[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม

    บทที่ 13 เด็กน้อยน้ำตาคลอ (รีไรต์)

    บทที่ 13 เด็กน้อยน้ำตาคลอ (รีไรต์)

             

            “...”

             

            เมิ่งว่านถังถึงกับพูดไม่ออก เธอจิ้มหน้าผากของโกวเซิงเบา ๆ แล้วพูดว่า “บอกแล้วไงว่าแม่ไม่ใช่แม่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้ก็ห้ามมองแม่ด้วยสายตาแบบเดิมอีก เข้าใจไหม?”

             

            “ก็ยังดุเหมือนเดิมนั่นแหละ”

             

            โกวเซิงพึมพำเบา ๆ

             

            เมิ่งว่านถังหรี่ตามองกลับไป “พูดว่าอะไรนะ?”

             

            “ปะ… เปล่าครับ” โกวเซิงถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่แสดงอาการประหม่าแม้แต่น้อย “ผมขอไปดูน้องก่อนนะ”

             

            มื้อเย็นจะให้กินแต่โจ๊กก็ไม่ได้

             

            ที่บ้านยังมีแป้งอยู่บ้าง เมิ่งว่านถังเองก็ไม่อยากทานเช่นกัน แต่ตอนนี้จะทำอย่างอื่นก็ไม่ทันแล้ว เธอจึงทำแป้งทอดหลาย ๆ ชั้นแทน

             

            น้ำมันที่บ้านเหลือไม่มาก

             

            เมิ่งว่านถังจึงใช้น้ำมันหมูทาลงไป ทำแป้งทอดสามชั้นใหญ่ ๆ แล้วหั่นเป็๲ชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในตะกร้า แล้วคลุมด้วยผ้าชั้นหนึ่ง

             

            เธอตักแกงเต้าหู้ปลาหนึ่งชาม แล้วกินกับโกวเซิงก่อน

             

            หลังจากกินข้าวเสร็จ เมิ่งว่านถังคิดว่าการทานแค่นี้คงไม่อิ่มท้อง อีกทั้งคนยุคนี้กินเนื้อน้อย แต่ทำงานหนัก การที่กินเค็มน้อยไปจะทำให้ไม่มีแรงทำงาน

             

            เธอจึงหยิบไข่ไก่สี่ฟองออกมา ทำไข่เจียวซอสหนึ่งชามใหญ่

             

            เพื่อให้อยู่รอดจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยังต้องให้ลู่ชิงเหยี่ยช่วยปลูกข้าวฟ่างที่สวนหลังบ้าน ก็ควรให้เขากินอะไรดี ๆ บ้าง จะให้ม้าวิ่งแต่ไม่ให้หญ้าม้ากินก็ไม่ได้

             

            “ลู่ซุ่ยเหอ อยากกินไข่เจียวซอสไหม อาจจะเค็มไปหน่อย แต่ลูกกินน้อย ๆ หน่อยนะ ที่เหลือค่อยเอาไว้กินกับบะหมี่พรุ่งนี้เช้า ตกลงไหม?”

             

            เมิ่งว่านถังยกไข่เจียวซอสที่ทำเสร็จแล้วเข้ามา โกวเซิงยังกินข้าวไม่หมด พอเห็นไข่เจียวซอสก็ตาเป็๲ประกาย

             

            “แม่จะไปสถานีอนามัย แล้วให้พ่อของลูกกลับมากินข้าวที่บ้าน พอพ่อกลับมา ลูกก็ตักกับข้าวในหม้อให้พ่อด้วยนะ”

             

            พูดจบ เมิ่งว่านถังก็เอาโจ๊กที่แยกใส่กล่องข้าวไว้แล้วใส่ในถุงผ้า ใส่ไข่เจียวซอสหนึ่งช้อนและผักดองเค็มอีกหน่อย

             

            “ครับ”

             

            “อย่าลืมล็อกประตูให้เรียบร้อยด้วยนะ”

             

            “ครับ”

             

            โกวเซิงเดินตามมาหน้าบ้าน ล็อกประตูให้เรียบร้อย แล้วกลับไปกินข้าวต่อ

             

            เมิ่งว่านถังเดินไปทางสถานีอนามัย

             

            ยามค่ำคืน หมู่บ้านเงียบสงัด มีเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นเป็๲ครั้งคราว

             

            ทั้งยังมีนกบินผ่านไปมา ถ้ามีอีกาส่งเสียงร้องอีก เธอคงไม่กล้าเดินต่อแล้ว

             

            “ความมั่งคั่ง ประชาธิปไตย อารยธรรม ความสามัคคี เสรีภาพ...”

             

            เมิ่งว่านถังถือไฟฉาย ไม่กล้าหันหลังกลับ ปากก็พึมพำไม่หยุด

             

            โชคดีที่ใช้เวลาเดินเพียงสิบนาทีเท่านั้น

             

            เมื่อมาถึงหน้าสถานีอนามัย เมิ่งว่านถังก็รีบเดินเข้าไปข้างใน เมื่อมาถึงประตูห้องผู้ป่วยห้องแรก เธอก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากข้างใน “พี่ชิงเหยี่ย เย็นนี้พี่ก็ยังไม่ได้กินข้าว แถมผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มาส่งข้าวให้ แสดงว่าในใจของเธอไม่มีพี่กับลูกเลย”

             

            “ถ้าเธอเป็๲ห่วงพี่ชิงเหยี่ยของเธอขนาดนั้น ทำไมไม่เอาข้าวมาส่งให้เขาเองล่ะ?”

             

            เมิ่งว่านถังเดินเข้าไป ยิ้มเยาะให้พยาบาล วางกล่องข้าวไว้บนโต๊ะ ไม่แม้แต่จะชายตามองลู่ชิงเหยี่ย ใบหน้าบึ้งตึงจนหยาดน้ำแข็ง

             

            โกวต้านยังไม่ตื่น

             

            เมิ่งว่านถังยกมือขึ้นแตะหน้าผากของลูกชายตัวน้อย คาดว่าคงจะฉีดยาลดไข้แล้ว ตอนนี้ไข้ลดลงไปบ้าง แต่สีหน้ายังไม่ค่อยดีนัก

             

            พลางแอบจับชีพจรของลูกชายอย่างเงียบ ๆ

             

            รอสักพักให้ลูกชายตื่น ให้กินโจ๊กสักหน่อยเพื่อเติมพลัง แล้วดื่มน้ำตาลแดงอีกหน่อย พรุ่งนี้อาการก็น่าจะดีขึ้น

             

            “ฉันก็เอามาให้แล้ว แต่เขาไม่ยอมกินเองนี่!” ถังฮุ่ยฟางเห็นเมิ่งว่านถังเข้ามา ดวงตาทั้งสองข้างลุกเป็๲ไฟ

             

            เมิ่งว่านถังชี้ไปที่ประตูอย่างไม่ไว้หน้า พูดว่า “รีบออกไปซะ อย่าให้ฉันต้องไล่เธอออกไป”

             

            “นี่มันสถานีอนามัย อีกอย่างฉันก็เป็๲พยาบาล” ถังฮุ่ยฟางกัดฟันพูด

             

            “แล้วยังไงล่ะ?” เมิ่งว่านถังพูดด้วยสีหน้ารังเกียจ “ฉันไม่อยากให้ลูกชายของฉันต้องมาเจอกับพยาบาลโง่ ๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยแบบเธอ”

             

            แววตาเ๾็๲๰าของเธอแสดงออกอย่างชัดเจนสองคำ “ออกไป”

             

            ถังฮุ่ยฟางโกรธจนตาแดงก่ำ

             

            “อะไร? ฉันพูดผิดตรงไหน? พยาบาลที่ไม่รู้แม้แต่ความรู้พื้นฐานแบบนี้ รอให้ผู้บังคับบัญชาของคุณมาตรวจสอบก็แล้วกัน” เมิ่งว่านถังเชิดหน้าขึ้น เอ่ยปากพูดอย่างเ๾็๲๰าสามคำ “ไสหัวไป!”

             

            ถังฮุ่ยฟางโกรธจนน้ำตาไหลคลอเบ้า เธอยังมองไปที่ลู่ชิงเหยี่ย หวังว่าลู่ชิงเหยี่ยจะช่วยพูดให้ตัวเอง แต่ลู่ชิงเหยี่ยกลับไม่มองเธอแม้แต่น้อย หญิงสาวจึงได้แต่กัดริมฝีปากแน่น แล้วกระทืบเท้าเดินออกไป

             

            “ตอนนี้ถึงตาคุณแล้ว”

             

            เมิ่งว่านถังมาชำระบัญชีกับลู่ชิงเหยี่ยแล้ว

             

            ลู่ชิงเหยี่ยเงยหน้าขึ้น ไม่รอให้เธอถาม เขาอธิบายด้วยตัวเองว่า “ฉันไปดูแม่ก่อน แม่ให้พาแม่กลับมาแล้ว ตอนขากลับ บังเอิญเจอลุงรอง เราคุยกันสองสามประโยค ชุนเหมยก็วิ่งมาบอกว่าลูกตกลงไปในแม่น้ำ ฉันถึงได้รู้ว่าพวกเด็ก ๆ อยู่ที่ไหน”

             

            มองจากสีหน้าซีดเซียวของลู่ชิงเหยี่ยแล้ว ก็รู้ได้เลยว่าชีวิตที่บ้านของเขาคงจะไม่ราบรื่นนัก

             

            “ช่างเถอะ รีบกลับไปกินข้าวที่บ้านก่อน กินข้าวเสร็จแล้วค่อยมาเปลี่ยนกับฉัน”

             

            พูดจบ เมิ่งว่านถังก็หยิบกะละมังที่อยู่ใต้เตียงออกมา จากนั้นก็เดินออกไปตักน้ำเย็นแล้วผสมกับน้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวให้ลูก

             

            ลู่ชิงเหยี่ยจะเข้ามาช่วย แต่ถูกเมิ่งว่านถังหลบหลีก “รีบกลับบ้านไปเร็วสิ แล้วก็อย่าลืมดูไข้ให้เสี่ยวพ่างด้วย”

             

            “เสี่ยวพ่างก็ไม่สบายด้วยเหรอ?” ลู่ชิงเหยี่ยขมวดคิ้ว

             

            “อืม เขาตกลงไปในแม่น้ำ โกวต้านถึงได้ลงไปช่วย ไม่งั้นคงไม่ถูกน้ำพัดไปหรอก รอให้เด็กคนนี้ตื่นขึ้นมา คุณอย่าไปดุเขาล่ะ”

             

            เมิ่งว่านถังจ้องมองลู่ชิงเหยี่ยด้วยสายตาติเตือน แสดงท่าทางปกป้องลูกอย่างเต็มที่

             

            “ฉันจะไปดุลูกทำไม?”

             

            ลู่ชิงเหยี่ยถือกระติกน้ำร้อนเดินออกไป ไม่นานก็ต้มน้ำเสร็จ วางกระติกน้ำไว้ที่เดิม พูดกับเมิ่งว่านถังสักเล็กน้อย แล้วก็กลับบ้าน

             

            เมิ่งว่านถังเช็ดตัวให้โกวต้าน ร่างกายของเขาผอมจนเหมือนแค่มีหนังหุ้มกระดูกไว้

             

            เธอไม่กล้าเช็ดตัวให้โกวต้านแรง ๆ ด้วยซ้ำ

             

            ในบรรดาลูกชายทั้งสามคน คนโตนิ่งขรึมพูดน้อย แต่เป็๲คนละเอียดอ่อน ดูแลน้อง ๆ ทั้งสองคนเป็๲อย่างดี คนรองเป็๲เด็กฉลาดหลักแหลม พูดจาคล่องแคล่ว กล้าพูดกล้าแสดงออก ส่วนคนเล็กนั้นน่ารักน่าชัง ทั้งยังหน้าตาดี ผิวพรรณคล้ายกับนก้อนข้าวเหนียวน้อย ๆ

             

            แต่กลับถูกเ๽้าของร่างเดิมเลี้ยงดูจนกลายเป็๲เด็กโง่เขลาไปเสียนี่

             

            หลังจากเช็ดตัวให้ลูกเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าให้ แต่ใช้ผ้าห่มของสถานีอนามัยห่มทับท้องของลูกชายเอาไว้

             

            เมิ่งว่านถังไปตามหมออีกครั้ง หยิบปรอทวัดไข้มาวัดไข้ให้ลูก จากนั้นก็นั่งพักบนเก้าอี้

             

            โชคดีที่เ๽้าของร่างเดิมกินดีอยู่ ร่างกายจึงแข็งแรง

             

            ไม่อย่างนั้น หลังจากที่ว่ายน้ำกลับมาจากแม่น้ำ คงจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว

             

            ลู่ชิงเหยี่ยกลับมาหลังจากทานข้าวเสร็จ เห็นเมิ่งว่านถังนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ เขาก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ก้มตัวลงเตรียมจะอุ้มเธอ

             

            ทันใดนั้น เมิ่งว่านถังก็ลืมตาขึ้นมาพอดี มองเขาอย่างระแวง แล้วถามว่า “จะทำอะไร?”

             

            “จะพาเธอไปนอนที่อื่น” ลู่ชิงเหยี่ยเห็นว่าเธอตื่นแล้ว จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างรู้จักกาลเทศะ

             

            ท่าทางแบบนี้ กลับทำให้เมิ่งว่านถังไม่รู้จะพูดอะไร

             

            เธอลุกขึ้นยืน แล้วพูดว่า “ฉันกลับไปดูลูก ๆ ที่บ้านก่อน คุณอยู่เฝ้าโกวต้านที่นี่ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรแล้ว คุณก็พาลูกกลับบ้านได้เลย ฉันจะไม่เอามาส่งข้าวให้แล้ว”

             

            ลู่ชิงเหยี่ยพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หมอบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว เราสามารถอุ้มลูกกลับบ้านได้เลย”

             

            ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น โกวต้านก็ตื่นขึ้นมา

             

            เมื่อเห็นเมิ่งว่านถัง ดวงตาเต็มไปด้วยความออดอ้อน พลางเอ่ยด้วยเสียงแหบว่า “แม่”

             

            เด็กน้อยเสียงแหบแห้งเพราะมีไข้

             

            “หิวไหม? อยากดื่มน้ำไหม? รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?” เมิ่งว่านถังรีบนั่งลงข้างเตียงทันที ยื่นมือไป๼ั๬๶ั๼หน้าผากของลูก

             

            โกวต้านส่ายหน้า

             

            ริมฝีปากแห้งผาก ทั้งยังบอกว่าไม่กระหายน้ำอีก

             

            เมิ่งว่านถังเติมน้ำร้อนลงในน้ำตาลแดงที่เย็นแล้ว มาผสมน้ำร้อนอีกนิดให้โกวต้านดื่ม

             

            ปฏิกิริยาของโกวต้านตอนเห็นน้ำตาลแดง เหมือนกับโกวเซิงไม่มีผิดเพี้ยน

             

            เธอลูบหัวลูกชายด้วยความ๼ะเ๿ื๵๲ใจ “ดื่มเถอะ น้อง ๆ ดื่มกันหมดแล้ว เหลือแต่พี่ชายคนโตที่ยังไม่ได้ดื่ม”

             

            “จริงเหรอครับ?”

             

            โกวต้านไม่อยากจะเชื่อ

             

            “จริงสิ รีบดื่มเร็ว ดื่มเสร็จแล้วก็กินโจ๊กสักหน่อย แล้วแม่จะพากลับบ้าน” เมิ่งว่านถังหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมา แล้ววางไว้ข้าง ๆ โกวต้านอย่างเป็๲ธรรมชาติ

             

            โกวต้านดื่มน้ำตาลแดงพลางมองเสื้อผ้าชุดนั้น ดวงตาก็เริ่มแดงเล็กน้อย