ท่ามกลางเงามืดเรย์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับโลกกำลังพังทลายลงเสียงโห่ร้องแห่งสงครามแทรกซึมเข้ามาในห้วงสำนึกของเขาฝุ่นควันและกลิ่นเลือดอบอวลอยู่ในอากาศ ภาพที่เห็นยังคงพร่าเลือน ราวกับกำลังมองผ่านม่านหมอกแห่งอดีตกาล
ปึง!— ปึง!— ปึง!— ปึง!—
เสียงกลองศึกดังกึกก้องสะท้อนทั่วพื้นดินท้องฟ้าแดงฉานไปด้วยเปลวเพลิงจากค่ายศัตรูที่ถูกเผาผลาญ ทหารยักษ์นับหมื่นสวมเกราะดำและอาวุธเคลือบไปด้วยโลหะสีดำเงาวาวเรียงแถวกันเป็นระเบียบ พวกมันหนักแน่นและแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังลง ในเบื้องหน้านั้น มีเพียงอสูรร่างยักษ์สวมเกราะทองที่มีลวดลายของอัคคีลุกโชน ดวงตาเรืองรองดั่งเปลวไฟแห่งความโกรธเกรี้ยว
ราชายักษ์แห่งเปลวอัคคี— 'อันธกาสูร’
มันเหยียบยืนอยู่เหนือกองซากศพของศัตรู แขนทั้งสี่ข้างยกขึ้นพร้อมกันมือหนึ่งถือขวานยักษ์อาบเลือด อีกมือหนึ่งกำดาบยาวแสนคมมือที่เหลือปัดเศษเลือดออกจากใบหน้า พร้อมกับแสยะยิ้มเย้ยหยันแก่ผู้ที่ยังเหลือรอด
เสียงของมันแพร่คำรามกึกก้องกัมปนาท ทว่าไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์ที่อยู่ตรงนั้น...เหล่าผู้ถูกพิชิตมิใช่มนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว แต่เป็นเผ่าพันธุ์อสูรอื่น ๆที่เคยปกครองโลกนี้ต่างหาก โลกที่เรย์ไม่รู้ว่าเป็นที่แห่งใดโลกที่มนุษย์เป็นเพียงเศษฝุ่นของสงครามแห่งเทพอสูร
เขาสัมผัสได้ถึงภาพที่ตัดสลับกันอย่างบ้าคลั่งภาพของอสูรปีกดำสูงตระหง่านกรีดร้องโหยหวนเมื่อดาบของมหาราชาฟาดลงไป กระแสไฟสีแดงพลุ่งพล่านเผาผลาญร่างของมันจนกลายเป็นเถ้าธุลีต่อจากนั้นเป็นเผ่าอสูรอีกเผ่าที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดแต่พวกมันกลับถูกลำแสงเพลิงแผดเผาให้มอดไหม้เหลือเพียงเศษกระดูก
ราชายักษ์แสยะยิ้มขณะใช้แขนอีกข้างฉีกคอของผู้นำเผ่าออกจากบ่าเลือดสีดำสาดกระเซ็นราวกับสายฝนต้องสาป
จากนั้นฉากก็เปลี่ยนไป—
กลางท้องฟ้าแห่งสงคราม เหล่าอสูรปักษาประสานเสียงกู่ร้องดังกึกก้องฝูงปีศาจที่มีร่างเป็นครึ่งปักษาครึ่งอสูรบินวนเป็นวงกว้างเหนือสนามรบหัวหน้าของพวกมันใช้แส้สายฟ้าฟาดลงมายังพื้นโลก หวังจะบดขยี้ราชายักษ์ให้มอดไหม้ทว่าเพียงแค่ยกมือขึ้น เปลวเพลิงสีแดงดำก็ระเบิดออกมาพร้อมกับแส้สายฟ้าที่สลายกลายเป็นควันดำในอากาศ
ราชายักษ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ใช้แขนทั้งสี่จับร่างของผู้นำเผ่าอสูรปักษาก่อนจะบดขยี้มันให้แหลกเป็นชิ้น ๆ ท่ามกลางเสียงร้องแห่งความตายเสียงกรีดร้องของเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งเคยครอบครองท้องนภาแต่บัดนี้กลับเป็นเพียงเศษซากที่ลอยกระจัดกระจาย
สงครามอันบ้าคลั่งดำเนินต่อไปแต่เรย์ไม่อาจจับต้นชนปลายได้ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่ใดเขาไม่รู้ว่าดินแดนเหล่านี้อยู่ในมิติไหน ไม่รู้ว่าเผ่าพันธุ์เหล่านี้คือใครแต่ที่เขารู้คือ—
ราชายักษ์อันธกาสูรคือผู้ที่พิชิตทุกสิ่งในโลกแห่งนี้!
ภาพแห่งความบ้าคลั่งดำเนินไปเรื่อย ๆเสียงกรีดร้องของเผ่าพันธุ์ที่พินาศยังคงดังก้องอยู่ในจิตใจเรย์ จนกระทั่งภาพแห่งสงครามก็พลันจางหายไปเหลือไว้เพียงภาพของราชายักษ์ที่คุกเข่าอยู่กลางโถงหินสีดำ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามที่ต่อเนื่องยาวนานในอ้อมแขน… มีร่างของสตรีมนุษย์ผู้หนึ่งนอนแน่นิ่ง
เธอคือสิ่งเดียวที่มันปรารถนาจะปกป้อง แต่บัดนี้ร่างของเธอกลับเย็นเฉียบและไร้ซึ่งลมหายใจมือของราชายักษ์สั่นไหวขณะกอดร่างนั้นแนบแน่น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนน้ำตาสีแดงสดไหลอาบแก้ม ก่อนที่เสียงกู่ร้องอันโศกเศร้าจะสะท้อนไปทั่วทั้งห้องโถง
เสียงของมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจอธิบายได้ก่อนที่เงาดำมหาศาลจะปกคลุมทุกสิ่ง ราชายักษ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงเข้มมันจ้องมองมายังเขา เสียงคำรามสุดท้ายของมันดังก้องไปทั่วทั้งจิตสำนึก
'เลิกดูความทรงจำของผู้อื่นได้แล้วเจ้ามนุษย์!โทษฐานที่ได้เห็นในสิ่งที่ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็น เจ้าจงไปสำนึกเสียใจในยมโลกซะ!'
มันเป็นภาษาพูดที่เขาไม่เคยได้ยิน แต่ก็เข้าใจความหมายของมันได้
—ปัง!—
ทันใดนั้นเอง ร่างของเรย์ก็เหมือนถูกดีดหลุดลอยออกมาจากสถานที่แห่งหนึ่งลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเสียงกรีดร้องในสนามรบและเสียงโหยหวนของราชายักษ์ยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขาความรู้สึกของความสูญเสียอันลึกซึ้งที่ไม่ใช่ของเขาเองกลับฝังแน่นอยู่ในจิตใจจนยากจะสลัดออก
'นี่มัน… อะไรกันแน่...?'
เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ที่สังหารราชายักษ์...
แต่เขากำลังถูกกลืนไปกับอดีตของอีกฝ่ายทีละน้อย...
พลานี้จู่ ๆ เขาก็สูญเสียกรอบความคิดด้านเวลาไม่รู้เวลาล่วงเลยผ่านไปนานเพียงใด แต่คล้ายกับว่าเป็นเพียงชั่วพริบตา
ในความมืดมิด เศษชิ้นส่วนของโลกเริ่มรวมตัวขึ้นมาใหม่เศษชิ้นส่วนที่ไม่รู้ว่ามาจากที่แห่งใดนั้นก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างอาคารที่ดูคุ้นตา
“ที่นี่คือ...”
ตอนแรกเขาเตรียมตัวเตรียมใจแล้วที่จะตกสู่วังวนของการต่อสู้เพื่อดูดซับจิตสำนึกของราชาทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นดั่งที่คิด
สภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเรย์ค่อย ๆ ก้าวเดินไปชิดริมรั้ว ก้มหน้าลงดูโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดงในสนามที่หลังคาเปิดโล่ง ไม่มีนักเรียนอยู่แม้แต่คนเดียวเงาของโกลฟุตบอลที่ตั้งโดดเด่นทอดตัวยาวไปบนสนามอีกฟากหนึ่ง

ไกล ๆคือห้องสมุดกระจกใสที่มีชั้นหนังสือตั้งเรียงรายเป็นแถวยาวพวกมันทั้งหมดถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมจนเปล่งประกายเป็นสีทอง
ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นเขาล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดีและที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้ย่อมต้องเป็นชั้นดาดฟ้าของอาคารเรียนอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วก็เป็นสถานที่ที่เขากับเพื่อน ๆ มักจะมารวมตัวกันอยู่เสมอมันมีความทรงจำของช่วงเวลาดั่งกล่าวสถิตอยู่มากมาย
เขากลับมาที่ตรงนี้ ยืนอยู่เงียบ ๆราวกับกำลังยกย่องการดำรงอยู่ของบางสิ่ง และกำลังจัดการกับจิตใจของตัวเอง
“—เรย์”
เสียงเรียกอันแหบแห้งแผ่วเบาแฝงไว้ด้วยความเศร้าดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
เขารีบหันกลับไปอย่างตะลึงพบว่ามีกลุ่มนักเรียนมากมายในชุดยูนิฟอร์มอันคุ้นตามายืนเรียงรายอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งหมดสวมหน้ากากสีขาวโพลนที่แต้มจุดสีแดงเป็นสัญลักษณ์รูปตัวแทนใบหน้าอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์
และชายสองหญิงหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าแถว...เพียงแค่เห็นรูปร่าง เขานั้นจดจำได้ไม่เคยลืมแม้ว่าใบหน้าของทั้งสามจะอยู่ภายใต้หน้ากากนั่น
“เป็นเพราะนายทั้งหมดเป็นความผิดของนาย”
“ทำไมนายถึงรอดอยู่คนเดียวล่ะ”
“นายปล่อยให้ฉันตาย”
เสียงของพวกเขาผสมกันปนเปจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนพูด
“ถ้าอยากได้รับการให้อภัยละก็มาอยู่กับพวกเราสิก้าวเข้ามาหาพวกเรา”
“การมีชีวิตอยู่มันเจ็บปวดนะเรย์”
เด็กสาวคนหนึ่งที่เขาคุ้นเคยภายใต้หน้ากากที่แสดงรูปอารมณ์เศร้าเดินเข้ามาใกล้ เธอยื่นมือที่เปื้อนเลือดมาสัมผัสยังแก้มของเขา
“มันไม่มีอะไรพิเศษทั้งนั้นเมื่อเราได้เกิดขึ้นมาไม่มีสักอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมันมีเพียงแต่ความตายเท่านั้นไม่มีอะไรอื่น ในจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ ในโลกที่เรากำลังมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตเกิดขึ้นมาในมุมใดมุมหนึ่งของโลกใบนี้มันไม่ต่างอะไรกับจุดเล็ก ๆ แสงกะพริบที่หายไปในระยะเวลาสั้น ๆความตายมันเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นแล้วเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมกันล่ะ”
เรย์ยิ้มออกมาอย่างขมขื่นจับมือที่สัมผัสอยู่ข้างแก้มอย่างเบามือ กลัวว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าจะหายไป
"...ฉันอาจยังยึดติดอยู่จริง ๆก็ได้"
เขาพูดออกไปราวกับเสียงกระซิบไม่อยากให้สิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา
คนตายคืออดีตคือเศษซากแห่งอดีตที่ไม่สามารถทำอะไรให้ได้นอกจากอาลัยต่อร่างไร้วิญญาณ
การมองไปยังอนาคตทั้งยังถูกคนตายเหนี่ยวรั้งคงยากลำบากแสนสาหัสแน่ทีเดียว
เรย์ไม่พยายามจมดิ่งไปกับมันแม้จะรู้ว่านี่ไม่ใช่ความจริง แต่คราวนี้มันไม่ง่าย
จู่ ๆเลือดสีแดงฉานก็ไหลออกมาภายใต้หน้ากากของทุกคน มันกระจายไปทั่วพื้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่นานทุกอย่างบนดาดฟ้าได้ถูกย้อมเป็นสีแดงราวกับเขายืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือด
พื้นใต้เท้าค่อย ๆจมลงเหมือนกับโคลน ดูดเขาลงไปอย่างช้า ๆแม้จะพยายามขัดขืนเพียงใดก็ไม่อาจขยับตัวได้อย่างที่ต้องการ จมลงสู่ใต้ห้วงทะเลสีเลือดอันไร้ก้นบึ้งมีศพและเศษชิ้นส่วนมนุษย์ลอยกระจัดกระจายใต้ผืนน้ำสีแดง
เรย์สิ้นเรี่ยวแรงเสมือนจิตสำนึกกำลังจมลงไปยังก้นมหาสมุทรปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับคลื่นทะเลเลือดแห่งความทรงจำหวนคิดถึงอดีตที่ย้อนกลับไปไม่ได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ภายใต้อนธการคล้ายจะมีมืออันดำมืดนับไม่ถ้วนฉุดเขาลงไปอย่างไม่จบไม่สิ้น
เรย์เห็นภาพฉากในอดีตต่าง ๆ ปะติดปะต่อบ้างไม่ปะติดปะต่อบ้าง มันเป็นส่วนที่เขาไม่เคยพบเห็นราวกับเป็นเรื่องราวของคนอื่นเสียงเจ็บปวดทรมาน เสียงร้องโหยหวน เสียงคร่ำครวญไม่หยุดหย่อนดังสะท้อนออกมา
ในเศษเสี้ยวชิ้นส่วนแห่งเงาอดีตที่กำลังทับซ้อนกันนั่นคือภาพของบ้านที่เขาเคยอยู่อาศัย
วันนั้นฝนตก ที่หน้าต่างมีน้ำหยดติ๋ง ๆ
ปกติเวลาแบบนี้พ่อจะกลับมาจากที่ทำงานตรงเข้ามายังห้องรับแขกในบ้าน แล้วกดเปิดเครื่องเสียงวินเทจสุดโปรดที่ใส่แผ่นเพลง ‘O Sole Mio’ ของ Pavarotti เอาไว้จากนั้นก็จะนั่งลงตรงโซฟากับแม่พูดคุยหัวเราะกัน
ส่วนตัวเขากับน้องสาวชอบสายฝนจึงมักกางร่มคันใหม่วิ่งออกไปเล่นอย่างเริงร่า
แต่ชั่วพริบตาต่อมา ภาพสายฝนพลันแตกสลาย
ร่มแสนสวยคันเล็กกลับกลายเป็นร่มเก่า ๆ
ภาพบ้านอันแสนอบอุ่นถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด
จากนั้นฉากก็เปลี่ยนเป็นตัวเขาที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องๆ หนึ่ง
เมื่อมือขยับลูกบิดเปิดเข้าไปก็เห็นเป็นภาพของคนที่รัก นอนทับถมรวมกันเป็นกองพะเนินสภาพร่างบิดเบี้ยวชวนอาเจียน
‘มาสิ... มาอยู่กับพวกเรา’
จากนั้นพื้นใต้เท้าก็ดูดเขาลงไปยังห้วงลึกอีกครั้ง
—ไม่อยากตาย
—ไม่อยากตาย
—ไม่อยากตาย
นั่นคือความเกลียดชัง นั่นคือความหวาดกลัว
นั่นคือการดูถูก นั่นคือการสำนึกเสียใจ
นั่นคือความอิจฉา นั่นคือความเวทนา
นั่นคือความโกรธ นั่นคือการรู้แจ้ง
นั่นคือความชิงชัง นั่นคือความเสียดาย
นั่นคือความสิ้นหวัง ดังนั้น... นั่นจึงเป็นความว่างเปล่า
เสียงก้องดังออกมาจากส่วนลึกของความมืดที่อารมณ์ทั้งหลายปะทุจนขีดสุด
เสียงที่เป็นดั่งคำสาปแช่งให้แก่ผู้ฟังพากันหลั่งไหลเข้ามา เปรียบเสมือนคมดาบ ฉีกกระชากความคิด แผดเผาจิตใจสำนึกรับรู้เริ่มถูกบดขยี้ ภาระหนักหน่วงกดทับเกินพิกัดประสาทสัมผัสทั้งมวลรางเลือนอย่างรวดเร็วท่ามกลางทัศนวิสัยอันตีบตันและสติสัมปชัญญะที่ถูกทาทับด้วยสีเลือดพลันนั้นเองกลับมีมือที่เปล่งประกายสีขาวหลายข้างฉุดรั้งดึงตัวเขาออกจากก้นบึ้งอันไร้ที่สิ้นสุด
“นายไม่ควรก้าวข้ามมาที่โลกฝั่งนี้บ่อยๆ นะ เสียงเพรียกของผู้วายชนนท์จะทำให้นายไม่ได้กลับไปอีกรู้ไหม...”
“นั่นสิอย่ารับฟังเสียงจากพวกนั้นมากนักเลย นายเป็นคนที่ยืนตรงกลางระหว่างสองเขตแดน หัดระวังตัวบ้างสิเพื่อน…นายก็รู้ว่าพวกฉันไม่มีทางพูดอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว”
“ฮารุโตะ... เคนจิ...”
เขากระซิบตอบรับเสียงที่คุ้นเคยอย่างแผ่วเบา
“แสงอันอบอุ่นในวันที่หนาวเหน็บจะคอยส่องประกาย เปิดทางให้นะเรย์”
“ชิโฮะ...”
—ท่ามกลางแสงสีขาวที่ส่องประกายโลกสีขาวโอบล้อมเรย์ ท่ามกลางที่ว่างซึ่งปิดกั้นด้วยหมอกขาวหนาทึบทิวทัศน์โดยรอบเริ่มบิดเบี้ยวทั้งดูแปลกตาและคุ้นเคย เขาได้กลับขึ้นมายืนบนดาดฟ้าอาคารเรียนอีกครั้งท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม

“—ไฮ!”
สายลมที่พัดผ่านในวันนั้นด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์แจ่มชัดของเธอยังคงเหมือนเดิม เขาไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ เมื่อร่างทั้งสามปรากฏขึ้นเขาไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้อีกแล้ว
“พวกนาย...”
สิ่งที่ต้องการพูดติดอยู่ในลำคอและพยายามประกอบกันเป็นคำพูด ครั้งนี้พวกเขาไม่มีหน้ากากปิดบังอีกแล้วร่างที่อยู่ตรงหน้าดูคุ้นเคยเหมือนวันวาน ราวกับทุกคนไม่เคยจากไปไหนพวกพ้องที่เขาไม่อาจเอื้อมมือไปถึงได้อีกแล้ว
“วิวทิวทัศน์แบบนี้น่าจดจำดีใช่ไหมล่ะ เหมือนเมื่อก่อนเลยเนอะ”
น้ำเสียงของชิโฮะยังคงสดใสร่าเริงเหมือนวันวาน
“...อืม”
“พวกเราได้ไปยังที่ต่างๆ และสร้างความทรงจำมากมาย มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะไปหมด”
“ใช่แล้ว… มันเกิดขึ้นเยอะมากเลยจริง ๆ”
เขากล่าวกับชิโฮะด้วยเสียงสั่นเครือ
“พวกฉันปรากฏตัวขึ้นมากะทันหันเกินไปใช่ไหม”
เธอถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทว่าเขาได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ เม้มปากอย่างสะกดกลั้นอารมณ์
“’งั้นก็ดี... เธอเปลี่ยนไปมากเลยนะเรย์”
“แต่ทั้งสามคน...ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”
“งั้นเหรอฟังแล้วดีใจจังเลยแฮะ”
ชิโฮะผลิยิ้มอันงดงามจนตาหยี่ทว่าเขากลับไม่อาจฝืนยิ้มตอบเธอได้
“พอกลับมาที่นี่ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวมากมายเลยบางครั้ง... ฉันมักคิดอยู่เสมอว่าทำให้ทุกคนผิดหวังหรือเปล่า”
เขาส่งคำถามที่มักคิดวนเวียนอยู่ในหัวตลอดมา
"เฮ้! พอได้แล้วมั้งเพื่อน ยกโทษให้ตัวเองซะทีเถอะ ความทรงจำก็เป็นแค่อดีตที่ตามหลอกหลอนสร้างขึ้นจากข้อมูลซ้ำซาก น่าเสียดายนะที่เรื่องราวของพวกเราได้จบลงไปแล้ว คนที่อยู่ในอดีต ก็ต้องปล่อยให้เป็นอดีตไป"
เคนจิขยิบตาให้กับเขา และแสดงรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์เหมือนเมื่อก่อน
“เคนจิพูดถูก นายต่างจากพวกเรา นายยังต้องก้าวไปข้างหน้า จงมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองการเดินทางของนายยังอีกยาวไกล แต่พวกฉันสิ้นสุดลงแล้วไม่สามารถเดินเคียงข้างนายได้อีก”
ฮารุโตะเห็นด้วยกับเคนจิก่อนจะทำท่าเสยผมเห่ย ๆ นั่นแล้วกล่าวต่อว่า
“มัวแต่อมทุกข์ชีวิตก็มีแต่เสียเปล่า...ถ้าไม่ว่ายังไงก็ยังจะรู้สึกผิดให้ได้ละก็—นายจงใช้ชีวิตให้เต็มที่เผื่อในส่วนของพวกฉันเพราะชีวิตของนายต่อจากนี้จะต้องยาวนานจนนึกภาพไม่ออกเชียวล่ะ”
“—งั้นเหรอ”
“แล้วพวกฉันจะรอฟังเรื่องราวของเธอในตอนที่ได้พบกันอีกครั้งนะ”
ชิโฮะหัวเราะคิกคัก
“…”
“นายไม่ต้องทำแบบนั้นอีกแล้วนายไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีใครกล่าวโทษนายสักหน่อยเพราะงั้นเลิกก้าวเดินโดยแบกกางเขนที่ไม่มีจริงบนหลังได้แล้ว...จากนี้ไปนี่คือเส้นทางของนาย—”
เคนจิกล่าวก่อนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของเขา อีกฝ่ายจึงกลั้วหัวเราะออกมาและมองไปยังประตูบานหนึ่งซึ่งปรากฏขึ้น
“เป็นอะไรไปถ้ายังไม่รีบไป เดี๋ยวจะไม่ทันจริง ๆ แล้วนะ พวกฉันจะเดินไปส่งนายเอง เพราะงั้นเราค่อย ๆ เดินไปด้วยทีละก้าว ทีละก้าว เหมือนเมื่อก่อนกันเถอะ”
“...พอออกจากประตูบานนั้นทั้งหมดนี่จะหายไปใช่ไหม”
เรย์ถาม...ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เอ...ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ก็น่าจะแบบนั้นแหละ”
ฮารุโตะกล่าวอย่างทีเล่นทีจริงพวกเขาต่างมองหน้ากันโดยไม่ได้พูดอะไรมีเพียงเวลาเท่านั้นที่เริ่มเดินอีกครั้งอย่างช้า ๆ
“ฉันรู้...ฉันรู้ว่าในเวลาแบบนี้ควรบอกลาด้วยรอยยิ้มและเดินออกจากประตูบานนั้นด้วยความเข้มแข็ง...ฉันรู้ว่านี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำและเมื่อถึงเวลาที่ฉันควรกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริง...แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า... ตราบใดที่ฉันไม่ก้าวผ่านประตูบานนั้นไปเวลาก็จะหยุดนิ่ง และช่วงเวลานี้จะคงอยู่ตลอดไปหรือเปล่านี่เป็นความฝันซึ่งสุดท้ายแล้วฉันต้องตื่นขึ้นฉันรู้ดี”
เรย์แสดงความอ่อนแอที่กักเก็บไว้ในใจออกมาอย่างเต็มที่เขาหลับตาจินตนาการถึงชีวิตที่ทุกคนยังอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อลืมตามองความเป็นจริงก็ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิพวก ยังไงพวกเราจะอยู่เคียงข้างนายในใจเสมอถือซะว่านี่เป็นแค่ความฝัน เมื่อตื่นจากความฝันทุกคนก็ต้องก้าวต่อไปอย่ากลัวที่จะบอกลา การบอกลาอดีตคือการก้าวไปสู่อนาคต... ดูสิ—รอยเท้าที่พวกเราสร้างไว้ ไม่ว่าเมื่อไหร่มันก็จะอยู่ที่นี่”
เคนจิวางมือลงบนบ่าของเรย์อย่างให้กำลังใจความอบอุ่นในฝ่ามือนี้แผ่ซ่านมาถึงใจเขา
“ครั้งนี้...เราก็ต้องแยกจากกันอีกแล้วเหรอ”
“เอาล่ะ... ฉันรู้แล้วเธอไม่อยากไปจากพวกฉันสินะ ฉันเองก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่ไม่เป็นไรหรอกเธอแบกรับทุกอย่างของพวกฉันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”
ชิโฮะเอียงคอใช้นิ้วแตะแก้มของเขาอย่างน่ารักรอยยิ้มของเธอยังคงประทับอยู่ในความทรงจำเสมอมา
“แน่อยู่แล้วว่ารอยยิ้มมันเหมาะกับความทรงจำมากกว่าน้ำตาหากเธอมัวแต่ร่ำไห้เพราะพลาดการได้เห็นดวงตะวันน้ำตาจะทำให้เธอมองไม่เห็นดวงดาวไปด้วย”
“นี่มัน...บทกวีของฐากุรงั้นเหรอ… ช่างไม่เข้ากับเธอจริง ๆ เลยนะ”
เรย์แค่นยิ้มกล่าวหัวใจที่แขวนไว้ของเขา ในที่สุดก็วางลงจนได้
“ฮิฮิ ใช่ไหมล่ะ— อ๊ะ...หรือเธอคิดว่าถ้าปล่อยให้ยื้อกันอยู่แบบนี้ ก็จะคุยกับพวกฉันต่อไปได้เรื่อย ๆ ...ไม่ดีเลยนะ”
“ทีแรกฉันนึกว่า...ตัวเองจะมีเรื่องให้พูดมากมายเสียอีก”
เรย์ยิ้มขื่นทั้งที่เขาโหยหาการพบกันอีกครั้งมาโดยตลอด... ทว่าความรู้สึกที่สะท้อนออกมานั้นราวกับพวกเขาไม่เคยแยกจากกันอย่างแท้จริง
เด็กสาวยึดตัวตรงก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“ไม่เป็นไรนะเรย์เวลาที่เธอไม่อยากก้าวไปข้างหน้าก็ให้หยุดพัก แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวเธอมองกลับไปข้างหลัง แล้วเธอจะเห็นว่าพวกเราอยู่ตรงนี้เสมอในส่วนลึกของความทรงจำความโศกเศร้าจะไม่หายไป แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่พวกเราเคยมีด้วยกันจะอยู่ในใจตลอดไปนี่แหละคือความเป็นนิรันดร์อันงดงาม ว่าไหม?”
ความรู้สึกของพวกเขาสื่อมาถึงทั้งที่ความจริงอยากเดินไปข้างหน้า—แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาเขาได้แต่เตร็ดเตร่อยู่ในที่แห่งเดิม
“ฉันดีใจนะที่ได้เห็นพวกนายทุกคนอีกครั้ง”
ถึงเราจะได้พบกันไม่กี่นาทีแต่สำหรับเขาแล้ว... ห้วงเวลานี้ได้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าจะไม่มีสิ่งใดที่มาทดแทนช่วงเวลานี้ได้เลย
“ฮิฮิ— ขอบใจนะพวกฉันจะไม่ลืมเหมือนกัน สุดท้ายนี้— ลาก่อนนะเรย์”
เขาจับใจความของความหมายของคำว่า ‘สุดท้าย’ นี้ได้ เรย์ผุดยิ้มอย่างเงียบงันทว่าชัดเจนเขายังมีสิ่งที่อยากจะพูดอีกมากมาย แต่ก็รู้สึกว่ามันติดอยู่ที่ริมฝีปากไม่รู้ว่าจะเอ่ยมันออกมาอย่างไรดี
แต่ด้วยเหตุนี้—เขาตัดสินใจว่าครั้งนี้จะเก็บรักษารอยยิ้มของทุกคนนี้ไว้ในความทรงจำให้ถึงที่สุด
“กลับไปได้แล้วนะไอ้เพื่อนยาก”
กลุ่มแสงปรากฏออกมาตรงหน้าอีกครั้ง
ความท้าทายที่ไม่รู้จักและโชคชะตาที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้เคลื่อนไหวอยู่นอกประตูนานแล้ว
ก็เหมือนกับครั้งที่แล้ว—เมื่อออกจากที่นี่ เวลาของเขาจะเริ่มเดินวนอีกครั้ง
‘จริงสินะฉันเองยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ... โลกฝั่งนั้นยังมีคนที่รอคอยเขาอยู่คงถึงเวลาต้องบอกลากันแล้ว’
น้ำตาเอ่อล้นก่อนไหลออกมาเป็นทางเป็นน้ำตาที่รู้สึกอบอุ่นและเศร้าสร้อย ริมฝีปากขยับยิ้มขมขื่นแต่ก็ยังฝืนยิ้มให้ทุกคนได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อตอบรับสิ่งที่พวกเขาฝากเอาไว้ เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป
อยากถ่ายทอดคำที่ล้ำค่ายิ่งกว่าคำว่าลาก่อนแม้จะธรรมดาแต่ก็พิเศษ
“ในความทรงจำอันงดงามเหล่านั้นจะมีทุกคนอยู่เสมอลาก่อน—”
ทุกเรื่องราวย่อมมีจุดจบแต่ความทรงจำและความรู้สึกที่ทิ้งเอาไว้จะไม่หายไป มันจะกลายเป็นกุญแจของผู้สืบทอดเพื่อให้ถูกจดจำ... จากนั้นก็จะเชื่อมโยงไปสู่อนาคตและคงอยู่ตลอดไป
ตัวเขานั้นได้คะนึงคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้จงมุ่งหน้าไป ดวงตะวันสาดส่องแสง ดวงหน้าแย้มยิ้มพร่างพราว
สายใยผูกพันล้ำค่า มิลบเลือนเหือดหาย
เมื่อยามเพื่อนเก่าต้องจากกันไกลเขาอยากให้ทุกคนจำชื่อเขาได้หรือไม่ เมื่อวันเก่า ๆ กำลังจะผ่านพ้นไปหัวใจของทุกคนจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่า เราไม่อาจหยุดวันเวลาได้ทำได้เพียงทิ้งร่องรอยไว้ข้างหลัง เพราะเส้นทางข้างหน้ายังอีกไกล แสนไกล
มีคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้เล่าเรื่องราวคอยแต่งแต้มแสงแดดและสายฝน
ในที่สุดคนเราก็จะเติบโตขึ้นใช้ทั้งชีวิตสัมผัสความรักและเจ็บปวด
หากการบอกลามันยากเกินจะเอื้อนเอ่ยออกไป
ก็ให้มันขับออกมาเป็นท่วงทำนอง
ขอให้พวกเขาผู้เป็นความงดงามของโลกและเปล่งประกายตลอดไป