Ep 002 :: มากวัยวุฒิ
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวสามปีแล้ว
หืม? อะไรนะ ไทม์สคริปต์เร็วไปเหรอ?
ไม่ต้องห่วง ฉันจะเล่า่เวลาที่ผ่านมาแบบคร่าว ๆ ให้ฟังเอง
ชีวิตเด็กทารกก็น่าจะรู้ ๆ กันอยู่ว่าวัน ๆ ไม่กิน ก็ร้องไห้ ไม่ขับถ่าย ก็นอน
สำหรับเื่ขับถ่ายค่อนข้างน่าอายนิดหน่อย น่าจะเข้าใจล่ะเนอะว่าแม้ร่างกายจะเป็ทารก แต่เนื้อในเป็คนที่มีอายุสามสิบกว่าแล้ว ซึ่งการที่คนมีอายุขนาดนั้นจะต้องมาต้องปลดทุกข์ใส่ผ้าอ้อมมันก็ค่อนข้างน่าอนาถยิ่งนัก เพราะงั้นข้ามมันไปเถอะ อย่าไปสนใจเยอะ
เื่กิน หิวก็กิน แต่ดันกินได้แค่นมแม่ จะให้นอนดูดนมจากเต้าก็รับไม่ได้ ดังนั้นไป ๆ มา ๆ ฉันก็กลายเป็เด็กทารกที่บ้าสุด ๆ เพราะจะกินทีต้องกินนมจากช้อน ให้แม่นมป้อนให้ ยามที่มีสติจะไม่ยอมดูดนมจากเต้าแม้แต่ครั้งเดียว แต่ถ้าหลับอยู่ก็เหมือนจะมีร่างกายที่ดูดนมไปเองตามสัญชาตญาณบ้าง
...ซึ่งอันนี้มารดาเล่าให้ฟังนะ ฉันจำไม่ได้หรอก เพราะงั้นไม่นับ...
ร้องไห้ ก็น้อยครั้งจะร้องสักทีนะ อายุตั้งปูนนี้ร้องบ่อยก็ไม่ไหว แต่ไม่ร้องเลยก็ไม่ได้เพราะถ้าไม่ร้องคนดูแลก็จะไม่รู้ตัวว่าฉัน้าอะไร ส่วนนอนก็นอนสิ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
การดำเนินชีวิตตลอดสามปีวัน ๆ ก็วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ชีวิตเรียกว่าสบายมาก ๆ เมื่อเทียบกับการต้องปากกัดตีนถีบเพื่อพัฒนาคุณภาพความเป็อยู่เมื่อชาติที่แล้ว
...อ๋อ ฉันลืมพูดถึงร่างใหม่นี่สินะ
ชื่อของฉันในชาตินี้คือ ‘หยางเฟิ่งปิง’ ลูกสาวคนเดียวของจวนแม่ทัพสกุลหยาง
เหตุที่ใช้ชื่อเดิมก็เพราะพระเ้าเป็คนจัดการให้ แต่แซ่ต้องเปลี่ยนจาก ‘เฟย’ เป็แซ่หยาง เพราะแซ่เฟยในยุคสมัยนี้ถือเป็แซ่จำเพาะของคนในราชวงศ์เท่านั้น
“น้องพี่ อากาศหนาวเย็นเดี๋ยวจะไม่สบายกลับเข้าไปในจวนเถอะ”
“ใช่แล้ว เ้าไม่ควรโดนลมประเดี๋ยวท่านแม่จะเป็ห่วงเอา”
ผู้พูดประโยคสนทนาสองบทข้างต้นคือพี่ชายทั้งสองของฉันเอง พี่ชายคนโต ‘หยางหย่งเลี่ย’ อายุมากกว่าฉันแปดปี ตอนนี้เขาอายุสิบเอ็ดปี ส่วนพี่ชายคนรอง ‘หยางหย่งสือ’ อายุเก้าปี
พวกเขาทั้งสองได้รูปลักษณ์หล่อเหลาองอาจมาจากท่านพ่อแบบถอดแบบกันมา แต่พี่รองยังมีเค้าหน้าหวาน ๆ จากท่านแม่บ้างนิดหน่อย
ท่านแม่เป็บุตรสาวราชครู นามว่า ‘หงเหลียนฮวา’ ั้แ่คลอดฉัน เธอก็ร่างกายอ่อนแออยู่แต่ในจวนไม่ค่อยออกไปไหน งดงามบอบบางประดุจแก้วใสที่เปราะบางแตกหักง่าย เป็กุลสตรีโบราณอย่างแท้จริง
“ปิงเอ๋อร์ทราบแล้ว ขออภัยที่ทำให้พี่ ๆ เป็ห่วง”
เด็กสาววัยสามขวบน่ารักน่าชังย่อกายตอบกลับอย่างฉะฉาน บุคลิกมารยาทนอบน้อมอ่อนหวาน เส้นผมสีดำขลับยาวประบ่าเล็ก ดวงตากลมโตได้ส่วนดีของั์ตาดอกท้อและั์ตาหงส์จึงน่ามองกว่าใคร ๆ หน้าหวานน่ารัก ผิวขาวเรียบเนียนสว่างดุจหิมะ ใครเห็นก็รักก็หลง คนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครนอกจาก...
...ฉันเอง
พัฒนาการทางกายภาพ สมอง กิริยามารยาท อะไรต่อมิอะไรแม้ว่าจะรวดเร็วไปหน่อย แต่สำหรับคนในครอบครัวนี้ของฉันทุกคนต่างรับได้ แรก ๆ ก็อาจจะนิ่งอึ้งไปบ้าง แต่ไม่นานพวกเขาก็หัวเราะชอบใจที่มีลูกสาวเก่งกาจทั้งยังงดงามประหนึ่งเทพธิดากลับชาติมาเกิด
...โทษที ฉันเป็แค่สาวยุคสองพันที่ตายแล้วเกิดใหม่เท่านั้นเอง
เพียงแต่พวกเขาก็ยังคงเก็บเื่ความฉลาดเกินกว่าวัยของฉันไว้เป็ความลับ เพราะเกรงว่าสกุลอื่นจะอิจฉาหรือส่งแม่สื่อมาทาบทามนางั้แ่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่น ซึ่งหากเป็ยุคปัจจุบันฉันคงต้องกลัวว่าจะโดนนักวิทยาศาสตร์ผ่าตัดสมองเพื่อดูว่าตัวเองเป็มนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมาเสียมากว่า
“งั้นเข้าบ้านกันเถอะ”
“หิมะทำท่าจะตกแล้ว เ้าต้องใส่เสื้อหนา ๆ รู้มั้ย”
“อีกทั้ง่นี้มีโจรชุกชุม เ้าไม่กลัวรึที่ออกมาในสวนเพียงคนเดียว”
สวนดอกไม้ของบ้านแม้จะอยู่ติดเขตจวนแม่ทัพ ทว่าก็ติดเขตพื้นที่ร้างผู้คน กำแพงเองก็ไม่สูงนักสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปทำให้ง่ายแก่การเข้าออก เป็เหตุให้การออกมาเดินในสวนแต่ละครั้งพี่ ๆ จึงเป็ห่วงมากเป็พิเศษ
“มีพี่ ๆ อยู่ ปิงเอ๋อร์จะกลัวไปทำไมเล่า”
ฉันตอบกลับ พลางส่งยิ้มกว้างอย่างสดใสร่าเริงสมวัยเด็ก ให้กับพี่ชายทั้งสอง ทำให้พี่ชายผู้หวงน้องสาวประดุจไข่ในหินต่างพากันเดินเข้ามากอดร่างเล็ก ๆ ของฉันด้วยความมันเขี้ยว
หลังจากให้พี่ ๆ ทั้งสองฟัดจนพอใจ ฉันก็เดินกลับเข้าไปในจวนได้ไม่ถึงสามก้าว เสียงทุ้มมีอำนาจแฝงด้วยความอ่อนโยนก็ดังก้องมาจากอีกด้าน
“เ้าออกไปเล่นในสวนอีกแล้วเหรอปิงเอ๋อร์”
เสียงนั้นคือเสียงของบิดาหรือก็คือแม่ทัพใหญ่ตามชื่อจวนแม่ทัพสกุลหยาง มีนามว่า ‘หยางเอ่อคัง’ แม่ทัพใหญ่ผู้ที่อยู่ปกป้องบ้านเมืองมาั้แ่สมัยผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ เก่งกล้า ดุดัน สง่างาม องอาจ แข็งแกร่ง ทั้งยังเป็มือขวาและเป็สหายสนิทของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ทว่าเวลาอยู่ในบ้านนักรบผู้มีชื่อเสียงก้องแคว้นก็เป็เพียงบิดาผู้ทั้งหวงและห่วงลูกสาวเกินกว่าเหตุ
พี่ชายที่ขนาบอยู่บริเวณสองข้างก้มหัวทำความเคารพบิดาน้อย ๆ ผู้เป็พ่อก็รับคำผ่าน ๆ ก่อนจะเดินมาอุ้มลูกสาวสุดหวงไว้ในอ้อมแขนแกร่งเพียงข้างเดียว
“เ้าค่ะ ลูกออกไปชมดอกไม้แรกฤดูหนาว ดอกเหมยในสวนออกดอกผลิบานสวยมากเลยเ้าค่ะ”
“เ้าชอบก็นับว่าดีแล้ว แต่หากคราวหน้าจะออกไปชมดอกไม้ก็ให้พี่ ๆ เ้าตามไปด้วย”
“ลูกมิกล้ารบกวนเวลาเล่าเรียนของพี่ ๆ ทั้งสอง”
คำตอบบทสนทนาของฉันทำให้พี่ชายทั้งสองคนรีบพูดขัด ผู้ชายบ้านนี้หวงลูกหวงน้องไม่ต่างกันสักนิด
“พวกพี่ไม่มีใครคิดว่าเ้ารบกวน หากเ้าอยากวิ่งเล่นมาเรียกพวกพี่ได้เสมอ”
“ใช่แล้ว สำหรับเ้าพี่รองมีเวลาว่างให้ตลอด ขอแค่เ้าเอ่ยปากไม่ว่าที่ใดพี่รองก็พร้อมจะไปกับเ้า”
พี่ชายทั้งสองรับคำขึงขัง
พวกเขาให้สัตย์สาบานกับตัวเองในใจั้แ่วันแรกที่น้องสาวคนเดียวส่งยิ้มมาให้เมื่อครั้งยังเป็ทารก โดยไม่จำเป็ต้องรอให้บิดาบอกให้พวกเขาสัญญา พวกเขาก็จะดูแลเธออย่างดียุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม บุรุษใด้าเกี้ยวพาน้องสาวของพวกเขาก็จำต้องผ่านด่านพวกเขาให้ได้เสียก่อน
ผู้ใดหมายปองสตรีสกุลหยางต้องโดนบุรุษสกุลหยางกระทืบเท่านั้น
“ลูกย่อมรู้ว่าพวกพี่ตามใจข้า แต่หาใช่ว่าลูกจะต้องใช้ความเห็นแก่ตัวนั้นทำให้พวกพี่ลำบาก การเล่าเรียนนั้นสำคัญมาก พี่ใหญ่อยากเป็แม่ทัพผู้เกรียงไกรดุจดั่งท่านพ่อ ส่วนพี่รองก็อยากทำงานในราชวัง แล้วปิงเอ๋อร์ไหนเลยจะเอาแต่ใจตัวเองขัดขวางความฝันของพี่ ๆ ทั้งสอง”
เด็กสาวตอบอย่างฉะฉานจนพ่อและพี่ต่างพากันลอบยิ้มในความเฉลียวฉลาดเกินวัย เด็กสาววัยสามขวบบ้านไหนเล่าจะเข้าใจทั้งยังใส่ใจในการเรียนมากกว่าเล่นสนุก ทั้งยังห่วงใยครอบครัวมากกว่าใคร ๆ
“ถ้าเช่นนั้นเวลาที่พี่ชายเ้าไม่ว่างเ้าจะทำอะไรเล่าปิงเอ๋อร์”
บิดาถามเสียงอ่อนโยน ยกมือลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่
“ลูกว่าจะให้ท่านแม่ช่วยสอนหนังสือเ้าค่ะ”
“หืม? ไม่เร่งรีบเกินไปรึ เ้าพึ่งสามขวบเองนะ”
“ลูกรู้ว่าการเรียนมิมีที่สิ้นสุด หากเริ่มเร็วก็ย่อมเรียนรู้ได้ไว นั่นมิดียิ่งหรือเ้าคะ”
“ข้ารู้ ๆ ทว่าข้ากลัวเ้าจะเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป”
บิดาเช่นเขาคอยเฝ้ามองการเจริญเติบโตของนางมาตลอดเวลา เหตุใดจะไม่รู้ว่านางนั้นฉลาดเกินเด็กจนถึงขั้นน่ากลัว รู้จักใช้ภาษาอย่างถูกต้อง เก็บอารมณ์เก่งไม่งอแงแบบเด็กทั่วไป ทั้งรู้และเข้าใจวิธีการวางตัว ทั้ง ๆ ที่นางอายุเพียงสามขวบปี ขนาดพี่ชายทั้งสองของนางที่เขาว่าฉลาดแล้วก็ยังไม่ดีพร้อมเท่านางแม้แต่นิด
...หากนางมิใช่ลูกสาวแท้ ๆ เขาก็คงจะหวาดกลัวนางพอดู
แต่สำหรับบุพการี ไม่ว่าลูก ๆ จะเป็เช่นไรก็ย่อมรับได้และเห็นว่าลูกในไส้ดีที่สุดอยู่แล้ว
“ไม่หรอกเ้าค่ะ ลูกเป็เด็กฉลาด แข็งแรง ไม่ดื้อไม่ซน อีกทั้งยังขยันขันแข็ง หาได้มีส่วนใดที่ท่านพ่อควรให้ความกังวลไม่”
ฉันตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส คำพูดยกยอตัวเองแบบน่ารักทำเอาผู้เป็พ่อส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
“แน่นอนข้าย่อมรู้ว่าบุตรสาวข้าเป็เด็กฉลาดเพียงใด!”
“ลูกยังมีคำขอ หากท่านพ่ออนุญาต ลูกอยากฝึกพลังปราณร่วมกับพี่รองด้วยเ้าค่ะ”
“เป็สาวเป็แส้หาได้ต้องฝึกยุทธ์ไม่ ข้าไม่เห็นด้วย”
ในเื่นี้ ตัวเขาผู้บิดาส่ายหัวปฏิเสธไม่ต้องคิด
จีนสมัยโบราณเป็ยุคที่ยังคงมีสิ่งที่เรียกว่ากำลังภายในหรือพลังปราณเหลืออยู่ เป็พลังพิเศษที่ไม่มีในยุคปัจจุบัน จะบอกว่ามันเป็พลังที่คนยุคสองพันส่วนมากใฝ่หา
เฟิ่งปิงเป็หนึ่งในคนที่สนใจในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้แตะต้อง
“จริงด้วยนะปิงเอ๋อร์ นอกจากท่านพ่อแล้ว พี่ใหญ่นี่แหละที่จะเป็คนปกป้องเ้าเอง เ้าไม่จำเป็ต้องจับดาบจับกระบี่ฝึกยุทธ์หรอก”
“ใช่ ๆ ๆ แม้พี่รองจะขวนขวายการเป็บัณฑิต ทว่าก็หาได้ทิ้งทักษะการต่อสู้ พี่รองก็ยินดีจะปกป้องเ้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
“แล้วหากปิงเอ๋อร์ตกอยู่ในอันตราย พี่ใหญ่ พี่รอง หรือแม้แต่ท่านพ่อมิอาจมาช่วยได้ทันเวลา ปิงเอ๋อร์จะปกป้องตัวเองได้อย่างไร ปิงเอ๋อร์หาได้้าฝึกยุทธ์ไปหาเื่ทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ได้ ทว่า้าฝึกไว้ป้องกันตัว” ฉันว่าพลางใช้ดวงตาจับจ้องไปที่พี่ชายทั้งสอง ก่อนจะหันกลับไปมองสบกับดวงตาคมของบิดาในระยะประชิด “ลูกได้แต่หวังว่าท่านพ่อจะเข้าใจแล้วให้การส่งเสริม”
“เฮ้อออ ข้าเข้าใจแล้ว ั้แ่พรุ่งนี้ข้าจะเป็ผู้ฝึกให้เ้าร่วมกับพี่ ๆ ทั้งสอง ทว่าเื่ที่เ้าจะฝึกยุทธ์ให้รู้กันแค่ภายในครอบครัว ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกทราบเป็อันขาดเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเ้าค่ะ”
ฉันรับคำอย่างง่ายดาย รอยยิ้มบริสุทธิ์ใสซื่อจนคนเป็พ่อได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเผลอเอ่ยปากแซวด้วยประโยคที่พี่ ๆ ทั้งสองถึงกับเดือดร้อนแทน
“หากเ้าทั้งฉลาดทั้งยังฝึกยุทธ์จนเก่งกาจ จะมีชายใดกล้ามาสู่ขอเ้าจากข้าล่ะเนี่ย”
“พวกข้าจะดูแลปิงเอ๋อร์เอง ไม่จำเป็ต้องให้ชายใดมาดูแลนางแทนพวกข้าหรอก!!”
“หากมันผู้นั้นไม่เหมาะสมต่อปิงเอ๋อร์ ต่อให้มันกล้าย่างเท้าเข้ามาภายในรั้วบ้านเพียงก้าวเดียว ข้าก็จะไล่ทุบตีมันกลับไป!!”
“โฮ่ ไม่ต้องให้ถึงมือพวกเ้าหรอก หากมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ปิงเอ๋อร์บุตรสาวข้า ต่อให้เป็พระราชโองการจากฮ่องเต้ หากปิงเอ๋อร์ไม่ยินยอม ข้าก็จะค้านจนถึงที่สุด!!”
ได้ฟังความเห็นของสามหนุ่มในบ้านแล้วก็ได้แต่ลอบหัวเราะแหย ๆ ชาติก่อนไม่สมหวังในรักเพราะโดนทรยศหักหลังจนปิดใจไม่ไว้ใจใคร แต่ดูท่าชาตินี้จะขึ้นคานเพราะสามหนุ่มในครอบครัวปิดทางแทน
ว่าแต่จะจริงจังกันไปถึงไหน ฉันพึ่งจะสามขวบเหอะ นี่ถ้าโตเป็สาวเต็มตัวจะขนาดไหนล่ะเนี่ย!?
“ในที่สุดก็อายุครบสามปีแล้วสินะ เ้าพร้อมจะรับการฝึกรึยังเล่า?”
เสียงนุ่มทุ้มทรงอำนาจดังก้องในหัวของฉันทันทีที่ฉันกลับมายังเรือนนอนของตนเองคนเดียว ฉันไม่ได้ใกับเสียงที่ไม่มีที่มาที่ไป แต่กลับเอ่ยเบา ๆ พอให้ไม่มีใครได้ยิน
“กำลังรออยู่เลยล่ะค่ะ ท่านพระเ้า”
“เร่งรีบถึงปานนั้น นี่เ้าจะไม่อยากพบหน้าค่าตาเราบ้างเลยหรือ?”
เสียงทุ้มหัวเราะขี้เล่นอย่างอารมณ์ดี
“ถ้าอยากให้เห็น ท่านคงออกมาเองอยู่แล้วใช่มั้ยเ้าคะ?”
“เ้าเร่งรีบหรือ?”
“มากค่ะ”
เหตุผลที่ทำไมฉันถึง้าอาวุธหรือฝึกฝนกำลังภายในเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังเป็เด็กตัวแค่นี้น่ะเหรอ เหอะ ๆ ก็เพราะฉันดันเกิดมาเป็บุตรีคนเล็กคนเดียวในตระกูลแม่ทัพใหญ่ มือขวาคนสนิทขององค์ฮ่องเต้น่ะสิ
พวกฏราชวงศ์ก่อนที่้าโค่นล้มราชวงศ์เฟยที่เป็ราชวงศ์ปัจจุบันถึงได้พยายามลักพาตัวฉัน ลอบสังหารฉัน เพื่อใช้เป็ข้อต่อรองให้บิดาผู้แสนภักดีต่อนายเหนือหัวแปรพักตร์
...ดังนั้นอย่างน้อย ๆ ฉันก็จำเป็ต้องปกป้องตัวเองได้
“เช่นนั้นหลับตาแล้วเพ่งจิตสมาธิให้นิ่งเสีย”
เมื่อเสียงทุ้มนั้นออกแววจริงจังฉันจึงทำตามอย่างง่ายดาย ดวงตากลมโตปิดลง ผ่านไปสักพัก ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ จิตเริ่มคงที่ไม่ว่อกแว่กถึงสิ่งใด เสียงทุ้มจึงเอ่ยต่อ
“จงค่อย ๆ นึกถึงบานประตูที่เราเคยแสดงให้เ้าเห็น จงนิมิตภาพนั้นให้เป็รูปร่าง เพ่งสมาธิไปยังรอยสลักบนหลังมือขวาของเ้า สร้างประตูบานนั้นให้อยู่ต่อหน้าเ้า”
ฉันหลับตานึกถึงบานประตูเถาวัลย์ไม้เลื้อยไม้ดอกที่สวยที่สุดที่เคยพบในชีวิต หลังจากที่เห็นภาพในใจแน่ชัดจึงพลันรู้สึกร้อนที่หลังมือขวา แม้หลับตาก็รับรู้ได้ด้วยร่างกายทันทีว่าความร้อนลามไปตามรูปไม้เลื้อยบนหลังมือที่ปกติไม่เคยปรากฏ
ทั้ง ๆ ที่แค่หลับตาคิด แต่กลับรู้สึกเหนื่อยหอบจนสมาธิเริ่มขาดห้วง เรี่ยวแรงเริ่มขาดหาย เหงื่อไหลโทรมกายจนแทบล้มทั้งยืน
...แล้วสุดท้ายฉันก็ล้มลงไปจริง ๆ
ตุ้บ...
“...เอ๋?”
“หากทำครั้งแรกได้ครั้งต่อไปจะง่ายดายยิ่ง เพียงคิดก็ปรากฏจากนั้นแค่ตั้งจิตสมาธิเพื่อคงสภาพประตู ทว่าก่อนจะทำได้เช่นนั้น เ้าต้องทำให้ประตูยอมรับเ้าเป็นายแทนเราผู้สร้างมิตินั้นให้ได้ในครั้งแรกเสียก่อน”
“...อึก...โธ่ แล้วจะทำให้ใช้ยากทำไมล่ะคะ!?”
ฉันเค้นเสียงที่ขาด ๆ หาย ๆ ออกเสียงบ่นเสียงแหบแห้ง สติเริ่มกระเจิดกระเจิง เตลิดไปคนละทิศคนละทาง คล้ายว่าจะหลับวูบไปได้ทุกเมื่อ
“หากใช้ง่ายเ้าก็สบายเกินไปน่ะสิ คำขอของเ้าขี้โกงเสียยิ่งกว่าอะไร ดังนั้นจึงต้องมีข้อจำกัดเสียบ้าง ใช้ยากแค่ครั้งแรกนับว่าง่ายดายจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ”
“...”
...ฉันไม่ตอบคำกล่าวนั้นแต่ในใจกำลังบ่นไม่หยุด
“อีกทั้งเ้าต้องมีพลังสมาธิมากพอที่จะคงรูปประตูตลอดเวลายามเ้าอยู่ภายใน เพราะประตูนั้นเปิดได้จากภายนอกเท่านั้น เ้าสามารถนำสิ่งมีชีวิตเข้าไปภายในได้ไม่เว้นแม้แต่ตนเอง หากแต่ถ้าเ้าไม่อยู่ภายนอกเพื่อเปิดประตู หรือหากเผลอปิดประตูยามอยู่ภายใน...”
“...จะเกิดอะไรขึ้นสินะคะ...?”
“โลกภายในนั้นเป็ดั่งอีกมิติหนึ่ง ถ้าหากเ้าเผลอปิดประตูยามอยู่ภายในเมื่อใด...เ้าจะถูกขังอยู่ในนั้นตลอดไป”
“...”
น้ำเสียงของพระเ้าคล้ายข่มขู่จนฉันไม่อาจพูดอะไรออกไปได้ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมพระเ้าต้องให้ข้อกำหนดยิบย่อยและยุ่งยากมาด้วย
“ทุกความโกงย่อมมาพร้อมความเสี่ยง หวังว่าเ้าจะเข้าใจในจุดนั้น”
“…ฉันเข้าใจสัจธรรมนั้นอยู่เล้วค่ะ”
แต่ถ้าเป็แบบนั้นก็หมายความว่าใช้มิตินี้หนีการตามล่าหรือใช้ซ่อนตัวไม่ได้จนกว่าจะอยู่ในพื้นที่ปิด หรือที่ลับตาคนสินะ
“วันนี้ถือว่าเรามาเพื่อสอนวิธีใช้ที่แน่นอน แต่จากการคำนวณของเรา เ้าสมควรใช้มันได้เมื่ออายุครบสิบปี ร่างกายและจิติญญาของเ้าถึงจะแข็งแกร่งพอจะทำให้มันยอมรับเ้าเป็นาย”
พระเ้าปรับเสียงจากจริงจังเป็เอ่ยกลั้วหัวเราะ
แต่ฉันไม่ขำ!! สิบปีฉันคงตาย ๆ เกิด ๆ ได้หลายชาติแล้ว! แค่เกิดมาไม่ถึงสามปี ไอ้พวกนักฆ่าแอบลักลอบเข้ามาฆ่าฉันตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะมีพ่อเก่งป่านนี้ตายั้แ่วันแรกที่ลืมตาดูโลกแล้ว!
“...ฉันจะใช้มันให้ได้ในวันเดียวให้ได้ค่ะ!”
“เราจะรอดู”
เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อถือในคำกล่าวนั้นอย่างยิ่ง เป็เหตุให้ฉันยิ่งไฟลุกต้องทำให้สำเร็จ จะได้ตอกหน้าพระเ้าให้ได้!!