๓
ผมตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานเดิมเพราะผมไม่อยากเจอ ไม่อยากพบ และไม่อยากเห็นไม่ใช่ว่าผมทำใจไม่ได้แต่เป็เพราะเขาตื๊อไม่เลิก ผมไม่ได้หนีปัญหา แต่นี่อาจจะเป็ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายผมไม่อยากเ็า ไม่อยากใช้คำพูดที่รุนแรงใส่เขา เพราะยังไงเขาก็เป็คนที่ผมเคยรัก
หลายคนเอาอดีตมาเป็บทเรียนเพื่อดำเนินชีวิตต่อแต่สำหรับผมอดีตก็คืออดีตไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับตอนนี้ และปัจจุบันที่เป็อยู่และแล้วก็ได้เวลาที่ผมจะลืมเื่เศร้าและเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที
บริษัทใหม่ที่ผมเข้ามาทำงานก็เป็บริษัทใหญ่ไม่น้อยกว่าบริษัทเดิมอีกทั้งยังเป็คู่แข่งทางธุรกิจกันอีกด้วยซ้ำผมถูกต้อนรับขับสู้จากเพื่อร่วมงานที่นี่เป็อย่างดีทุกคนมีน้ำจิตน้ำใจเอื้ออารีต่อพนักงานฝ่ายบัญชีคนใหม่อย่างผม
ระหว่างที่ผมกำลังนั่งกินข้าวอยู่่พักเที่ยงก็มีเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาผมจึงเงยหน้าขึ้นไปดูปลายเสียงนั้น...เขาเป็หนุ่มรูปร่างหน้าดี ผิวขาวดูสะอาดตาแต่งตัวภูมิฐาน
“ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ”
“ได้ครับ”.
“คุณเพิ่งมาทำงานที่นี่เหรอครับ”
“ใช่ครับผมเพิ่งมาทำงานที่นี่วันแรก”
ผมตอบคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านั้นไปซึ่งเขาก็มองหน้าผมอย่างไม่กระพริบตาแต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะว่าเป็ผู้ชายเหมือนกัน
“ผมชื่อไนท์ครับเป็ฝ่ายการตลาดของที่นี่”
“ผมชื่อตะวันครับ อยู่ฝ่ายบัญชียินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ชื่อเพราะดีนะครับ”
เขาพูดพร้อมส่งยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ให้ผม
“ครับแม่ผมตั้งให้”
เขาไม่พูดอะไรตอบ...เขาก้มหน้าก้มตากินข้าว
ผมจึงขอตัวออกมาก่อนเพราะว่าผมมีงานที่ต้องสระสางจากฝ่ายบัญชีคนก่อนที่ทำคั่งค้างไว้
“ผมขอตัวก่อนนะครับพอดีผมต้องรีบไปเคลียร์งาน”
“ออ...ครับว่าแต่ผมสามารถติดต่อคุณได้ทางไหนบ้างครับ”
ผมก็ลังเลอยู่สักพักว่าควรจะให้ที่ติดต่อเขาดีไหมเพราะเราคงจะทำหน้าที่คนละแผนกกัน เื่การโคจรที่จะต้องทำงานร่วมกันคงเป็ไปได้ยากแต่แล้วผมก็ตัดสินใจให้ไลน์เขาไป เพื่อเป็การรักษาน้ำใจและผูกมิตรภาพ
“ถ้าอย่างนั้นเอาไลน์ผมไปละกันครับ”
เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อที่จะแลกไลน์กับผมหลังจากนั้นผมก็ต้องขอตัวไปทำงานต่อ
ระหว่างทางที่ผมเดินเข้าบริษัท อยู่ ๆผมก็เห็นเด็กน้อยสองคนน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูน่าจะเป็แฝดกันเพราะหน้าตาเหมือนโคลนนิ่งกันมาเลยทีเดียว และกำลังนั่งร้องไห้อยู่ตรงบันไดทางขึ้น ผมจึงรีบปรี่เข้าไปหาเพราะเกรงว่าเด็กจะเป็อะไรไป
“เด็กน้อยร้องไห้ทำไมครับ...พ่อแม่ไปไหนเนี่ย”
เมื่อได้ยินเสียงผมพูดเด็กแฝดสองคนก็เช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วหลับตาปิบ ๆ ก่อนที่จะแย่งกันฟ้อง
“เขาแกล้งผม”
แฝดคนที่หนึ่งชี้ไปทางแฝดคนที่สอง
“เขาแกล้งผมก่อน”
แฝดคนที่สองชี้ไปยังแฝดคนที่หนึ่ง…คาวนี้แหละคงสนุก !
“พี่นั่นแหละแกล้งผม”
“แกนั่นแหละแกล้งพี่”
“พี่นั่นแหละแย่งของเล่นผมและผลักผมจนขาเป็แผลเลย ผมจะฟ้องป๊า”
พูดเสร็จเด็กแฝดคนที่สองก็ร้องไห้เสียงดังลั่น
“ฟ้องเลยฟ้องตามสบาย แบร่ ! ไม่กลัวหรอก ป๊ารักพี่มากกว่าแก”
“ไม่จริงป๊ารักผม”
ผมนั่งมองเด็กแฝดสองคนที่ยังถกเถียงกันไม่เลิกเริ่มเื่ด้วยการทะเลาะกันเื่ของเล่นแต่พอตอนหลังมาทะเลาะกันเื่พ่อรักใครมากกว่ากัน ผมมองแล้วก็อดขำไม่ได้มันเป็ภาพที่น่ารัก เพราะเด็กไร้เดียงสาพูดจาตามประสาที่ตัวเองคิดออกมา ไม่ได้แฝงไปด้วยความโกรธหรือความเลวร้ายเหมือนโลกของผู้ใหญ่
“เอาล่ะ ๆ หยุดเถียงกันได้แล้วเดี๋ยวน้าพาไปกินไอติม”
พอได้ยินผมพูดคำว่าไอติมเด็กสองคนก็เบิกตากว้าง...โตหยุดทะเลาะกันทันทีทันใด แล้วยังจับมือกันลุกขึ้นอีก
ลูกใครกัน ทำไมปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ ! พามาทานไอติมแป๊บเดียวคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง
“อ้าว...ทำไมสามัคคีกันเร็วจัง”
“เราเป็พี่น้องกันเราต้องรักกันค้าบ”
“ใช่ค้าบ...ป๊าสอนเสมอว่าเป็พี่น้องกันต้องรักกันให้มากๆ”
“แล้วเมื่อกี้ทำไมทะเลาะกันล่ะครับ”
“เมื่อกี้มันเป็แค่การแสดงค้าบ”
เมื่อพูดเสร็จเด็กแฝดก็หันหน้าไปหัวเราะใส่กันคิกคักๆ
“อ้าวนี่ผมโดนเด็กหรอกเหรอเนี่ย”
ผมพูดกับตัวเองเบา ๆก่อนที่จะอุ้มเด็กแฝดไว้ในอ้อมแขนคนละข้าง เพื่อพาไปกินไอติมตามที่ให้สัญญาไว้
“นั่งรอน้าอยู่ตรงนี้นะเดี๋ยวน้าไปซื้อไอติมมาให้”
“ค้าบ ผมเอาช๊อคโกแลตค้าบ”
“ของผมก็เอาเหมือนกันค้าบ”
พูดแล้วเด็กแฝดก็หันหน้าไปหัวเราะใส่กันคิกคักๆ ระหว่างรอไอติมผมก็ยืนมองเด็กสองคนนั้นด้วยความเอ็นดู แข่งขารวมถึงเท้าอ้วน ๆป้อม ๆ ของเด็กสองคนนั้นก็ส่ายกระดิ๊ก ๆ ไปมา ทำให้ผมอดหัวเราะไม่ได้ มันเป็ภาพที่น่ารักมาก ๆ ถ้าผมมีลูกลูกของผมจะต้องน่ารักแบบนี้แน่นอน
“ไอติมได้แล้วค่ะ”
เสียงพนักงานขายไอติมพูดขึ้นทำให้ผมต้องตื่นจากการมโนแล้วหยิบไอติม มาให้เด็กแฝดสองคนกิน
“อาหย่อยมากค้าบ”
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ”
“ค้าบ น้าใจดีจัง”
“เปล่าหรอกความจริงแล้วน้าดุมากยิ่งน้าเห็นเด็กที่ทะเลาะกันน้าจะจับไปโยนให้จระเข้กินให้หมดเลย”
“ไม่เอาผมไม่อยากให้จระเข้กิน”
เด็กแฝดคนที่หนึ่งเงยหน้าขึ้นมาบอกผมพร้อมกับไอติมที่เลาะปากและเลาะมือไปหมด
“ทำไมล่ะเด็กดื้อก็ต้องโดนทำโทษ”
“ผมกลัวเจ็บผมเห็นในสารดีที่ป๊าเปิดให้ผมดู จระเข้มันกินน่ากลัวมาก ผมว่าถ้าน้าเอาผมไปโยนให้จระเข้กินผมต้องเจ็บแน่นอนค้าบ”
แฝดคนที่สองพูดออกมาด้วยหน้าตาตื่น ช้อนก็ตักไอติมเข้าปากไม่ยั้งแล้วแฝดคนที่หนึ่งก็พูดบ้าง
“น้าใจดีน้าไม่ทำร้ายผมสองคนหรอก”
“ใช่ค้าบ ป๊าบอกว่าเราสองคนน่ารักไม่มีใครกล้าทำอะไร”
เสียงทั้งสองประสานกันดังลั่นโรงอาหาร
และผมนึกขึ้นได้ว่าต้องรีบกลับไปสระสางงานต่อผมยกข้อมือขึ้นมามองดูเวลาจากนาฬิกา ตอนนี้เลยเวลาเข้างานมาเกือบชั่วโมงแล้วถ้าไอ้เ้านายหมีขาวรู้มันต้องเล่นงานผมแน่เลย...
ใช่ครับไอ้เ้านายหมีขาวเขาตัวโตมาก ตัวโตจนผมตัวเล็กไปเลย คงเป็เพราะเขาเล่นกล้าม ออกกำลังกายอย่างหนัก เท่าที่ผมสังเกตดูไม่มีส่วนไหนของเขาไม่กระชับเลย ใครเห็นก็เป็ต้องมอง แม้แต่ผมเป็ผู้ชายผมยังแอบมองไอ้คุณหมีเลยหน้าตาก็ดี หุ่นก็ดี รวยก็รวย คนอะไรจะเพียบพร้อมขนาดนั้น แต่เสียอย่างเดียวเสียตรงปากนี่แหละไอ้คุณหมีมันด่าแหลกไม่ไว้หน้าใคร แต่ทุกคนในบริษัทก็รักหมีถึงแม้หมีจะปากไม่ดีแต่หมีก็ไม่ใช่คนใจร้ายหรือโเี้ขนาดนั้น หมีเอาใจใส่ดูแลพนักงานทุกคนด้วยเหตุนี้ทุกคนก็เลยรักหมี...มั้ง
“อิ่มกันหรือยังพอดีน้าต้องรีบไปทำงานต่อ”
“อิ่มพอดีค้าบ”
พูดเสร็จ เด็กแฝดสองคนก็เอาทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากให้กันและกันน้องเช็ดให้พี่ พี่เช็ดให้น้องแล้วเด็กสองคนก็อ้าแขนป้อม ๆ มาให้ผมอุ้ม
“อุ้มผมหน่อยค้าบ”
ผมแพ้ทางให้เด็กทั้งสอง ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ช่างพูดจาและยังเป็เด็กที่ฉลาดอีก ผมโคตรอิจฉาพ่อกับแม่ของเด็กของคนนี้มาก...มีลูกฉลาดหน้าตาน่ารักอีก
“เออจริง...น้าลืมถามไปเลยว่าเราสองคนชื่ออะไร”
“ผมชื่อพลูโตค้าบ”
แฝดคนที่หนึ่งตอบ
“ผมชื่อโบนัสค้าบแล้วน่าล่ะค้าบชื่อะไรค้าบ”
“ตะวัน”
ผมตอบเด็กสองคนนั้นไปสั้น ๆผมกำลังจะถามว่าเด็กสองคนนี้เป็ลูกของใคร แต่เด็กสองคนนั้นก็เรียกใครบางคน...
“ป๊าค้าบ ป๊าค้าบ”
เสียงประสานกันนั้นดังลั่น จนผมต้องรีบหันไปมมอง
คนที่เด็กสองคนเรียกว่าป๊านั่นคือไอ้คุณหมีขาวตัวโตขาโหดเ้านายผมเอง เมื่อคุณหมีได้ยินเสียงเด็กแฝดสองคนเรียก เขาก็จ้องมาทางผมก่อนเป็อันดับแรก แล้วจึงรีบเดินเข้ามาหาลูกของเขาซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของผมคนละข้าง
“พลูโต โบนัส ไปซนไหนมาป๊าตามหาทั่วบริษัทรู้ไหม”
“ไปกินไอติมมาค้าบ”
“ไอติม !”
เ้านายหมีขาวถามทวนสิ่งที่ลูกน้อยสองคนนั้นพูดออกมา
“ใช่ค้าบ น้าสุดหล่อคนนี้พาผมไปกินไอติมาค้าบ”
แล้วเขาก็หันมาจ้องผมเขม็งทำเอาผมต้องรีบหลบสายตาหมี ๆ ก็ใครมันจะไปรู้ว่าล่ะว่าเด็กแฝดเป็ลูกหมีขาวตัวนี้...แถมยังเป็เ้านายผมอีก และผมก็ไม่คิดว่าเขาจะมีเมียด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวมึงไปพบกูที่ห้องเพิ่งมาทำงานวันแรกก็มีเื่ต้องคุยกันแล้วนะ”
ความจริงมันมีเื่คุยกันั้แ่วันที่ผมมาสมัครงานแล้วรึเปล่า...ผมมองว่าเขาไม่มีมารยาทเลยเพราะเขาพูดไม่เพราะกับผมสรรพนามที่ใช้เรียกผมราวกับรู้จักผมมาเป็ร้อยปียังนั้นแหละ
พอพูดกับผมเสร็จ ไอ้คุณหมีก็หันหน้าไปหาลูกๆ
ผมบอกแล้วไงว่าไอ้คุณหมีดีหมดยกเว้นปากขนาดผมกับเขาเจอกันแค่ตอนผมเข้ามาสมัครงานครั้งเดียวเท่านั้น...เขายังใช้สรรพนามสมัยพ่อขุนรามเรียกผมแล้ว
แต่ผมจะถือว่ามันเป็การสร้างความสนิทสนมระหว่างเ้านายกับลูกน้องก็แล้วกัน
“ปะพลูโต โบนัส ไปกับป๊า”
“ไม่เอา พลูโตไม่ไปกับป๊า ”
“โบนัสด้วย เราสองคนจะไปกับน้าตะวัน”
เด็กสองคนงอแงไม่ยอมให้พ่อหมีอุ้ม และไอ้คุณหมีก็ชัดสีหน้า ทำหน้าหงุดหงิดไม่พอใจที่เด็กแฝดทั้งสองคนเรียกร้องอยากให้ผมอุ้ม
“เดี๋ยวน้าตะวันต้องไปทำงานนะครับ”
“แง ไม่เอา แง ไม่ไปกับป๊า”
คราวนี้เด็กสองคนร้องไห้งอแงเสียงดังจนไอ้คุณหมีต้องยอมจำนนต่อลูกของทั้งสองโดยดี ผมแอบยิ้มดีใจที่เอาชนะได้
“มึงยิ้มอะไร”
เขาหันหน้ามาตวาดเสียงใส่ผมเมื่อเห็นผมยิ้มร่าออกมาเพราะอย่างนี้ไงลูกมันถึงไม่อยากอยู่ด้วย เขายังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ผมควรจะเรียกเขาว่าหมีหรือว่าควายดี
“อย่าคิดว่าลูกกูชอบมึง แล้วกูจะทำอะไรมึงไม่ได้นะ”
เขาพูดออกมา แต่ผมทำท่าทางไม่สนใจยิ่งยั่วโมโหเขาเข้าไปอีก ระหว่างนั้นเสียงเลขาของเขาก็ะโหน้าตาตื่นเรียกชื่อมาแต่ไกล
“คุณภูมิคะ คุณภูมิคะ แย่แล้วค่ะ”
“มีอะไรหรือครับครับมล”
“ทางโรงพยาบาลโทรฯ มาบอกว่าคุณเจนถูกรถชนตอนนี้อาการสาหัสค่ะ”
“คุณว่าอะไรนะ เจนถูกรถชน...”น้ำเสียงนั้นใ ใบหน้าโกรธเมื่อกี้เปลี่ยนเป็ใสุดขีด แล้วหันมาบอกผม “มึงอุ้มลูกตามกูมา”
ผมอุ้มเด็กแฝดสองคนนั้นแล้ววิ่งตามไอ้คุณหมีขาวไป เด็กแฝดสองคนร้องไห้ไม่หยุดเมื่อได้ยินว่าแม่ถูกรถชนอาการสาหัส ส่วนไอ้คุณหมีขาวก็คงใไม่น้อยเหมือนกันเมื่อเขาได้ยินคุณมลเลขาพูดบอกว่าภรรยาอาการสาหัส เขาก็รีบขับรถเร็วอย่างกับจรวดเพื่อให้มาถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
“หมอครับเมียผมอยู่ไหน”
เขารีบวิ่งไปถามหมอที่กำลังเดินออกมาจากห้องผ้าตัดส่วนผมก็อุ้มเด็กแฝดวิ่งตามหลังเข้ามา
“หมอเสียใจด้วยนะครับเนื่องจากคนไข้ถูกรถชนอย่างแรง ทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนเป็อย่างมากปอดรั่วเนื่องจากถูกกระแทกอย่างแรงกับตัวรถ และกระดูกซี่โครงหักทำให้กระดูกทิ่มหัวใจครับ”
เมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าผมได้ยินที่หมอพูดเขาถึงกลับหน้าเปลี่ยนสีน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง เขารีบวิ่งเข้าไปในห้องผ่าตัด ซึ่งตอนนี้ภรรยาของเขาเหลือแต่ร่างไร้ิญญานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไอ้คุณหมีเข้าไปกอดภรรยาไว้แน่นแนบอกส่วนเด็กแฝดทั้งสองก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร
“เจนคุณอย่าทิ้งผมไปนะเจนตื่นขึ้นมาคุยกับผมก่อน แล้วผมกับลูกจะอยู่ยังไงเมื่อไม่มีคุณ”
ไอ้คุณหมีร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายผมผมเข้าใจความรู้สึกแห่งการสูญเสียนี้ดี ว่ามันปวดใจมากแค่ไหนยิ่งเป็คนที่เรารักมาก ๆ มันยิ่งยากที่เราจะทำใจได้แต่อย่างที่ผมเคยพูดไว้แล้วว่าคนตาย ตายไปแล้วไม่รับรู้อะไรคนที่อยู่นี่แหละที่เป็ทุกข์ ตอนนี้ไอ้คุณหมีขาวมันคงเ็ปน่าดูเพราะสภาพเขาตอนนี้เหมือนผมในตอนนั้นไม่มีผิด...ตอนที่แม่จากผมไป
หลังจากเสร็จสิ้นงานศพของภรรยาหมีขาว ผมก็ไม่ค่อยได้เจอกับเขาอีกเลยส่วนเด็กแฝดสองคนไม่มาที่บริษัทเหมือนกัน
และ่นี้ไอ้คุณหมีขาวไม่ค่อยเข้าบริษัทเหตุเพราะยังคงทำใจเื่ภรรยาไม่ได้ ผมก็เห็นใจเขาเหมือนกันต่อให้เข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่มีใครเข้มแข็งได้ทุกเื่ยิ่งตอนที่ภรรยาเขาตาย เขายังไม่ได้เอ่ยคำล่ำลาสักคำเขาคงเสียใจหนักหนาและเ็ปไม่น้อยเหมือนกัน
แต่ใครกันเล่าที่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับและเข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตว่าไม่มีอะไรแน่นอนใบโลกใบนี้แต่ผมคิดว่าคนอย่างไอ้คุณหมีขาวยังคงคิดไม่ได้หรอก เพราะผมดูจากสภาพแล้วอาการเขาหนักยิ่งกว่าผมอีก