ระหว่างทางกลับบ้าน ธารารู้สึกเป็ห่วงชาคริต ไม่มั่นใจว่าหลังจากที่อีกฝ่ายโดนอลิสาใช้พลังหลอนประสาทสะกดให้ลืมเหตุการณ์ต่อสู้ที่เกิดขึ้น ตอนนี้สติสัมปชัญญะของชาคริตจะยังอยู่ครบถ้วนดีอยู่ไหม ธาราขี่มอเตอร์ไซค์แวะเข้าไปยังโรงยิมซ้อมมวยของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็สถานที่สิงสถิตประจำของชาคริตราวกับเป็ิญญาเ้าที่ ทว่าวันนั้นธารากลับเจอแค่ครูโรมและนักกีฬามวยสากลหน้าเก่าๆ (เด็กใหม่ที่ชาคริตฝึกให้วันนั้นไม่มาแล้ว น่าจะไปไม่ลงแข่งกีฬาเฟรชชี่แล้วด้วย) ธารารู้สึกว่าผิดปกติวิสัยของเ้าตัว จึงเดินเข้าไปถามครูโรม
“ตอนนี้ชาคริตมันไปวิ่งแทนซ้อมมวยน่ะ คงรอบๆ รั้วมหาวิทยาลัยนั่นแหละ” ครูโรมตอบ
“ปรกติเวลานี้แกต้องซ้อมมวยนี่ครับ”ธาราถามด้วยความสงสัย หากไม่ใช่่ที่กำลังฝึกซ้อมให้คนอื่น ชาคริตไม่เปลี่ยนแปลงตารางฝึกของตัวเองง่ายๆ
“กระดูกหน้าแข้งขวามันหัก มันบอกจำไม่ได้ว่าไปหักตอนไหน ครูทั้งขู่ทั้งจะลากมันไปหาหมอแต่มันไม่ยอม รู้มั้ยมันทำไง ไอ้บ้านั่นไปซื้อเทปพันสายไฟที่เหนียวๆ น่ะ มาพันรอบหน้าแข้งมันจนแน่นเปรี๊ยะเืแทบไม่เดิน แล้วก็ออกไปวิ่งเพื่อให้อาการเ็ปมันเปลี่ยนเป็รู้สึกชา จะได้มาซ้อมมวยต่อ ฮึ่ม! เกิดมาไม่เคยเจอใครบ้าขนาดมันมาก่อน”
ธาราหัวเราะไม่ออก ชาคริตก็ยังคงเป็สัตว์ประหลาดสมชาคริตอยู่ดี อย่างที่ธีระว่าไว้ว่าความจริงร่างกายคนเราอยู่ใต้อำนาจจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ และด้วยจิตใจนักสู้ที่บ้าคลั่งอย่างชาคริตอาจจะทำให้หมอบางคนต้องยอมลืมทฤษฎีที่ตัวเองเรียนมา และก็เป็ข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่าชายที่ชื่อขาลเมื่อวานนั้นแข็งแกร่งเหนืุ์ ชนิดที่คนที่เป็ฝ่ายเตะอย่างชาคริตกระดูกหน้าแข้งหักในขณะที่อีกฝ่ายไม่เป็อะไร
“ห้ามพี่ชาคริต ไม่งั้นเขาตายแน่” ธารานึกถึงคำพูดของแฟนสาวเมื่อวาน ซึ่งไม่ได้พูดเกินจริงเลย อีกฝ่ายเป็ชายร่างั์ที่มีพลังจิตสายกายภาพ คนธรรมดาที่ใจสู้ดุจสัตว์ประหลาดอย่างชาคริตคงยังไม่ใช่คู่มือ และเขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมขาลถึงเรียกชาคริตว่าเป็คนพิการ เพราะชาคริตไม่ใช่เป็ผู้ที่สามารถใช้พลังจิตได้เหมือนขาล
ธาราไม่ได้สนใจว่าสุดท้ายตัวเองจะมีพลังหรือไม่ ขนาดนักแกะรอยอย่างธีระหรือขาลยังไม่สามารถหาเจอ เขาก็เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะไม่ได้มีพลังจริงๆ ก็ได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาบางครั้งอาจเป็แค่เื่บังเอิญ หรือไม่แน่จะมีใครแอบช่วยเขาไว้อยู่หรือไม่ แต่สุดท้ายเขาจะมีพลังหรือไม่คงปล่อยให้เป็เื่ของโชคชะตา เขาจดจ่ออยู่กับเพียงปัจจุบันขณะ หากไม่มีพลังจิตเขาก็จะต่อกรกับเงาไคโยเต้และปกป้องคนที่รักไว้ด้วยพละกำลังและทักษะมวยที่เขามี
พร์อย่างหนึ่งของธาราคือการปล่อยวางเื่หนักใจทั้งหมดได้เป็ปลิดทิ้งในชั่วขณะ เขาเปิดเกมออนไลน์ สะท้านภพเล่น ก่อนจะเข้านอนตอนเวลาเที่ยงคืนตรงตามที่ธันยาเคยสั่งไว้ ธาราเริ่มรู้จักควบคุมตัวเองมากขึ้นแล้ว
วันรุ่งขึ้นกิจวัตรต่างๆ ก็ดำเนินไปเฉกเช่นทุกวัน ธาราขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับธันยาที่บ้านคุณอาธีระก่อนจะซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนด้วยกัน การเรียนการสอนดำเนินผ่านโดยธันยาทุ่มเทความตั้งใจอย่างเต็มร้อย ในขณะที่ธาราครุ่นคิดเื่ไคโยเต้สลับกับพยายามปล่อยวาง ความสุขสบายในการเหม่อลอยสบายอารมณ์เช่นปรกติถูกรบกวนให้รวนไปไม่น้อย จนกระทั่งพักเที่ยงหลังจากเร่งทานอาหารกลางวันด้วยกันเสร็จ ธันยาก็จูงมือธารานำมายังห้องสมุด
ห้องสมุดตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่มีทางเดินเชื่อมมาจากตึกธุรการ เมื่อขึ้นบันไดและเลื่อนประตูกระจกเปิดก็จะพบกับห้องโถงเล็กซึ่งมีเคาน์เตอร์บรรณารักษ์วางอยู่ทางด้านซ้ายมือ โต๊ะอ่านหนังสือวางเข้าคู่เก้าอี้อยู่สามตัว ก่อนจะมีประตูห้องนำเข้าไปสู่ห้องอ่านหนังสือซึ่งกว้างกว่าโถงเล็กๆ ด้านหน้ามาก โต๊ะอ่านหนังสือวางกระจายตัวตามตำแหน่งต่างๆ ของห้อง ยามเที่ยงยังไม่ค่อยมีนักเรียนมาใช้บริการเสียเท่าไหร่ ส่วนใหญ่นักเรียนชั้นมัธยมหกที่เตรียมสอบจะนิยมใช้เวลาว่างติวด้วยกันในห้องเรียนของตัวเองมากกว่า มีบางคนแวบเข้ามายืมหนังสือบ้างอยู่ประปราย ชั้นวางหนังสือทำจากไม้เรียงอยู่ตามด้านต่างๆ ของผนังโดยเรียงตามหมวดหมู่เลขเรียกหนังสือ ทางด้านซ้ายของห้องอ่านหนังสือ ในขณะที่ฝั่งซ้ายของห้องอ่านหนังสือจะเป็ชั้นเหล็กขนาดใหญ่เรียงหนังสืออย่างหนาแน่น เหมือนซอกซอยต่างๆ ที่แบ่งประชากรหนังสือออกเป็หมวดหมู่ ธันยาดึงธาราไปคุยบริเวณช่องชั้นหนังสือหมวดประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่อันดับท้ายๆ ลึกบริเวณมุมอับของห้อง
“ว่ากันตามเหตุผลแล้ว ความเห็นของนักแกะรอยอย่างคุณอาถือว่าน่าเชื่อที่สุด” ธันยาเปิดการสนทนาด้วยเสียงกึ่งกระซิบ “แต่ยังไงฉันก็ยังแอบเชื่อว่าเธอมีพลังนะ”
ธาราครางอืมม์พยักหน้า
“ธารา เธอลองเล่าความรู้สึกตอนที่ผู้หญิงคนนั้นใช้พลังใส่เธอให้ฟังหน่อยสิ ลองเล่าความรู้สึกแบบละเอียดๆ เลย ฉันจะลองวิเคราะห์ดู”
ธาราเกาศีรษะแกรกๆ อย่างเขินๆ ไม่ถนัดในการสาธยายอะไรยาวๆ ชนิดเปิดใจให้ใครฟัง “อื้ม..มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ คือแบบ… คือ…”
ธันยาขมวดคิ้วให้อาการอึกอักของเขา “คือยังไง”
“อืมม์” ธาราพยายามเรียบเรียงคำพูด “มันเกิดขึ้นของมันเอง ฉันมองเห็นคลื่นพลังของเธอ อลิสา และคนอื่นๆ ตอนใช้พลัง คล้ายๆ เวลาเรามองไอร้อนๆ จัดที่มันอากาศมันจะดูเบี้ยวๆ”
“ที่แน่ๆ เธอเป็ผู้สังเกตการณ์แน่นอน” ธันยาพูดอย่างครุ่นคิด “แต่ถ้ามีแค่นี้อาจจะยังไม่พอเป็นักลวงจิต เล่าต่อสิ”
“อย่างตอนที่อลิสาโจมตีฉัน ฉันรู้สึกเหมือนจิตใจตัวเองพุ่งออกจากร่าง ไปสะท้อนกับผิวน้ำในสระตอนนั้น...แล้วแบบ มันฟังดูบ้าเนอะ”
“มาถึงขั้นนี้เื่บ้าก็เป็เื่ธรรมดาแล้ว” ธันยายักไหล่ “เล่าต่อสิ”
“เหมือนจิตฉันกลายเป็แสงเลเซอร์ พุ่งไปใส่ผิวน้ำก่อนจะพุ่งกลับมาที่อลิสา ตอนนั้นเองฉันก็รู็สึกว่าชนกับกำแพงที่อีกฝ่ายใช้พลังสร้างขึ้น… งงมั้ย”
“ฉันพอนึกภาพออก” ธันยาใช้นิ้วลูบคางอย่างครุ่นคิด เขามองว่าอิริยาบถของเธอแบบนี้น่ารักดี “สิ่งที่ทำให้นักลวงจิตหรือผู้สังเกตการณ์มองเห็นรูปแบบพลังได้ เราเรียกกันว่าััที่หกซึ่งของเธออาจจะเปิดอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เื่น่าแปลกเพราะเธอมีแม่เป็นักลวงจิตอยู่แล้ว”
“เธอเล่าเื่แม่ของฉันให้ฟังหน่อยได้มั้ย”แววตาเคอะเขินของธาราเปลี่ยนเป็กระตือรือร้นขึ้นมาในทันใด
“ฉันรู้เกี่ยวกับท่านพอๆ กับเธอนั่นแหละ ต้องให้คุณอาหรือน้าทอฝันเป็คนเล่า โดยเฉพาะน้าทอฝัน เห็นว่าเมื่อก่อนสนิทกับแม่ของเธอมาก ทำงานร่วมกันบ่อย”
“อืมม์”ธารารับคำอย่างครุ่นคิด “งั้นเล่าเื่ตาที่สามต่อได้มั้ย”
ธันยาพยักหน้าก่อนจะกล่าวว่า “ััที่หกจะเป็เขตแดนระหว่างภาพที่เห็นจริงกับภาพในจินตนาการ ช่วยรับรู้การมีอยู่และการใช้ออกของพลังจิต แต่ละคนจะมีรูปแบบการเห็นที่แตกต่างกัน บางคนได้กลิ่น ได้ยินเสียง หรือััก็มี”
ธารานึกขึ้นได้กล่าวแทรกว่า “นักแกะรอยที่ชื่อขาลนั่นใช้การดมกลิ่น”
“ความถนัดที่ต่างสายกันก็ส่งผลให้รูปแบบััที่หกต่างกันไปเช่นกัน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจับทุกคนมาหลับตานั่งรวมกัน ฟังคนบอกเล่าลักษณะของหมาตัวหนึ่งให้ฟัง แน่นอนว่าทุกคนจะรู้รายละเอียดสำคัญของหมาตัวนั้น แต่ภาพที่เกิดขึ้นในใจจริงๆ หรือมโนภาพในแต่ละคนจะต่างกัน ความถนัดและประสบการณ์มีผลต่อการตีความภาพนั้นๆ ขึ้นในใจ อย่างตัวฉันเองเป็ดีไซเนอร์ ส่วนใหญ่สายของพวกเราจะมองเห็นพลังจิตของผู้อื่นเป็ลักษณะแสงออร่า เพราะหน้าที่สำคัญของฉันคือการสร้างและสวมตัวตนห่มคลุมคนนั้นๆ”
“แล้วของฉันเห็นเป็คลื่นคล้ายความร้อน น่าจะเป็สายอะไร” ธาราถาม
“สมมติถ้าเธอเป็ผู้ใช้พลังจริงๆ” ธันยาเน้นคำว่าสมมติ “ก็ยังบอกได้ยากอยู่ดี รูปแบบการเห็นด้วยััที่หกไม่ได้ตายตัว นักหลอนประสาทบางคนััเป็กลิ่นเป็เสียงก็มี ต้องตัดสินกันตอนใช้พลังอย่างเดียวเลย”
“มีวิธีทดสอบมั้ย” ธาราถาม
“การจะสรุปว่าเธอเป็ผู้ใช้พลังได้หรือไม่ ความจริงไม่ยากเลย คุณอาควรจะััได้ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องทดสอบอะไรเลยด้วยซ้ำ” ธันยาทอดถอนใจ “อลิสาบอกว่าเธอใช้พลังได้ น่าจะเป็ความเข้าใจผิดมากกว่า แต่.. ฉันก็ยังแอบหวังนะว่าเธอจะใช้พลังได้ เธอจะได้เข้ามาเป็พวกเราเต็มตัว”
ธารารู้สึกน้อยใจตัวเองขึ้นมาวูบ เหมือนตัวเองเป็เด็กน้อยที่ยังโตไม่พอจะไปเที่ยวกับคนอื่นๆ ในครอบครัว แม้จะเป็การเที่ยวที่ต้องเสี่ยงอันตรายอยู่บ้างก็ตาม “จะใช้ได้หรือไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ”
“เรามาลองดูดีกว่า” ธันยาพูดขึ้น “ตอนนี้เลย เธอลองนึกถึงความรู้สึกตอนนั้นแล้วทำเหมือนกัน ส่งจิตของเธอพุ่งเข้ามาที่ฉัน”
“เอ่อ.. คือ…” ธาราอึกอัก “ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไง”
“เอาน่า ไม่สำคัญหรอก ลองทำดูเถอะ” ธันยาคะยั้นคะยอ
ธารายอมทำตามเพื่อเอาใจอีกฝ่าย แต่ในใจรู้สึกจนปัญญา เหมือนอีกฝ่ายสั่งให้ตัวเองกระดิกหางให้ดู โดยรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีหางอยู่ที่ก้น เขากลัวว่าธันยาจะหาว่าเขาเพิกเฉยต่อคำสั่งของเธอ จึงใช้นิ้วชี้แตะไปที่ขมับทั้งสองข้างเหมือนเด็กเล่นทำท่าใช้พลังจิตใส่เพื่อน หลับตาปี๋ทำหน้าจริงจังคล้ายเบ่งพลังขณะที่ในใจคิดว่ามันช่างไร้สาระที่สุด
“เล่นอะไรของเธอ” ธันยาขมวดคิ้ว
“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำยังไง” ธาราสารภาพ
มีนักเรียนรุ่นน้องเดินผ่านชั้นมา ทั้งคู่แกล้งทำเป็ยืนเลือกหนังสือเคียงข้างกันครู่หนึ่ง พอรุ่นน้องคนนั้นได้หนังสือที่้าแล้วเดินจากไป ธันยาก็หันกลับมาเข้าเื่ต่อ
“หรือพลังของเธอจะเป็ไปในแบบป้องกัน” ธันยาพูดอย่างครุ่นคิด “ฉันคิดว่าอลิสาคงไม่ได้พูดเล่นแน่ๆ เอางี้ ฉันจะลองจู่โจมจิตใจของเธอดู”
“หา!!” ธาราร้อง แต่เสียงยังอยู่ในโหมดกึ่งกระซิบ
“อย่าห่วงน่า พลังสายหลอนประสาทฉันเทียบเท่าเด็กๆ เลย ฉันแค่จะทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของจิตใจเธอเท่านั้น”
ว่าแล้วธาราก็ััได้ว่าคลื่นพลังแผ่ออกมาจากธันยา
“อืมม์ กำแพงจิตเธอก็ดูเป็คนนอกธรรมดามากเลย ถึงจะแข็งแกร่งแต่ก็อยู่ในระดับคนนอก ลองขัดขืนคำสั่งฉันดูนะ” ธันยาเปรยขึ้น ก่อนจะสั่งว่า “ไหนลองทำท่าซารางเฮโยแล้วปากจู๋ซิ”
คลื่นพลังนั้นแผ่พุ่งเข้าหาตัวเขาอย่างชัดเจน ธาราพยายามขัดขืนแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เกิดคำถามในใจว่าทำไมเรายังนิ่งอยู่ การแอ๊บแบ๊วตอนนี้เป็สิ่งที่ดี ว่าแล้วก็ย่อเข่าไขว้ขาไปข้างหลังหนึ่งข้าง กวาดแขนสองข้างขึ้นเป็รูปหัวใจจรดปลายนิ้วที่กลางศีรษะ ทำปากจู๋และแถมกะพริบตาหวานนอกเหนือจากที่สั่งให้ด้วย ทำเอาธันยาป้องปากหัวเราะคิกคักก่อนจะคลายพลังคืนกลับ
“แกล้งกันเฉยเลย”ธาราบ่นเสียงงอนๆ
“โอ๋ หยอกๆ น้า”ธันยาพูดอย่างอารมณ์ดี มือขยี้ผมบนหัวอีกฝ่าย ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าจริงจังแล้วพูดขึ้น “แต่ทดสอบดูแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าเธอจะใช้พลังได้จริงๆ”