“ที่นี่เรียกว่าสวนสาธารณะ!”
อี้อ๋องกล่าวพลางมองไปรอบๆอีกครั้งหลังจากที่อาการปวดหัวบรรเทาลง พร้อมกับทำความเข้าใจกับปัจจุบันขณะตอนนี้ที่เขาจะต้องมีชีวิตและต้องเผชิญหน้าต่อไป
{‘สวนสาธารณะ’ คือ สวนที่ปลูกดอกไม้ประดับ และจัดวางเก้าอี้ไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้ ‘ประชาชน’ ใช้เป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือเป็ที่ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เป็ต้น}
“สวนสาธารณะก็คลับคล้ายคลับคลากับอุทยานภายในวังหลวงของเสด็จพี่หรืออุทยานในจวนอ๋อง แต่มิอาจมีความประณีตงดงามได้เท่าเพราะสวนสาธารณะนี้มีไว้เพียงสำหรับประชาชนคนธรรมดาเท่านั้นนี่เอง”
“หากกล่าวแล้วในยุคสมัยนั้นที่นี่อาจจะคล้ายกับสถานที่ที่มีไว้นัดพบกับเหล่าบรรดาคุณชายคุณหนูหรือเหล่าบัณฑิตครูกวีเพื่อมาวาดภาพแต่งกลอนหรือถกปัญหาเพื่อความรื่นรมย์ประมาณนั้นกระมัง”
“อืม... อย่างนี้นี่เอง ดีจริงๆ” ไม่ต้องมีวังหลวง ไม่ต้องมีราชวงศ์ ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์การปฏิบัติอันเคร่งครัดถึงเพียงนั้น... ดีจริงๆเลย ใบหน้าของอี้อ๋องเผยรอยยิ้มที่มุมปากบางๆ โลกใบนี้ที่ผ่านมาแล้วมากกว่าสามพันปีช่างมีแต่อะไรที่น่าสนใจจริงๆ
สวนสาธารณะ สำหรับประชาชน... นั่นแปลว่า เหล่าปวงประชาชนทุกคนมาได้ ‘ทุกคน’ สินะ
หากเทียบกับในยุคสมัยของอี้อ๋องแม้ว่าจะเป็เพียงสถานที่นัดพบเช่นนี้ ก็มิอาจหมายความว่าทุกคนจะสามารถเข้ามาได้ ก็ยังมีกฎเกณฑ์และการแบ่งแยกอย่างชัดเจน และเคร่งครัดเป็อย่างมากทีเดียว
นี่สินะที่เรียก ‘อิสรเสรี’ มันช่างดีจริงๆ!
ผ่านไปกว่าสามพันปีโลกที่เปลี่ยนแปลงไปโดยที่ทุกคนก็ต่างสามารถมีอิสรเสรีในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นเช่นนี้ ทั้งกฎเกณฑ์ใดๆต่างๆนั้นก็มิเห็นว่าจะต้องเคร่งครัดถึงปานนั้นเลย... อยากให้เสด็จพี่ฮ่องเต้ของเขาได้อยู่ด้วยจริงๆเลย
“ข้าจะใช้ชีวิตเผื่อท่านนะเสด็จพี่”
เพราะต้องอยู่ในวังวนวังหลวงจึงมิอาจใช้ชีวิตได้อย่างที่คิดหรือ้าได้เลย ทั้งภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับโดยที่มิอาจจะสามารถสลัดมันออกได้เลย การต่อสู้แย่งชิง ศัตรูโดยรอบนับสิบทิศทั้งไกลทั้งใกล้ มิอาจที่จะพลาดพลั้งหรือเผยจุดอ่อนออกมาได้เลยแม้แต่เพียงก้าวหนึ่ง มิฉะนั้นชีวิตก็คงจะต้องหาไม่เป็แน่
แม้กระทั่งอาหารการกินก็ไม่สามารถเลือกได้ว่าอันไหนของชอบของไม่ชอบ ทุกการกระดิกก้าวย่างก็ต้องระวังทุกฝีก้าวเพื่อมิให้เกิดการพลาดพลั้งเป็จุดด่างพร้อย อีกทั้งมากมายต่างๆยิ่งนัก ชีวิตแบบนั้นนี่มัน... เฮ้อ
ไหนว่าเป็ฮ่องเต้แล้วจะได้เสพสุขมากมายประดุจดั่งโอรส์จริงๆ อ๋องอย่างข้าก็มิเห็นว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้จะมีความสุขปานนั้น แม้ขนาดหลับนอนกับนางสนมก็ยังพึงระวังกายมิได้ล่วงเข้าสู่นิทราอย่างแท้จริงเสียด้วยซ้ำ หลับไม่สบายไม่สามารถเข้าสู่ห้วงนิทราได้ ตื่นก็ยังต้องพึงระวังภัยระวังตนรอบด้านอีก... ต้องระวังทั้งยามตื่นและยามนอนเช่นนี้จะไปมีความสุขอะไรกัน
บางทีการที่ยังหลงเหลือความทรงจำเช่นนี้ก็เป็การดีเช่นกันนะ เพราะข้าไม่อยากลืมทุกเื่ราวที่ทั้งสุขใจและทุกข์ขื่นขมร่วมกับเสด็จพี่และเหล่าสหายผู้รู้จักเ่าั้... มีสิ่งให้พึงระลึกถึงก็ดี
“เพื่อเสด็จพี่แล้วเสี่ยวเฟยเอ๋อร์จะใช้ชีวิตทั้งในยามตื่นและยามหลับเป็อย่างดีพ่ะย่ะค่ะ!”
อี้อ๋องคุกเข่าลงบนพื้นหญ้า นี่ถือว่าการเกิดใหม่ของเขาแล้ว สถานที่แห่งนี้... และการบอกลารักษาตัวกับบุคคลแห่งสายใยภายในอดีตที่เขาห่วงใยเป็ที่สุดมากกว่าใครคนอื่น เพราะว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้ของเขาไม่มีใคร เขาจึงเพียงหวังว่าจะใครสักคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเสด็จพี่ มิให้ต้องอยู่อย่างหนาวเหน็บคนเดียวในวังหลวงแห่งนั้น และหวังว่าเสด็จพี่ของเขาจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้เป็อย่างดีเช่นกัน
ลาก่อนบรรดาศักดิ์ชินอ๋อง ‘อี้อ๋อง’ ในอดีต ต่อไปปัจจุบัน ข้าคือ ‘อี้เฟย’ !
“ที่แท้สิ่งนี้ก็เรียกว่า ‘หลอดไฟ’ นี่เอง”
อี้เฟยเดินมาหยุดอยู่หน้าเสาไฟของสวนสาธารณะ เขามองเ้าวัตถุทรงกลมที่มีแสงสว่างอย่างสม่ำเสมอโดยที่ไม่ต้องมีการจุดตะเกียงเติมน้ำมันใดๆอย่างสนใจ คงจะพัฒนามาจากจำพวกตะเกียงไฟในสมัยอดีตนั้นกระมัง เพื่อที่จะได้ใช้ให้สะดวกมากขึ้น... สิ่งประดิษฐ์น่าอัศจรรย์!
{‘หลอดไฟ’ หรือ ‘หลอดไฟฟ้า’ คือ อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดความสว่าง}
“ชักจะตื่นเต้นขึ้นมาซะแล้วสิ!” เขามองเ้าหลอดไฟนี้อยู่นานแล้วพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น ใบหน้าที่เงยขึ้นมองหลอดไฟสว่างไสวสะท้อนแสงนั้นกับเนื้อนวลเปล่งประกาย ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามประดับดามไปด้วยรอยยิ้มสดใส ท่ามกลางความมืดมิดรอบข้างนี่กลายเป็ภาพที่มีองศาและองค์ประกอบงดงามยิ่งนัก โดยเฉพาะเด็กหนุ่มอย่างอี้เฟย
‘เสี่ยวเฟยเอ๋อร์สำรวมหน่อย แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน’
“ฮื้ม หึๆ อ่า ควรสำรวมสักหน่อยสิเรา” เขาพูดทั้งหัวเราะในลำคอพลางยกยิ้มบางๆ เมื่อกี้ที่คำพูดคล้ายตักเตือนสั่งสอนของเสด็จพี่ที่มักจะกล่าวกับเขาในตอนวัยเด็กซุกซนไม่รู้ความไม่สำรวมลอยเข้ามาภายในความคิด อี้เฟยจึงได้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตนแสดงกิริยาเช่นนี้ไม่สำรวมสุดๆเลย!
เขาจึงได้ค่อยกลับมาสำรวมใบหน้าและท่าทางใหม่... แต่ก็สำรวมได้ไม่นาน
“เอ๊ะ เอ๋? หา แล้วข้า เอ้ย ฉันจะเอายังไงต่อไปดีเนี่ย!”
เขาก็เพิ่งจะถูกถีบหัวส่งมาที่แห่งนี้แล้วจะทำอย่างไรต่อดีล่ะ จะนอนที่ไหน ไม่มีเสด็จพี่ฮ่องเต้ผู้เรียกฟ้าเรียกฝนให้ ไม่มีอำนาจใด ไม่มีวัง ไม่มีองครักษ์ ไม่มีขันที ไม่มีนางกำนัล ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเงินและจวนอ๋องอีกด้วย!
--------------------------------------
Talk
หากตัวเอกย้อนยุคกลับไปอดีตก็อาจจะพอรู้จักกับสถานที่หรือสิ่งของต่างๆในยุคสมัยอดีตนั้น เพราะตัวเอกอาจจะเคยผ่านตาทางประวัติศาสตร์มาบ้างแล้ว แต่สำหรับท่านอ๋องของเราผู้มาจากอดีตมาอยู่ในยุคปัจจุบันต้องบอกว่าไม่รู้อะไรเลยค่ะ เพราะในยุคสมัยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากยังกับพลิกโลกสร้างใหม่อย่างไรอย่างนั้นแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างจึงกลายเป็สิ่งแปลกประหลาดหรือสิ่งใหม่สำหรับท่านอ๋องผู้มาจากอดีตทุกอย่างเลย เขาเลยตื่นเต้นมากและจำเป็ที่จะต้องเรียนรู้มากๆ เพื่อที่จะใช้ชีวิตใหม่ให้เป็ไปอย่างสโลไลฟ์อย่างที่้า
ตอนนี้ท่านอ๋องรู้จักสวนสาธารณะกับหลอดไฟของยุคสมัยปัจจุบันแล้ว ตอนหน้าก็มาช่วยเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องกัน!