“เห็นศาลพระภูมิครับ” เด็กชายตอบ
“ป๊ะป๋าหมายถึงคุณลุงทรงเอที่เดินเล่นอยู่แถว ๆ นั้นที่แต่งตัวดูแบดบอย ๆ น่ะครับ” ไตเติ้ลตั้งคำถามใหม่
ลูกพลับกะพริบตาปริบ ๆ
เด็กชายมองไม่เห็นคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกเสียจากศาลพระภูมิแล้วก็ฟังไม่เข้าใจด้วยว่าป๊ะป๋ากำลังถามถึงเรื่องอะไร จึงได้แต่ทำหน้างง ๆ แล้วถามกลับอีกฝ่ายออกไปในคำที่เขาสงสัย
“ซง... เอ…? A ant มด, BBat ค้างคาวเหรอครับ?ลูกพลับมองไม่เห็นทั้งค้างคาวแล้วก็มดเลยนะครับ”
‘ฮะ? เดี๋ยวนะ? ค้างคาวกับมดมันมาเกี่ยวอะไรด้วยวะ?’
ไตเติ้ลขมวดคิ้วทำหน้างงอยู่ชั่วครู่แล้วก็กลับนึกขึ้นมาได้ว่าในยุคปีพ.ศ.2538 นี่มันยังไม่มีศัพท์ว่าทรงเอ ส่วนแบดบอยก็ยังไม่ค่อยมีคนใช้กันเลยนี่หว่าสรุปก็คือเจ้าตัวเล็กนี่ฟังที่เขาถามไม่รู้เรื่องเลยสินะ
“คือ…ป๊ะป๋าหมายถึงคุณลุงที่แต่งตัวเหมือนกับเด็กเกเรมีกะตังค์[1] ใส่เสื้อกล้ามสกรีนลายจ๊าบ ๆ กับกางเกงขาสั้นสีกรมท่าคาดเข็มขัดหนังสีดำเส้นโต ใส่แว่นตาดำกับนาฬิกาจีช็อก เจาะหูข้างซ้ายสามรูใส่ห่วงสีเงินสลับทอง ที่คอก็ใส่โซ่สีทองเส้นบักเอ้กเอาไว้ ลูกพลับมองเห็นไหมครับ”
ไตเติ้ลพยายามอธิบายลูกพลับเหลือบสายตาไปยังศาลพระภูมิอีกครั้งคราวนี้พระภูมิทรงเอมีการโบกมือทักทายให้เจ้าตัวเล็กด้วยแต่ถึงอย่างนั้นลูกพลับก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดี
ชายหนุ่มผงกศีรษะเล็กน้อยในตอนเห็นเจ้าที่โบกมือทักทายมาการมองเห็นเทพเทวดานั้นเรียกได้ว่าแตกต่างกับการมองเห็นพวกภูต ผีสัมภเวสีที่น่ารำคาญอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกผีเนี่ยโดยส่วนใหญ่แล้วแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเราไม่อยากจะเสวนาด้วย แต่ก็มักโผล่มาเดินตามพูดกรอกหู เสนอหน้ามารังควาน ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป ก่อกวนกันสุด ๆ จนกว่าจะได้อย่างใจตัวเองนั่นแหละถึงจะยอมรามือ
แต่หากเป็นเทวดานั้นจะมีความแตกต่างดั่งฟ้ากับนรกเพราะเทวดานั้นแม้จะรู้ว่าเรามองเห็น พูดคุย สามารถสื่อสารกันได้แต่ถ้าเราไม่ไปจุดธูปขอเปิดองค์ประชุมหรือเจตนาอัญเชิญมาพูดคุยด้วยอย่างจริงจังแล้ว เทวดาก็จะทำเบลอ ๆ ไม่สนใจว่าเราจะมองเห็นท่านหรือไม่
หรืออีกทีก็เหมือนอย่างกับลุงชัย... เอ๊ย!พระภูมิชัยมงคล[2]องค์นี้ที่เมื่อรู้ว่าไตเติ้ลสามารถมองเห็นและสื่อสารกับจิตวิญญาณต่าง ๆ ได้ก็จะแค่โบกมือทักทาย ให้เรารู้ว่าท่านรับรู้แล้วว่าเรามีตัวตนอยู่ตรงนี้แต่จะไม่เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายให้เรารู้สึกรำคาญใจแต่อย่างใด
“ลูกพลับต้องเห็นอะไรด้วยเหรอครับ มันมีอะไรอยู่ตรงที่ศาลพระภูมิเหรอครับ”
เด็กชายเห็นพ่อย้ำถามถึงสองครั้งก็ชักสงสัย
“อืม… จริง ๆ แล้วคือมีเทวดาเจ้าที่เดินเล่นอยู่ตรงนั้นครับแต่ลูกพลับน่าจะพลังยังไม่กล้าแข็งพอก็เลยมองไม่เห็น” ชายหนุ่มตอบเด็กน้อยไปตามความจริง
“ป๊ะป๋ามองเห็นเทวดาด้วยเหรอครับ ลูกพลับไม่เคยเห็นเทวดาเลยลูกพลับอยากเห็น เทวดาหล่อไหมครับ?”
เจ้าตัวเล็กตาลุกวาวขึ้นมาได้ทันควันลืมความกลัวที่มีให้แก่พวกผีหน้าตาหมองหม่นตรงกรอบประตูบ้านไปหมดในทันใด
“ก็ไม่ต่างกับพวกเราเท่าไหร่หรอกครับ แต่ดีตรงที่ไม่มีหน้าเละๆ เหมือนพวกผี ถ้าลูกพลับมองเห็นเทวดาได้เมื่อไหร่พวกผีหน้าตาทุเรศ ๆ ก็จะไม่กล้าเข้ามายุ่งกับลูกพลับด้วยล่ะครับ”
“เทวดาจะช่วยเราได้ใช่ไหมครับ ถ้าลูกพลับมองเห็นเทวดาลูกพลับก็จะไปบอกให้เทวดามาไล่ผีไปได้ใช่ไหมครับ”เด็กน้อยซักเสียงตื่นเต้น
ไตเติ้ลถึงกับสตั๊นไปสองวิอันที่จริงแล้วเขาอยากจะบอกว่าถ้าลูกพลับฝึกพลังจนแก่กล้าสามารถมองเห็นเทวดาได้แล้ว เด็กน้อยก็จะมีพลังมากพอที่จะจัดการพวกผีด้วยตนเองจนผีสางต่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
แต่เออ… ลูกพลับเข้าใจไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องอธิบายให้ยืดเยื้อมากความ
“แต่ถ้าอยากจะมองเห็นเทวดาให้ได้น่ะ ลูกพลับจะต้องฝึกปั้นบอลลูกใหญ่ๆ ให้ใหญ่ได้เท่านี้เลยนะครับ”
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยื่นมือขวาออกไปข้างกาย พลันดวงแสงสีขาวขนาดใหญ่กว่าลูกฟุตบอลก็ปรากฏขึ้น เปล่งประกายเจิดจ้า
ลูกพลับอ้าปากค้างทันควันไม่ใช่เพียงแค่ว่าป๊ะป๋าจะปั้นบอลได้ลูกใหญ่มาก ๆ แต่ป๊ะป๋ายังสร้างบอลได้ไวสุด ๆ แบบว่าลูกพลับยังไม่ทันจะได้กะพริบตาเลยอยู่ ๆ ก็มีบอลมาอยู่ในมือป๊ะป๋าแล้ว ป๊ะป๋าของลูกพลับเก่งสุดยอดที่สุดไปเลย
“ป... ป๊ะป๋าทำได้ยังไง ลูกพลับฝึกมาทั้งวัน ของลูกพลับยังเป็นบอลจิ๋วอยู่เลย”
เด็กชายเบิกตากว้าง ทั้งที่ก็ไม่เห็นว่าป๊ะป๋าจะได้ฝึกเลยอยู่เฉย ๆ ก็เรียกบอลออกมาได้ไวขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
“ลูกพลับแค่ฝึกทั้งวัน แต่ป๊ะป๋าน่ะ ฝึกทั้งปีแถมฝึกมาแล้วตั้งสี่สิบปีเลยนะครับ”
ไตเติ้ลอวดอ้างสรรพคุณตัวเองทำให้ลูกชายยิ่งเปล่งประกายวิ้ง ๆ ในดวงตา ชื่นชมบิดาหนักข้อยิ่งกว่าเดิม
ลูกพลับรู้ดีว่าป๊ะป๋าอายุยังไม่ถึงสามสิบแต่ป๊ะป๋าบอกว่าฝึกปั้นบอลมาตั้งสี่สิบปีก็แปลว่าป๊ะป๋าจะต้องฝึกมานานมาก ๆ ตั้งแต่ที่ป๊ะป๋ายังไม่เกิดเลยน่ะสิ ป๊ะป๋าของลูกพลับเก่งที่สุดในโลกเลยจริงๆ ด้วย
“แล้วบอลลูกโต ๆ ของป๊ะป๋าใช้สู้กับผีได้รึยังครับ”เด็กชายซักตาแป๋ว
ลูกพลับลืมความกลัวพวกผีในเมื่อครู่ไปหมดแล้วตอนนี้เขาอยากจะเห็นมากกว่าว่าบอลแสงที่พ่อสอนให้เขาฝึกปั้นพวกนี้จะปราบผีได้จริงไหมและปราบได้ยังไง
“ได้สิครับ ลูกพลับดูป๊ะป๋านะ”
ไตเติ้ลพูดพร้อมกับขยับตัวลุกยืนขึ้น
ลูกพลับรีบพรวดพราดลุกตามเด็กชายเห็นป๊ะป๋าหันหน้าไปยังทิศทางของประตูบ้านที่มีกลุ่มผีหน้าเละยืนออกันอยู่เต็มไปหมดคราวนี้แต่ละตัวต่างพากันก้มหน้า หลบสายตา ไม่กล้าแยกเขี้ยวแลบลิ้นข่มขู่ลูกพลับอีกแล้วแต่ถึงอย่างนั้นในฐานะป๊ะป๋าไตเติ้ลก็ไม่คิดจะให้อภัยบังอาจมาหลอกลูกชายเขาจนตัวสั่นงันงก แบบนี้ต้องอัดบอลใส่ให้จัง ๆ มันถึงจะสาสม!
นึกแล้วก็ว่องไวทันความคิดชายหนุ่มตบมือขวาสะบัดลงไปกลางอากาศบอลแสงสีขาวพุ่งตรงไปอัดยังกรอบประตูไม้แล้วระเบิดออกเป็นแสงสว่างเจิดจ้า
ลูกพลับอ้าปากค้าง ถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะจนกระทั่งแสงสว่างพวกนั้นดับวูบลง กลุ่มผีหน้าตาไม่น่าดูพวกนั้นก็อันตรธานหายไปหมดไม่เหลือทิ้งเอาไว้เลยสักตัวเดียว
อานุภาพการทำลายล้างแตกต่างจากที่ป๊ะป๋าสาธิตเมื่อคืนจริงๆ ด้วย!
“สุดยอด! บอลของป๊ะป๋าอัดผีกระเด็นเลย!!”
เด็กชายตาลุกวาว รู้สึกอยากจะรีบฝึกปั้นลูกบอลสีเหลืองดวงน้อยๆ ของตัวเองให้ใหญ่คับโลกขึ้นมาในทันที
“เดี๋ยวมันก็มาใหม่ครับ” ภานุวัฒน์ดับความฝันของลูกเสียอย่างนั้น
“อ้าว?” ลูกพลับกะพริบตาปริบ ๆ
“ผีพวกนั้นมันติดอยู่กับกรอบประตูไม้ครับป๊ะป๋าผลักให้มันหายไปในมิติวิญญาณของพวกมันได้ แต่ถ้าเรายังไม่จัดการกรอบประตูพอถึงตอนที่พระอาทิตย์ตกดิน แสงหมดเมื่อไหร่มันก็จะโผล่ออกมาอีกครับ”
ชายหนุ่มอธิบายแล้วก็หยิบกล่องเครื่องมืองานช่างที่ขอยืมมาจากวัดเมื่อเช้าเดินนำลูกชายไปอ้าวลูกพลับรีบวิ่งตามพ่อไปติด ๆ แล้วพอเห็นพ่อลงมือรื้อกรอบประตูเด็กชายก็พยายามช่วยงานอย่างเต็มที่
ตอนนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้วฤดูหนาวอย่างนี้มืดเร็วมาก ๆ ป๊ะป๋าคุยกับผู้ใหญ่สองคนเมื่อกี้นานเอาเรื่องเด็กชายแอบเหล่สายตาดูนาฬิกา ตอนที่คุยงานเสร็จเวลาก็สี่โมงครึ่งกว่า ๆ เกือบจะห้าโมงเข้าไปแล้วถ้าถึงหกโมงแสงอาจจะหมดจนมืดตื๋อก็ได้ลูกพลับจะต้องช่วยป๊ะป๋ารื้อกรอบพวกนี้ออกไปให้ไวก่อนที่เจ้าผีพวกนั้นจะกลับมาให้ได้เลย!
เด็กชายตั้งอกตั้งใจจะช่วยเหลือพ่ออย่างเต็มที่โดยไม่รู้เลยว่า...
หลังจากที่รื้อกรอบไม้พวกนี้เสร็จหมดแล้วมิว่าจะทันแสงหมดหรือไม่ก็ตามแต่ภานุวัฒน์ก็มีโครงการอยู่ในหัวว่าจะหอบไม้พวกนี้ไปไว้ที่วัดเพื่อทำพิธีฌาปนกิจ ซึ่งจะเป็นการล้างอาคมที่เจ้าของบ้านคนก่อนทำเอาไว้ได้และลูกพลับก็จะต้องโดยสารรถคันเดียวกันกับผีกรอบไม้พวกนี้
ไปตลอดทางจนกว่าจะถึงวัดอย่างแน่นอน.
[1]เครื่องแบบพระภูมิเทวา แด่คนที่ดูหนังเยอะแล้วคิดว่าพระภูมิต้องสวมหมวกแหลมนะคะเอาจริง ๆ ก็คือไม่เลยค่ะ เทวดาส่วนใหญ่จะแต่งตัวชิลด์แบบเรา ๆ กันมาก(แต่ก็ไม่ตามแฟชั่นถึงขั้นทรงเอหรอกนะ) นุ่งโสร่งถอดเสื้อก็มี หรือพระภูมิส่วนใหญ่ที่นักเขียนเคยพบท่านก็จะแค่ชุดขาวให้รู้ว่าถือศีลแต่ชุดขาวนั้นก็คือไม่มีขีดจำกัดการดีไซน์เลยค่ะมีตั้งแต่ชุดรับปริญญาของมหาลัยมหิดล (ลองค้น Google ดู จะเห็นภาพชัดเจนมาก)ไปจนถึงเสื้อคอกลมกางเกงขาสั้น ก็คือแล้วแต่สไตล์เทวดาเลยซึ่งไรต์เคยเห็นมาเกือบทุกแบบล่ะ ยกเว้นแบบที่ใส่หมวกทรงสูงเหมือนในหนังอันนี้ยังไม่เคยเจอเลยค่ะ
[2]พระภูมิชัยมงคล ตามตำนานเทวดาผู้ปกปักรักษาดูแลบ้านเรือนของมนุษย์ นามว่า ชัยมงคลเป็นโอรสของท้าวทศราชผู้เป็นเจ้ากรุงพาลี