บนเส้นทางที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรมากมายนัก นานๆสักทีจะพบผู้คนสวนทางมาบ้าง เหวินหยางกับหลินลี่แม้เดินทางด้วยกันแต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามไถ่กันเป็เวลากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว
“ แม่นางหลินลี่นั่นเ้าจะไปไหน ” เหวินหยางถามด้วยความสงสัย
“ เ้าไม่ได้ยินหรือ เสียงน้ำไหลมาจากด้านล่างนั้น ข้าจะไม่เดินด้วยชุดเหม็นๆนี่เข้าไปในหมู่บ้านหรอกนะ ” หลินลี่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ ให้ข้าไปส่งเ้าไหม ” เหวินหยางถาม
“ แล้วเ้าจะไปทำไม ! ” หลินลี่ตะคอกใส่
“ ไม่ได้หมายความเช่นนั้น เอาเช่นนี้ให้ข้าดูต้นทางให้แถวนี้ดีหรือไม่ ” เหวินหยางพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
“ แล้วแต่เ้าเถอะ แต่ห้ามตามข้ามาแล้วกัน มิฉะนั้นหัวเ้าได้หลุดจากบ่าแน่ ” หลินลี่พูดเสร็จก็เดินลงไปข้างทาง
เหวินหยางยืนรอข้างทางอยู่พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงกรีดร้องจากหลินลี่ ด้วยความเป็ห่วงเหวินหยางรีบวิ่งตรงไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียง จากนั้นรีบะโพุ่งทะลุออกจากพุ่งหญ้าที่ขว้างทางอยู่อย่างทันควัน เมื่อพ้นออกมาก็พบสตรีผู้หนึ่งใส่เพียงชุดชั้นในอันเบาบาง เผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามของสตรี ทันใดนั้นหลินลี่ก็กรีดร้องอีกครั้ง เหวินหยางก็รีบหันหลังหลบให้ทันที
“ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น จริงๆนะ ข้าไม่เห็นอะไรเลย ” เหวินหยางพูดด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน
“ นี่เ้าจะลงมาที่นี่ทำไม ” หลินลี่รีบถาม
“ ข้าได้ยินเ้าร้องเสียงดัง ข้าก็เลยรีบมา ข้าขอโทษ ” เหวินหยางรีบอธิบาย
“ ตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ” เหวินหยางถาม
“ มีบางอย่างเข้าไปในเสื้อผ้าข้า ” หลินลี่พูด
“ เช่นนี้ให้ข้าไปดูให้ไหม ” เหวินหยางพูดแล้วหันหน้าเล็กน้อยเพื่อดูว่าเสื้อผ้าอยู่ที่ใด
“ หยุด ๆ เ้าอย่าหันมาเด็ดขาด หันหลังไปแล้วค่อยๆเดินไปดู ” หลินลี่รีบะโใส่
เหวินหยางค่อยๆเดินถอยหลังไปทางเสื้อผ้าที่อยู่ริมน้ำ เมื่อไปถึงเหวินหยางก็ใช้กระบี่ค่อยๆดึงเสื้อผ้าขึ้น ก็ปรากฏมีกบตัวหนึ่งะโออกจากเสื้อผ้า เหวินหยางเองก็ร้องสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะวางเสื้อผ้าลงไว้ข้างริมน้ำ แล้วค่อยๆเดินห่างออกไป จังหวะนี้หลินลี่รีบเข้าไปหยิบเสื้อผ้าแล้วรีบแต่งตัว ก่อนจะเดินตรงไปหาเหวินหยางที่กำลังหันหลังให้อยู่
เมื่อหลินลี่เดินไปถึงก็ได้บอกกล่าวให้เหวินหยางหันมาแล้วทำหน้าบึ้งตึงใส่ ใบหน้าที่ดูเรียบเนียนก็เริ่มอมชมพูขึ้นมา นางถือกระบี่ไว้ตรงหน้าแล้วชักออกมาจากฝักครึ่งหนึ่งแล้วก็เก็บกระบี่กลับเข้าฝักดังเดิม นางทำเสียง “ หึ ! ” แล้วก็รีบเดินจากไป
การเดินทางของทั้งคู่กลับมาอึดอัดกันอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝีมือเท้าของสองคนที่เดินเรียบไปตามทางถนน ไม่มีการพูดการจาใดๆ
แสงยามเย็นทอประกายเป็สีทอง ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็หมู่บ้านเล็กๆ มีโรงเตี๊ยมที่มีที่พักเพียงแห่งเดียว ทั้งคู่ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องได้พักโรงเตี๋ยมเดียวกัน
“ เถ้าแก่ข้าขอห้องพักหนึ่งห้อง ” หลินลี่พูดพร้อมกับสำรวจถุงเงินของตัวเอง ปรากฏว่าถุงเงินนั้นได้หายไปแล้ว เหวินหยางที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบเดินเข้าไป
“ เถ้าแก่ข้าก็เอาหนึ่งห้อง ” แล้วก็จ่ายเงินค่าห้องไปสองห้อง เถ้าแก่ก็คิดว่าทั้งคู่คงเป็สหายกัน
ขณะเดียวกันหลินลี่ก็กำลังจะพูดบางอย่าง เหวินหยางจึงได้ชิงพูดก่อน
“ เอาเถอะ ถือว่าเป็คำขอโทษของข้าแล้วกัน อย่าได้ปฏิเสธข้าเลย ถ้าเ้าไม่รับข้าคงไม่สบายใจ ” เหวินหยางพูดเสร็จก็จับมือหลินลี่ขึ้นมาแล้วก็วางเงินไว้บนมือจำนวนหนึ่ง แล้วรีบชิงพูด
“ หยุด ! ห้ามพูด วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าไปห้องของข้าละ ” พอพูดจบเหวินหยางก็รีบเดินจากไปทันที ทิ้งหลินลี่ที่อัดอั้นคำพูดไว้ตรงนั้น
พอตกดึกอยู่ๆภาพเรืองร่างหลินลี่ก็วิ่งเข้ามาให้หัวเหวินหยาง ทำให้เขารู้สึกนอนไม่หลับ เหวินหยางไม่สามารถลบภาพนี้ออกจากหัวได้เสียที จึงได้ออกจากห้องลงไปเดินเล่นด้านหลังโรงเตี๋ยม ด้านหลังโรงเตี๋ยมมีศาลาติดแม่น้ำสายหนึ่ง บนศาลาก็ปรากฏสตรีผู้หนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก เหมือนนางกำลังนั่งเครุ่นคิดบางสิ่งอยู่
“ ข้าขอนั่งด้วยคนสิ ” เหวินหยางพูดอย่างอ่อนโยน
หลินลี่ค่อยๆใช้หางตาไปมองแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
“ เ้าก็นอนไม่หลับหรือ ข้าอยากขอโทษเ้าเื่วันนี้จริงๆนะ ” เหวินหยางพูด
“ ข้ารู้เจตนาเ้าดี ข้าเองก็ขอบคุณที่เ้าเข้ามาช่วยเหลือข้า ไม่อย่างนั้นป่านนี้ตัวข้าจะเป็เช่นไรก็ไม่รู้ ” หลินลี่ตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ
“ แล้วนี่เ้าจะเดินทางไปที่ใดหรือ ” เหวินหยางถาม
“ พี่ข้าเปิดโรงน้ำชาที่เมืองหลวง ข้าไม่พบพี่ชายหลายปีแล้ว ข้าอยากไปหาท่านพี่ ” หลินลี่ตอบ
“ ข้าก็เดินทางไปเมืองหลวงเช่นกัน เช่นนี้เราเดินทางไปด้วยกันดีหรือไม่ จะได้ค่อยช่วยเหลือกันและกัน ” เหวินหยางรีบพูดเสนอ
หลินลี่เงียบไปพักหนึ่ง
“ ข้ารู้ว่าถุงเงินเ้าคงหาย เช่นนี้ข้าให้ยืมไปก่อนแล้วเ้าค่อยทยอยคืนข้าดีหรือไม่ ” เหวินหยางรีบเสนอเพิ่มเติม หลินลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วก็ตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่เบิกบาน
“ เช่นนี้ข้าต้องขอฝากตัวด้วย ”
รุ่งอรุ่นเหวินหยางรีบมารอหลินลี่ที่หน้าโรงเตี๊ยมเพื่อออกเดินทางด้วยกัน เหวินหยางรออยู่สักครู่ใหญ่หลินลี่ก็เดินออกมา ทั้งคู่เริ่มออกเดินทาง ขณะที่ถึงทางออกของหมู่บ้านนั้น ทั้งคู่ก็สังเกตเห็นหลังชายผู้หนึ่งคุ้นเคยยิ่งนัก
“ จอมยุทธหย่งควัน ” เหวินหยางะโเรียก
หย่งควันก็หันกลับมาตามเสียงที่เรียกหา
“ เป็พวกเ้าสองคนเองหรือ พวกเราชั่งมีวาสนาต่อกันเสียจริง แล้วนี่พวกเ้าทั้งสองจะไปที่ใด ”
“ พวกข้าจะเดินทางไปเมืองหลวงกัน แล้วท่านจะไปที่ใด ” หลินลี่ถาม
“ ฮา ฮ่า บังเอิญยิ่งนักข้าก็จะเดินทางไปเมืองหลวงเช่นกัน ชะตาต้องกันเช่นนี้จะเป็ไรไหมถ้าข้าจะเดินทางร่วมทางกับพวกเ้า ” หย่งควันถาม
ทั้งคู่ก็ต่างทำหน้ายินดียิ่ง
“ พวกเรายินดียิ่งนัก ” เหวินหยางตอบ
“ ฮา ฮ่า เดินไปคุยไปดีกว่า ” หย่งควันพูด
“ แล้วพี่หย่งควันจะไปทำอะไรที่เมืองหลวงหรือ ” หลินลี่ถาม
“ ข้าตั้งใจจะไปสอบขุนนางที่เมืองหลวงน่ะ แล้วเ้าทั้งสองล่ะ ” หย่งควันถามกลับ
“ ข้าจะไปเยี่ยมพี่ชายที่เมืองหลวงน่ะ ” หลินลี่ตอบ
“ ส่วนข้ามีปัญหาเื่ลมปราณ กำลังไปขอคำชี้แนะจากบางคนที่นั้น ” เหวินหยางตอบ
“ นั่นแปลว่าเ้าสองไม่ได้ร่วมทางกันั้แ่แรกสินะ ” หย่งควันถาม
“ พวกเราสองคนเจอกันครั้งแรกตอนที่ได้พี่หย่งควันมาช่วย ” เหวินหยางตอบ
“ เช่นนี้น้องหลินลี่คงแอบหนีจากบ้านมาลำพังสินะ ” หย่งควันถามด้วยรอยยิ้ม
เมื่อหลินลี่ได้ยินก็หันหน้าหนีและไม่อยากตอบ
“ ฮา ฮ่า เป็เช่นนั้นจริงด้วยสินะ ” หย่งควันหัวเรอะและกล่าวประโยคถัดไป
“ พวกเ้าสองคนคงเดินทางไกลเป็ครั้งแรก ไม่ต้องเป็กังวลไป เดี๋ยวข้าจะชี้แนะพวกเ้าเอง ” หย่งควันพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ ขอบคุณพี่หย่งควันมากจริงๆ รบกวนท่านแล้ว ” เหวินหยางพูดด้วยความยินดียิ่ง
ภายในใจเหวินหยางตอนนี้เป็สุขยิ่งนักที่ตอนนี้มีสหายร่วมเดินทางแล้ว เส้นทางอันยาวไกลข้างหน้าก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกแล้ว