ห้องเรียนที่หนึ่งร้อยอยู่ตึกด้านในสุดของมหาวิทยาลัย มีระยะห่างจากหอประชุมประมาณสามกิโลเมตรไตรภพดูคู่มือของมหาวิทยาลัยขณะกำลังขบคิดว่าจะไปที่ห้องเรียนยังไงดี
“เฮ้เพื่อนไม่ต้องไปรอรถของมหาวิทยาลัยหรอก มารถฉันนี่”
วัศพลโบกมือเรียกไตรภพซึ่งกำลังจะเดินไปยังรถรับของมหาวิทยาลัยตรงป้ายหน้าหอประชุมไตรภพมองไปที่วัศพล เห็นชายหนุ่มเปิดกระจกออกจากรถยนต์ Honda Civic โฉมใหม่ล่าสุดคันสีแดงแจ๊ส
“ขึ้นมาเถอะเพื่อนรถของมหาวิทยาลัยเต็มเร็วจะตาย”
เบาะด้านข้างของคนขับทัดดนัยเปิดกระจกเรียกไตรภพเหมือนกับวัศพล ทำให้ไตรภพเดินไปที่รถ Civicเปิดประตูด้านหลังเพื่อขึ้นไปในรถอย่างช่วยไม่ได้
“ไตรภพนายนี่หล่อหวะ ฉันอยากจะได้ความหล่อสักครึ่งหนึ่งของนาย”
วัศพลพูดชมไตรภพในขณะที่มองกระจกหลังไปทางชายหนุ่ม มันขับรถอออกตัวจากลานจอดรถด้วยความรวดเร็วจนหลังไตรภพติดกระเด้งติดเบาะ
“ไตรภพนายดูเหมือนคนตั้งใจเรียน ทำไมมาอยู่ห้องที่หนึ่งร้อยหละ”
“ห้องที่หนึ่งร้อย? มันคืออะไรกัน”
ไตรภพสงสัยกับคำพูดดังกล่าวของทัดดนัยตัวมันเองคิดว่าเป็การสุ่มห้องให้กับนักศึกษา จึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย
“เฮ้ เพื่อนนายไม่รู้จริง ๆ หรอ ห้องหนึ่งร้อย คือห้องที่รวมพวกระดับสุดยอดมาอยู่ในห้องยังไงหละ”
“สุดยอดพ่อนายสิ!!!”
เสียงทะเลาะกับของสองชายหนุ่มดังขึ้นในรถเถียงกันมาไปไตรภพส่ายหัวอย่างหนักใจ ดูเหมือนมันยังไม่ได้คำตอบจากเื่ที่อยากรู้
“ในมหาวิทยาลัยมีหนึ่งร้อยห้องเรียงตามเกรดเฉลี่ยในโรงเรียนตอนเรียนมัธยมซึ่งเกรดเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่อันดับหนึ่งฉันคงไม่ต้องบอกนายใช่ไหมว่าการที่พวกเราอยู่ห้องสุดท้ายหมายความว่าอย่างไร”
ไตรภพรับฟังอย่างพิจารณาดูเหมือนว่าที่มหาวิทยาลัยพื้นฐานประจำจังหวัดนี้จะคัดนักศึกษาจากเกรดเฉลี่ยแยกห้องเรียน เป็การง่ายต่อการสอนของอาจารย์
หลังจากมาถึงตึกอันเป็ที่ตั้งของห้องเรียนของพวกมันตึกนี้เป็ตึกที่ 100ซึ่งแต่ละตึกจะมีทั้งหมดสองชั้น มีรูปแบบการตกแต่งเหมือนกันทุกตึกเท่ากับในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีตึกเรียนทั้งหมด 100 ตึกนั่นเอง ถ้านับรวมหอประชุมจะกลายเป็ 101 ตึก
ชายหนุ่มสามคนเดินเข้ามาในห้องเรียนที่มีโต๊ะเรียนอยู่หนึ่งร้อยโต๊ะพอดิบพอดีด้านหน้าห้องเรียนเป็กระดานขนาดใหญ่เกือบสิบเมตรมีโต๊ะของอาจารย์ตั้งอยู่ด้านหน้าพร้อมคอมพิวเตอร์นอกจากนี้ยังมีโปรเจกเตอร์ที่ม้วนอยู่้าม่านอีกด้วย
“แน่นอนว่าคนขยันอย่างฉันต้องขอจับจองที่นั่งด้านหลัง”
วัศพลผลักไตรภพและทัดดนัยไปด้านหลังห้องทันทีผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ห้องเรียนถูกนั่งจนเต็มห้อง เวลาตามกำหนดการ คือ 11.00 น.เป็่เวลาที่อาจารย์ที่ปรึกษาประจำตึกทั้งสองคน จะมาแนะนำกฎระเบียบรวมถึงแนวทางการเรียน ดูแลนักศึกษาของตึกตลอดระยะเวลา 1 ปีนี้
‘นั่นเธอนี่’
ไตรภพมองไปที่ประตูเห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาด้วยชุดสูทดำของมหาวิทยาลัยทั้งคู่หนึ่งในนั้นคือหญิงสาวที่ชายหนุ่มเจอในซอยตอนเช้าไม่น่าเชื่อว่าจะกลายมาเป็อาจารย์ที่ปรึกษาของไตรภพ
“สวัสดีนักศึกษาทุกคนผมชื่อ ดร.กฤษฎาสอนวิชาคณิตศาสตร์ อยากให้ทุกคนทำตัวให้สมกับเป็นักศึกษา เคารพกฎระเบียบในมหาวิทยาลัยและห้องเรียนด้วย”
ชายอายุสามสิบปีใส่แว่นตาสีขาว กวาดตามองไปที่นักศึกษาทั้งหนึ่งร้อยคน เขาคือ ดร.กฤษฎาหลานชายของอธิบดีที่มหาวิทยาลัยพื้นฐานแห่งนี้
“สวัสดีค่ะอาจารย์ชื่อ กนกพร สอนวิชาภาษาอังกฤษ ต่อไปนี้จะมาเป็อาจารย์ที่ปรึกษาของห้องหนึ่งร้อยนะคะฝากตัวกับนักศึกษาทุกคนด้วยนะ”
กนกพรแนะนำตัวตามกฤษฎาท่ามกลางเสียงวี้ดวิ้วของนักศึกษาชายกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ ที่ส่งเสียงเชียร์ราวกับเป็แฟนคลับของดาราเลยทีเดียว
“นักศึกษานี่มันห้องเรียนไม่ใช่คอนเสิร์ต หัดมีมารยาทบ้าง”
เสียงดุของกฤษฎาดังขึ้นมันมองบรรดานักศึกษาในห้องอย่างไม่พอใจด้วยความหึงหวง มันเองแอบชอบกนกพรมานานั้แ่หญิงสาวเข้ามาทำงานเมื่อปีที่แล้ว แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้คืบหน้าเท่าใดนักมันต้องใช้เส้นสายมากมายเพื่อให้ได้ทำงานคู่กับหญิงสาว
ทั้งห้องเงียบกริบลงบรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดนักศึกษาชายมองไปที่กฤษฎาด้วยความไม่พอใจแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา
“ไตรภพนายเห็นไอแว่นที่พล่ามเื่มารยาทนั่นไหม”
วัศพลพูดขึ้นมาบริเวณหลังห้องบรรยากาศในห้องที่เงียบอยู่ แม้แต่เสียงเข็มตกยังได้ยิน แล้วคำพูดของวัศพลจะไม่เข้าหูของคนในห้องได้อย่างไร
“ไอแว่นนั่นเป็หลานชายของอธิการของมหาวิทยาลัย เป็ไอดอลของฉันเลย”
“หืม ไอดอล ?”
ไตรภพหันไปหาวัศพลด้วยความสงสัยกฤษฎาเป็ไอดอลของวัศพลด้านไหนกันชายหนุ่มที่เสเพลอย่างวัศพลนะหรอจะนับถือกฤษฎาเป็ไอดอล
“ใช่สิไอแว่นนั่นสองปีที่แล้วซัดนักศึกษาคาม่านรูดแลกเกรดไปสามคน ปีก่อนเส้นกรรมการทำให้วิทยานิพนธ์ได้รับการตีพิมพ์ระดับดีเด่นจนเป็ดอกเตอร์ ล่าสุดพึ่งให้นักศึกษารุ่นที่แล้วไปทำแท้ง ไอดอลชัด ๆ”
ฟุฟุฟุฟุ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงกลั้นขำของหลายคนไม่อาจจะทนกับคำพูดของวัศพลได้ทุกคนพร้อมใจกันหัวเราะออกมาจนดังไปทั่วห้อง แม้แต่กนกพรยังอดกลั้นขำไม่ได้
“พวกแกขำอะไรเงียบนะเฮ้ย แกหนะ”
กฤษฎาโกรธจัดเป็อย่างมากตวาดไปทั่วห้อง ก่อนที่จะชี้นิ้วไปทางวัศพล ตัวต้นเื่ที่ทำให้เกิดความอับอายแก่มัน
“แกหนะฉันจะฟ้องแก”
“ฟ้อง ?ฟ้องข้อหาอะไรครับท่านอาจารย์ ที่ผมพูดความจริงทั้งนั้น หรืออาจารย์จะเถียง เอ๋ได้ข่าวว่าไปทำแท้งที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เมื่ออาทิตย์ก่อนให้ผมพูดชื่อหมอที่ทำแท้งให้กับพยาบาลไหมครับ”
วัศพลพูดต่อปากต่อคำกับกฤษฎาไม่หยุดไตรภพมองวัศพลอย่างอึ้ง ๆ ดูเหมือนชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็ผู้รอบรู้จะรู้จริง
“พวกเธอเงียบเดี๋ยวนี้นะหัดเคารพอาจารย์กันบ้างสิ”
เสียงหวานของกนกพรช่วยทำให้บรรยากาศในห้องเริ่มกลับมาเป็ปกติแม้ว่ากฤษฎาจะยังอยากเอาเื่วัศพลอยู่ก็ตาม แต่ได้อาจารย์สาวขัดเอาไว้
“ขอให้นักศึกษาทุกคนตั้งใจเรียนโดยเวลาที่จะเรียนคือ 13.00 – 16.00 น. ของทุก ๆ วัน จันทร์ - ศุกร์อย่าลืมว่าหลังจากนี้อีกหนึ่งปีทุกคนจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเฉพาะทางในกรุงเทพมหานครเป็อนาคตของพวกเธอทั้งนั้น”
กนกพรได้อธิบายกฎระเบียบต่างๆ การปรับตัว การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย รวมถึงชี้แนะแนวทางก่อนที่จะนัดหมายให้นักศึกษามาพร้อมกันที่ห้องเรียนในเวลา 13.00 น. เพื่อสอบวัดระดับพื้นฐาน
เวลา 12.00 น. สามหนุ่มได้ออกจากห้องเรียนซึ่งวัศพลดูเหมือนจะเนื้อหอมเป็อย่างมากโดยเฉพาะกับนักศึกษาชายที่พากันยกนิ้วโป้งให้กับชายหนุ่มที่กล้าปะทะอาจารย์ขนาดนั้น
“นายทำแบบนั้นไม่กลัวมีปัญหาหรอ?”
ไตรภพถามวัศพลอย่างเป็ห่วงขณะกำลังรับประทานอาหารในโรงอาหาร วัศพลไม่ได้ตอบเพราะกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ทัดดนัยยิ้มตอบไตรภพ คลายความข้องใจให้กับชายหนุ่ม
“นายไม่รู้จักวัศพล”
“ไม่นี่ฉันพึ่งรู้จักพวกนายตอนเช้านี้”
“นายไปอยู่ไหนมาเนี่ย”
ทัดดนัยเกาหัวแกรกๆ มองไปที่วัศพล ซึ่งวัศพลขยิบตาให้กับทัดดนัย ชายหนุ่มจึงไม่พูดอะไรต่อ
“เอาเถอะ ๆกินข้าว ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จัก ต่อไปนี้เราเป็เพื่อนกัน”
วัศพลพูดตัดบททั้งสามคนรับประทานอาหารในโรงอาหาร แล้วขึ้นไปในห้องเรียนเมื่อถึงเวลาการสอบวัดระดับนี้เป็ระเบียบของมหาวิทยาลัยที่จะช่วยให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถวิเคราะห์ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของนักศึกษาภายใต้การปกครองของตนเองได้
ไตรภพที่ทำข้อสอบรู้สึกไม่เข้าใจเนื้อหาตรงหน้าแม้จะพยายามครุ่นคิดจนหัวสมองแทบะเิแต่ดูเหมือนว่าความคิดของเ้าของร่างเก่าจะมีหัวที่อ่อนมากสำหรับด้านวิชาการ
เวลา 16.00 น.เสียงออดดังขึ้นเป็เวลาที่ทุกคนหมดเวลาในการทำข้อสอบแล้วไตรภพเดินออกมาจากห้องเป็คนสุดท้าย ซึ่งหน้าห้องแทบไม่มีใครอยู่แล้วจะมีแต่วัศพลและทัดดนัยที่ยืนสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่
“ไตรภพนายทำช้าจังวะ พวกเราทำสิบห้านาทีก็เสร็จแล้ว”
วัศพลบ่นไตรภพที่ทำข้อสอบช้าไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะเอาจริงเอาจริงกับการสอบอะไรขนาดนั้น ทั้ง ๆที่อยู่ห้องบ๊วยแท้ ๆ
“จริง ๆพวกนายไม่ต้องรอฉันก็ได้”
“เราเป็เพื่อนกันไปไหนก็ต้องไปด้วยกันสิวะ”
ทัดดนัยพูดแทรกขึ้นมาทั้งยังเดินนำไปที่หน้าตึกเรียน เดินไปบริเวณที่จอดรถทั้งสามคนยืนอยู่หน้ารถ Civic สีแดงของวัศพล
“อีก 7 วันถึงจะเปิดเรียนจริง ๆเอาไว้วันนั้นเราค่อยเจอกัน”
“7 วันหรอ”
“ไตรภพนายรู้เื่อะไรบ้างไหมวะเนี่ย ลงทะเบียนเรียนวันนี้ แล้วอีก 7 วันถึงเปิดเทอม”
วัศพลส่ายหน้าอย่างปวดหัวดูเหมือนไตรภพจะไม่รู้อะไรเลย จนมันอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างเบื่อหน่ายด้านข้างทัดดนัยหัวเราะอย่างชอบใจ
“ฉันว่าจะหออยู่หอนะ”
“อยู่หอ ?ทัดดนัย บ้านแกก็มี บ้านฉันก็มี จะอยู่หอทำพระแสงอะไร”
“เบื่ออยู่บ้านมาสิบแปดปี แกไม่เบื่อบ้างหรอวะ”
ทัดดนัยผู้เป็ต้นคิดเื่ที่จะอยู่หอบรรยายอาการเบื่อของตนเองให้ชายหนุ่มฟัง ซึ่งพวกเขารับฟังอย่างเห็นใจอดคล้อยตามไม่ได้
“เออมันก็น่าเบื่อจริง เอาไว้ฉันมาอยู่ด้วยเวลาว่าง ๆ ละกัน แวบไปแวบมา นายหละไตรภพ”
วัศพลและทัดดนัยหันมามองใบหน้าไตรภพซึ่งชายหนุ่มกรอกสายตาไปมาไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร เพราะบ้านของมันก็อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยแค่หนึ่งกิโลกว่าเท่านั้น
“เอาเป็ว่าตกลง!! ขึ้นรถฉันไปส่งเอง”
ทั้งสามคนขับรถออกมาหน้ามหาวิทยาลัยซึ่งวัศพลยืนกรานว่าจะไปส่งไตรภพให้ได้ แต่ไตรภพได้ปฏิเสธขอลงหน้ามหาวิทยาลัยก็พอความดื้อดึงของไตรภพทำให้วัศพลได้แต่ยอมชายหนุ่ม
“ไว้เจอกันวันเปิดเรียน”
“เจอกันเพื่อน”
ทั้งสองคนโบกมือลาไตรภพซึ่งชายหนุ่มมองไปที่รถ Honda Civicที่กำลังแล่นออกไป ไตรภพยิ้มด้วยความอบอุ่นในใจ
“นี่เรียกว่าเพื่อนสินะ”
ไตรภพหลับตาคิดถึงอดีตบิดามารดาล้วนตายตกในาระหว่างดวงดาราหมดสิ้นมันพานพบกับอาจารย์สาวผู้งดงามโดยบังเอิญ ทั้งเธอยังรับมันเป็ศิษย์เรียกได้ว่าทั้งชีวิตของมัน มีเพียงมันและอาจารย์เท่านั้น
กาลเวลาผ่านไปความผูกพันระหว่างมันและอาจารย์มากเกินกว่าจะอธิบายเป็คำพูดใดๆ แม้อาจารย์จะคอยตำหนิ คอยดุด่ามัน แต่ก็อยู่เคียงข้างมันไม่จากไปไหนแต่มีเพียงเื่เดียวที่มันไม่เข้าใจเกี่ยวกับอาจารย์
ในวันที่ชายหนุ่มทะลวงลมปราณเข้าสู่ลมปราณชนชั้นสีรุ้งวันนั้นอาจารย์สาวของมันได้หายตัวไปทิ้งไว้เพียงจดหมายและเจตนารมณ์บางอย่างให้มันเท่านั้น
มันใช้พลังลมปราณอันสูงสุดสยบดวงดาราทั้งมวลขึ้นเป็จักรพรรดิเทพตามที่อาจารย์ร้องขอเติมเต็มชีวิตด้วยการแต่งงานกับหญิงสาวที่งดงามที่สุดในห้วงสุริยะ
แต่…นางกลับหักหลังเขา พาราชันย์แห่งดวงดาราต่าง ๆมากลุ้มรุมเขาในวันที่เขากำลังจะตัดผ่านเหนือห้วงสุริยะเป็ความแค้นที่สลักลึกลงในจิติญญา ความรู้สึกที่ไม่มีวันลืมเลือน
“มีเพียงสองเื่นี้ข้าไม่เคยเข้าใจเหตุใดอาจารย์จึงจากข้าไป แล้วเหตุใดเ้าถึงหักหลังข้า”
ไตรภพวนเวียนกับสองคำถามซ้ำไปซ้ำมาในหัวสมองเป็บ่วงที่ติดในใจของชายหนุ่มซึ่งไม่มีวันที่จะคลายลงในเร็ววัน