ต่อตอนที่ 1
ข่าวคราวการกลับมาของหม่อมราชวงค์อทิตินันท์สร้างความปีติยินดีและปลาบปลื้มใจให้กับหม่อมสุพรรษาและหม่อมราชวงค์สิรินทิพย์เป็อย่างมากทั้งสองต่างรบเร้าให้หม่อมเ้าชวกร พาไปที่วังภานุภักมนตรีเพราะอยากพบเจอราชนิกุลหนุ่ม และหาทางรวบรัดให้ทั้งสองวังดองเป็ทองแผ่นเดียวกันภายในเร็ววัน
“สวัสดีค่ะหม่อมย่าหม่อมป้า ท่านลุง”
“จ๊ะหญิงพลอยไม่ได้เจอกันนานสบายดีหรือเปล่าลูก” หม่อมนิลุบลกล่าวทักทายหญิงสาวก่อนจะหันไปมองหลานชายของตน ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขกของวัง
“สวัสดีครับท่านอาหม่อมอา” ราชนิกุลหนุ่มกล่าวทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองท่านก่อนจะมองไปยังหม่อมราชวงค์สิรินทิพย์แล้วกล่าวทักทายเ้าหล่อนพร้อมกับยิ้มให้
“สวัสดีครับหญิงพลอย”
“สวัสดีค่ะพี่ชายพีร์”
“อ๋อผมมีของมาฝากท่านอากับหม่อมอาและหญิงพลอยด้วยนะครับกะว่ามะรืนนี้จะไปหาที่วัง”
“ขอบใจมากชายพีร์ที่จริงไม่ต้องมีของฝากก็ได้ แค่หลานกลับมาอย่างปลอดภัยพวกเราก็ดีใจแล้ว”หม่อมเ้าชวกรบอกกล่าวกับราชนิกุลหนุ่ม
“แล้วชายพีร์จะเริ่มไปช่วยงานที่บริษัทวันไหนเหรอ”หม่อมสุพรรษาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ เพราะตนเตรียมแผนการเอาไว้แล้ว ว่าจะร้องขอให้หม่อมราชวงค์สิรินทิพย์เข้าไปเรียนรู้งานด้วยและให้หม่อมราชวงค์อทิตินันท์เป็พี่เลี้ยงคอยสอนงาน เพื่อที่ทั้งสองจะได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
“ผมขอพักผ่อนและก็ปรับเวลาให้กับตัวเองสักสองสัปดาห์ครับแล้วค่อยเข้าไปดูงานช่วยท่านพ่อ”
“ดีจังงั้นอากับท่านชายกรขอฝากหญิงพลอยเข้าไปเรียนรู้งานกับชายพีร์ด้วยจะได้หรือเปล่า” หม่อมสุพรรณษาถามแบบมัดมือชกทำให้ราชนิกุลหนุ่มแทบจะยิ้มไม่ออกเมื่อได้ยินในสิ่งที่หม่อมสุพรรษาบอกเพราะนี่แหละคือปัญหาใหญ่สำหรับเขา
หม่อมราชวงค์สิรินทิพย์คิดกับเขาเช่นไรมีหรือเขาจะไม่รู้แต่ทว่าสำหรับเขาแล้วเขาเห็นเธอเป็เพียงน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นไม่เคยคิดเป็อย่างอื่น
“ก็แล้วแต่ท่านพ่อจะเห็นสมควรครับชายคงตัดสินใจอะไรไม่ได้”
หม่อมเ้าอติเทพมองหน้าผู้เป็บุตรชายทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของเขาเพราะไม่คิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะโยนการตัดสินใจในเื่นี้มาให้ตน
“เอาเป็ว่ารอให้ชายพีร์เข้าไปทำงานก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกันเื่นี้อีกทีนะหญิงพลอย” หม่อมเ้าอติเทพบอกกับราชนิกุลหญิงพร้อมกับยิ้มให้เ้าหล่อน เมื่อหาทางออกสำหรับเื่นี้ได้ก่อนจะมองหน้าหม่อมเ้าชวกร รุ่นน้องคนสนิทและเอ่ยชวนไปพูดคุยกันที่ห้องทำงานของตน
“เป็อย่างไรบ้างได้ข่าวคราวสามคนแม่ลูกนั่นหรือยัง”ถามออกไปอย่างนึกห่วงใย
“ยังเลยครับหม่อมแม่ไม่น่าใจร้ายกับราณีและหลานทั้งสองคนแบบนั้นเลย” บอกออกไปอย่างรู้สึกผิดเมื่อนึกถึงเื่ราวในอดีตที่ตนไม่สามารถปกป้องลูกเมียเอาไว้ได้ ทำให้คนทั้งสามต้องถูกขับไล่ออกจากวังและไม่รู้ตอนนี้ไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหน
“เื่นี้มันก็ผ่านมานานมากป่านนี้เด็กสองคนนั้นคงโตเป็หนุ่มเป็สาวกันหมดแล้ว”
“ครับชายนิวน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับชายพีร์ส่วนหญิงเนยน่าจะเป็พี่ชายพีร์สักสี่ปีได้กระมัง” บอกออกไปเสียงเศร้าและได้แต่แอบหวังว่าสักวันคงจะได้เจอกับบุคคลทั้งสาม
“เพราะชาติตระกูลที่ต่ำต้อย ทำให้ต้องถูกกีดกันแม้จะรักกันสักเพียงไหน แต่ก็ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ทั้งที่ความจริงสิ่งเ่าั้ไม่ได้สำคัญอะไรเลยมันอยู่ที่ใจคนสองคนต่างหาก”
“หากหม่อมแม่คิดได้เช่นนั้นก็ดีสิครับผมคิดถึงราณี คิดถึงหญิงเนยและชายนิว” บอกออกไปเสียงเศร้าและได้แต่หวังว่าบุคคลทั้งสามจะให้อภัยตน เพราะตอนที่คุณราณีจากไป นางเพิ่งคลอดลูกชายคนที่สองได้เพียงแค่แปดเดือนขณะที่นงค์นภัสบุตรสาวคนโตก็เพิ่งจะอายุเต็มสี่ขวบ
“อย่าเพิ่งท้อเลยสักวันคงมีโอกาสได้เจอกันเชื่อฉันสิ” บอกออกไปอย่างปลอบขวัญ พร้อมกับตบบ่าแกร่งของอีกฝ่ายเบา ๆก่อนจะพูดต่อ
“อย่างน้อยลูกหญิงกับลูกชายก็สมควรได้รับคำนำหน้าชื่อว่าหม่อมราชวงค์พร้อมกับนามสุกลเตชะวงค์วรากุล ส่วนราณีผมก็จะตั้งให้เธอเป็หม่อมของผมอย่างสมเกียรติ”
“ตั้งได้ยังไงในเมื่อ......” ยังไม่ทันที่หม่อมเ้าอติเทพจะได้ถาต่อจนจบหม่อมเ้าชวกรก็เอ่ยขึ้น
“ผมจะขอหย่ากับหม่อมสุพรรณษาครับเพราะทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ร่วมห้องกันนอนอยู่แล้วผมแยกห้องนอนกับเธอั้แ่เธอคลอดหญิงพลอย” บอกความจริงให้กับหม่อมเ้าอติเทพรับรู้
“แล้วหญิงพลอยล่ะ”
“ผมคงต้องพยายามอธิบายให้หญิงพลอยเข้าใจและได้แต่หวังว่าเธอจะเข้าใจ” ตอบพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความหนักอกก่อนจะพูดต่อ
“ครานั้นหากเสด็จพ่อยังไม่สิ้นพระชนม์เสียก่อนผมคงได้เสกสมรสกับราณี และได้แต่งตั้งเธอเป็หม่อมข้างกายแล้ว เพราะเสด็จพ่อทรงรักใคร่เอ็นดูบุคคลทั้งสามมากไม่เคยรักเกียจสักนิดว่าเป็เพียงสามัญชน แต่พอสิ้นเสด็จพ่อ หม่อมแม่ก็ไม่ฟังเหตุผลอะไรเลยนอกจากสร้างเื่ร่วมกับเพื่อนรักใส่ร้ายราณีจนทำให้เสด็จป้าทรงกริ้วและขับไล่ราณีออกจากวังพร้อมลูกทั้งสอง”
หม่อมเ้าอติเทพได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจแม้จะรู้สึกสงสารและเห็นใจ หากแต่ท่านก็ช่วยอะไรมากไม่ได้นอกจากคอยให้คนช่วยออกตามหาสามคนแม่ลูก ทั้งที่ข้อมูลในการตามหาก็มีเพียงน้อยนิด
นงค์นภัสได้แต่นั้งถอนหายใจรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ระหว่างช่วยผู้เป็มารดาแพคขนมตาลวางขายหน้าร้าน เพราะเธอคิดไม่ตกเื่ที่ธนาธิปจะย้ายเธอไปภูเก็ตด้วยกัน
“มีเื่ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าเนย”คุณราณีเอ่ยถามผู้เป็บุตรสาว หลังจากที่ลอบสังเกตดูอาการของเ้าหล่อนมานานพอสมควร
“นั่นสิพี่เนยเห็นนั่งถอนหายใจหลายรอบล่ะมีปัญหากับพี่โอมเหรอ” ทักษกรถามผู้เป็พี่สาวอย่างนึกห่วงใย หากเสนอความคิดเห็นได้เขาอยากบอกเหลือเกินว่าเลิกกันเถอะกับผู้ชายคนนี้เพราะอีกฝ่ายดูเผด็จการและไม่รับฟังความคิดเห็นของใครเลย
หากต้องแต่งงานกันไปพี่สาวของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนติดคุก ไม่มีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตหรือแม้กระทั่งความคิดก็ต้องถูกจำกัดไม่ให้แสดงความคิดเห็นหรือแย้งอะไร
“คือโอมเขาจะย้ายเนยไปภูเก็ตด้วยกันค่ะแม่”ตัดสินใจพูดให้ผู้เป็มารดาและน้องชายฟังในที่สุด
“แล้วเนยอยากไปหรือเปล่าล่ะลูก”
“ถ้าเนยไปแล้วใครจะอยู่ช่วยแม่ละคะ”ถามผู้เป็มารดาอย่างนึกห่วงใย
“อย่ามาอ้างว่าถ้าไปแล้วใครจะอยู่ช่วยแม่เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของพี่ หากพี่อยากไปผมกับแม่ก็จะไม่ห้ามงานแค่นี้ผมช่วยแม่ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”ทักษกรบอกออกไปด้วยความไม่ชอบใจสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องพยายามกักเก็บความรู้สึกเอาไว้ เพราะสุดท้ายแล้วพี่สาวของเขาก็ต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองเขาก็ทำได้เพียงแค่คอยดูแลอยู่ห่าง ๆก็เท่านั้น
“นั่นสินิวพูดถูกเนยไม่ต้องห่วงแม่หรอก เนยถามความ้าของตัวเองดีกว่าว่าอยากไปหรือไม่”
“เอาจริงๆ เนยก็ไม่อยากไปค่ะ แต่เนยไม่รู้จะปฏิเสธยังไง”
“ก็บอกไปตามจริงว่าไม่อยากไปหากเขาจะโกรธจนถึงขั้นขอเลิก ก็เลิกไปเลยคนแบบนี้ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้พี่คบั้แ่แรกอยู่แล้ว”ทักษกรบอกออกไปตามความรู้สึก
“ชั่งใจดูนะเนยหากคบกันไปแล้วลูกขาดอิสรภาพรู้สึกอึดอัดจนทำให้ไม่มีความสุข แม้จะเจ็บบ้างตอนที่ต้องเลิกรากันแต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยไว้ให้เป็แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นะลูก”คุณราณีบอกผู้เป็บุตรสาวอย่างให้เหตุผล
“ค่ะแม่”ตอบรับคำผู้เป็มารดาเสียงเบา มันก็จริงอย่างที่นางว่าตอนนี้เธอไม่มีความสุขเอาเสียเลยั้แ่คบกับธนาธิปมาเพราะเขาคอยจำกัดจัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเธอไปเสียหมด จนถึงขั้นจะให้เธอออกจากงานเป็แม่บ้านเลี้ยงลูกเฉยๆ หลังแต่งงานกันแล้วและเธอก็ไม่รู้สึกโอเคเอาเสียเลย
“อ๋อแม่ครับวันนี้เย็นไอ้พีร์จะมากินข้าวด้วยนะครับ”
“ไหนตาพีร์ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศไงกลับมาแล้วเหรอ”
“ครับแม่กลับมาถึงได้สัปดาห์กว่าแล้วครับ น่าจะราว ๆกับที่ผมย้ายกลับมาประจำการที่กรุงเทพ”
“เสร็จแล้วก็ช่วยกันยกไปวางหน้าร้านให้น้าเพ็ญเฝ้ารอเดี๋ยวแม่ไปดูของสดในตู้เย็นก่อนนะว่ามีอะไรขาดเหลือบ้าง แล้วเราก็ไปซื้อของกัน”คุณราณีบอกกับลูก ๆ ทั้งสองก่อนจะเดินเข้าไปดูของสดในครัว
หลังจากนั้นบุคคลทั้งสามจึงพากันเดินทางไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเลือกซื้อของสดมาเตรียมไว้ทำมื้อเย็นหลังจากนั้นทักษกรและนงค์นภัสจึงพาผู้เป็มารดาไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง
และในระหว่างที่ทั้งสามกำลังกำลังจะเดินไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังตามคำรบเร้าของทักษกรนงค์นภัสก็ชนเข้ากับใครบางคนโดยไม่ทันตั้งตัว
“ขอโทษค่ะ”หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้ขอโทษผู้ที่มีอายุสูงกว่า
“เสด็จเพคะ”คุณสร้อยสุดารีบวิ่งเข้าไปประคองเสด็จพระองค์หญิงพรภัมภาก่อนจะมองหน้านงค์นภัสอย่างตำหนิ
“ไม่เป็ไรคุณสร้อย” เสด็จพระองค์หญิงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็การปรามคุณสร้อยว่าอย่าทำเื่เล็กน้อยให้กลายเป็เื่ใหญ่
“เนยเป็อะไรหรือเปล่าลูก”คุณราณีเอ่ยถามผู้เป็บุตรสาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ชนกับนงค์นภัสเพื่อกล่าวขอโทษ
“ขะ....ขอประทานอภัยเพคะเสด็จ”ดึงลูกชายหญิงทั้งสองให้ถอยห่าง เมื่อเห็นว่านงค์นภัสไม่ได้ชนกับแค่สามัญชนคนธรรมดา
“แม่ราณีนี่เธอเหรอ” คุณสร้อยสุดาถามคุณราณี พร้อมกับจ้องมองใบหน้าหวานของนงค์นภัสและใบหน้าสากของทักษกร ก่อนจะพูดต่อ
“นี่ใช่คุณหญิง....”ยังไม่ทันที่คุณสร้อยจะเอ่ยถามต่อจนจบ คุณราณีก็พูดแย้งขึ้น
“ไม่ใช่ค่ะจำคนผิดแล้ว พวกเราขอตัวก่อนนะคะ” ตอบคุณสร้อยด้วยท่าทีร้อนรนก่อนจะจูงมือลูกรักทั้งสอง และรีบเดินหนีออกมาจากที่ตรงนั้น
“เดี๋ยวก่อน”สุรเสียงของเสด็จท่านไม่ได้นำพาให้คุณราณีหยุดการก้าวเดินแม้สักนิดและยิ่งเมื่อได้ยินนางก็ยิ่งรีบจับจูงมือลูกทั้งสองกึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีออกไปจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด
“ทำไมเราต้องรีบขนาดนี้ด้วยคะแม่”นงค์นภัสถามผู้เป็มารดาด้วยความสงสัยใคร่รู้
“รีบกลับบ้านเถอะลูกนะแม่ขอร้อง” บอกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ก่อนจะพูดต่อ
“นะอย่าเพิ่งถามอะไรแม่เลยรีบกลับบ้านก่อน”
“ค่ะ/ครับ”ทั้งสองตอบรับคำร้องขอของผู้เป็มารดา แม้จะสงสัยอยู่บ้างว่าเพราะอะไรแต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมาอีก จวบจนกระทั่งถึงบ้านและในระหว่างที่ช่วยผู้เป็มารดาจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำ นงค์นภัสจึงเอ่ยถามถึงสิ่งที่ค้างคาใจ
“แม่คะคนที่เนยเดินชนใครกันเหรอคะ เหมือนแม่จะรู้จักเขา และดูเหมือนเขาจะรู้จักแม่”
“เชื้อพระวงค์น่ะลูกเราอย่าไปยุ่งเป็ดีที่สุด”
“ค่ะแล้วทำไมแม่ถึงรู้จักกับเชื้อพระวงค์ได้ละคะ” ถามออกไปด้วยความสงสัย
“อ๋อ...เอ่อ.....แม่เคยทำงานรับใช้เสด็จท่านมาก่อนน่ะ”
“อ้าวแล้วทำไมต้องรีบวิ่งหนีด้วยละคะดูเหมือนท่านมีเื่อยากจะพูดกับแม่ด้วย”
“เอาเป็ว่าอย่าเพิ่งถามอะไรแม่ตอนนี้เลยนะรีบทำกับข้าวกันเถอะ เดี๋ยวสักหน่อยตาพีร์เพื่อนตานิวก็จะมาแล้ว”บอกเ้าหล่อนเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นการสนทนา
“ค่ะ” จำต้องตอบรับคำตามที่นางร้องขอทั้งที่ยังมีความอยากรู้คับแน่นอยู่ในอก