที่ใช้วิ่งสวนมา ด้วยความที่สายตาสั้นและแว่นหมองมัว หนึ่งใช้สโคป กล้องเล็งที่ติดกับปืนรูเกอร์ .22 ส่องไปทางคนกลุ่มนั้นแทนกล้องส่องทางไกลเพื่อดูสถานการณ์
“เฮ้ย..!! อย่าเพิ่งยิงนะโว้ย”
เสียงะโลั่นมา จากกลุ่มคนที่อยู่รอบรถกระบะสีขาวคันนั้น
หนึ่งแปลกใจ ระยะขนาดนี้ มืดแบบนี้ ประกอบกับแสงไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่ส่องไป ฝ่ายนั้นไม่น่าจะมองย้อนแสงไฟจนเห็นเขาได้ ทำไมถึงรู้ว่าเขากำลังยกปืนชี้ไปทางนั้น
“ไม่ยิงก็ไม่ยิง แต่พวกมันมีปืนติดกล้องเล็งไปทางน้าอยู่นะ” เสียงะโมาจากริมทางข้างหน้าด้านขวามือ
หนึ่งใจหายวาบระยะแค่สิบเมตร เขาเห็นคนหมอบอยู่โคนต้นสักใบโกร๋นต้นหนึ่ง ในมือถือปืนยาววางพาดกับรากไม้ เล็งมาทางพวกเขา
ด้วยแว่นมัวๆเขาก็มองไม่ออกว่าเป็ปืนอะไร และไม่กล้าขยับตัวพรวดพราดหันปืนไปทางนั้น ขืนทำแบบนั้นใครจะรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ที่แท้เสียงะโนั้นเพื่อบอกพวกเดียวกันเอง มันไม่ได้คุยกับเขา
“ชิบหายละ”เสียงด้านหน้าะโมา พร้อมเคลื่อนไหนวูบวาบเข้าหลบท้ายรถกระบะกันวุ่นวาย
“ใจเย็นโว้ย พวกกูมีเยอะนะบอกไว้ก่อนเลย”เสียงฝ่ายนั้นโหวกเหวกมา ฟังเสียงเป็คนฉะฉาน คล้ายบุคลิกเป็คนเสียงดังขี้โวยวายโดยกำเนิด แต่หนึ่งขมวดคิ้วทำท่าฉงน เสียงนี้ฟังดูคุ้นเคย
“น้าออด…!!!” หนึ่งะโ
“เฮ้ยๆ ..ใครวะนั่น..!!”
“หนึ่งเอง พี่ของไอ้ทิดสอง หนึ่งที่ไปสร้างบ้านอยู่ตรงหนองนกเอี้ยงสี่ห้าปีก่อนน่ะ..!!”
ทางนั้นเงียบไปอึดใจ คล้ายไม่แน่ใจ
“เฮ้ย ทิดหนึ่งอ่ะนะ..!!”
“ใช่ครับน้า..!!”
“เฮ้ย ไปไงมาไง เข้ามา!! เข้ามาก่อน พวกเดียวกัน…!!” เสียงประโยคหลังดังเป็พิเศษคล้ายกับบอกคนของเขาที่ซ่อนอยู่
ทันใดนั้น..คนที่หนึ่งเห็นนอนหมอบอยู่ข้างทางลุกพรวดขึ้น รูปร่างสูงใหญ่ พุงพลุ้ย ปล่อยผมยาวผูกเป็หางม้าไว้ข้างหลัง วัยใกล้เคียงกับหนึ่ง แต่ผมเริ่มหงอกขาวแซมบ้างแล้ว เขาเป็ลูกพี่ลูกน้องของหนึ่งเอง
“ปัดโธ่! มันมืดเลยไม่รู้ว่าใครเป็ใคร ผมน้องไข่ไง เกือบเล่นกันเองซะแล้ว”
“อ้าว..!!ไอ้ทิดไข่..!! ว่าแล้วเสียงคุ้นๆ มาๆ ตามมาคุยกันนี่”
หนึ่งถอนใจเบาๆแต่ยังกระซิบบอกทุกคน
“อย่าประมาท ระวังตัวตลอด”
เขาบังคับรถพ่วงข้างค่อยๆขับใกล้เข้าไปเทียบข้างกับรถกระบะคอกรั้วสูสีขาวคันนั้นอย่างระมัดระวัง
คนทั้งสี่และทิดไข่ที่เดินตามหลังมาสมทบ ทุกคนอาวุธครบมือ หลายคนถือปืนลูกซองยาว มีบ้างที่ใช้ปืนสั้น ซึ่งหนึ่งมองผ่านๆน่าจะเป็ขนาด 9มม. กึ่งอัตโนมัต
ชายสูงวัย ร่างใหญ่หนาพุงพลุ้ยหนวดเคราขาวโพลนดูรกรุงรัง ยืนแยกเขี้ยวยิ้มร่า
“ฮ่าๆๆๆ พวกเอ็งจะไปไหนกันล่ะเนี่ย ได้ข่าวว่าแถบบ้านท่าจันทร์ มีแต่ไอ้พวกตัวสั่นเยอะแยะไปหมด หนีมาเหมือนหมาเลยสิ โอ้..!! ขนมากันทั้งบ้านเลยใช่มั้ยเนี่ย”
“น้า หวัดดีครับ” หนึ่งทักทายพร้อมยกมือไหว้
ฝน นัท และไนซ์ ยกมือไหว้พร้อมกัน ชายสูงวัยยกมือรับไหว้รัวๆ เหมือนหยอกเย้ามากกว่า ไม่ได้ดูเป็พิธีการอะไร
“หวัดดี หวัดดี บ๊ะไอ้หนูนี่เป็หนุ่มแล้ว เมื่อก่อนปู่นั่งเขี่ยไข่เอ็งเล่นอยู่เลย” ออดพูดกับไนซ์ แล้วะโเสียงดัง
“เฝ้ารอบๆให้ดีนะโว้ย!!.. เดี๋ยวกูเรียกค่อยเข้ามา..!!”
“แล้วทำไมเอ็งถึงกลับมาใส่แว่นแล้วล่ะ” ออดคุยกับหนึ่งต่อ
“ก่อนหน้านี้ผมใส่คอนแทคเลนส์ครับน้า ตอนนี้มันหาซื้อไม่ได้แล้ว”หนึ่งพูดต่อ
“บ้านท่าจันทร์อยู่ไม่ได้แล้วน้า ที่นั่นคนดีๆเผ่นกันหมดแล้ว ตายไปก็เยอะ ผมก็หนีออกมาเป็คนท้ายๆแล้วมั้ง ว่าจะไปตั้งหลักที่สวนของผม ที่หนองนกเอี้ยง”
“สวนเอ็งมันเละเทะหมดแล้ว ั้แ่ต้นไม้ในป่าใหญ่ตายหมด ช้างป่ามันก็ออกจากป่ามาหมด สี่ห้าร้อยตัวมั้ง กระจายกันไปทุกที่ จันท์ ชล ระยอง สระแก้ว ปราจีน ที่สวนเอ็งมีไผ่อยู่เยอะ แถมยังตายยากกว่าไม้อื่น ช้างมันเลยมาตั้งแคมป์กินนอนที่นั่น ส่วนยางพาราเอ็งใบร่วงหมดแล้ว ไม่น่าจะรอด”
หนึ่งกับฝนมองหน้ากันอย่างเป็กังวล
“น้าเข้าไปดูมาเหรอ”
“ไม่ได้ไปดู แต่เข้าไปขโมยหน่อไม้เอ็งมากินนั่นแหละ เสือกเจอไอ้วัยรุ่นหูกางนอนจมูกยาวเฝ้าอยู่ มันแหกปากร้องวิ่งไล่เหยียบน้า น้าใก็เอาลูกซองสวนออกไปจนหมดหลอดแล้วก็วิ่งตาปลิ้นออกมา หลังจากนั้น ก็ไม่กล้าเข้าไปอีกเลย”
“ซวยแล้วน้า ทำช้างเจ็บไว้ในสวนผม โคตรอันตรายเลย”
“จะให้ทำยังไงละโว้ย มันจะกระทืบน้า มันก็ต้องแลกกันหน่อย ดีที่มันชะงักไป ไม่งั้นน้าเป็ปุ๋ยให้สวนเอ็งไปแล้ว”
“แล้วนี่น้าจะไปไหนกันครับ”
“น้าพาคนมา ว่าจะไปหายึมของร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างแถวๆโปร่งฟ้า หรือไม่ก็ท่าจันทร์นั่นแหละ ยืมร้านที่ไม่มีเ้าของอยู่อ่ะนะ แถบทุ่งตะเกียบไม่เหลืออะไรให้น้ายืมแล้ว”
แล้วออดก็ทำเสียงกระซิบกระซาบเหมือนกลัวใครได้ยิน