ในที่สุดหลังขับรถติดต่อกันมาเป็เวลาหลายชั่วโมง ผมก็เดินทางมาถึงไร่ศรีราพันธ์ที่ยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยน้ากรพ่อบ้านออกมาเปิดประตูรั้ว หลังนำรถไปจอดที่โรงรถ น้ากรก็รีบเข้ามาช่วยถือสัมภาระเข้าไปในบ้านเขายังคงเป็คนที่น่ารักและใจดีเสมอ
“อ้าว ตารันทำไมไม่โทรมาบอกก่อนใกล้จะถึง แม่จะได้เตรียมอะไรไว้ให้ทาน” เมื่อแม่บุญธรรมเห็นผมปรากฏตัวก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับใบหน้าเหี่ยวย่นผุดผ่องด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เป็ไรหรอกครับแม่ผมไม่อยากรบกวน” ผมสวมกอดท่านพลางมองไปรอบ ๆ บ้าน “คนอื่น ๆ ไปไหนกันเหรอครับ”
“พ่อกับน้อง ๆ เข้าไปในไร่ด้วยกันแต่ว่าฝนกำลังจะตกแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้วล่ะ” เธอตอบหลังจากเราคลายอ้อมกอด
แม้จะอยากขึ้นไปพักที่ห้องทว่าผมก็ไม่อยากขัดใจคุณแม่ ดังนั้นจึงยอมนั่งทานข้าวผัดหมูที่เธอปรุงให้ภายในเวลาอันรวดเร็วจนหมดเกลี้ยงพอทานเสร็จ ทุกคนก็กลับมาถึงบ้านพอดี
ผมกราบสวัสดีพ่อบุญธรรมพร้อมมอบอ้อมกอดแน่นๆ จากนั้นก็หันมาทักทายน้อง ๆ ตอนนี้มาลีกับอนุชากลับมาอยู่บ้านตอนปิดเทอม ทั้งคู่ล้วนโตเป็หนุ่มเป็สาวกันหมดแล้วและกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย มาลีเลือกเรียนสายครุศาสตร์เอกภาษาไทย ส่วนอนุชาตัดสินใจเรียนคณะวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน เราแลกอ้อมกอดและมองใบหน้ากันและกันด้วยความคิดถึง แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปรวดเร็วขนาดนี้
“พี่จะอยู่ที่นี่กี่วันคะ”มาลีถามเสียงสดใส
“อาทิตย์นึง”
“แป๊บเดียวเอง พี่อยู่ให้นานๆ กว่านี้ไม่ได้เหรอ” อนุชากล่าวอย่างเซ็ง ๆ เขาคงอยากได้เพื่อนใหม่เพื่อชวนคุยเื่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเดาว่ามาลีคงเอือมระอามากแล้ว
“พี่ต้องกลับไปทำงานทำธุระว่าง ๆ พวกเธอก็แวะไปหาพี่ที่คอนโดบ้างสิ”
พวกเขาพยักหน้าจากนั้นเราทั้งหมดก็พากันมานั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น สักพักป้าแววก็นำน้ำส้มมาเสิร์ฟ
“แล้วนี่ทานอะไรมาหรือยังพ่อจะได้ให้ป้าแววทำกับข้าวให้” พ่อบุญธรรมถามอย่างเอาใส่ใจ
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณไม่ต้องห่วง” หญิงสูงวัยพูดยิ้ม ๆ ทำให้คุณสามียิ้มตามไปด้วย
“แล้วงานบวชเป็ไงบ้าง”พ่อชวนคุย
“ดีครับคนไปร่วมเยอะมากจนต้องเสริมเก้าอี้ออกมานอกวัดเลย”
“เสียดายเราน่าจะไปรวมงานด้วยนะคุณ”แม่กล่าวอย่างนึกเสียดาย
“นั่นน่ะสิถ้าไม่ติดธุระก็คงได้พาคุณกับเด็ก ๆ ไป”
พวกเรานั่งคุยกันเป็เวลาเกือบชั่วโมงก่อนที่ผมจะขอตัวขึ้นห้องไปพักผ่อน
“น้าเอาของขึ้นไปไว้ในห้องให้แล้วนะครับ”พ่อบ้านเดินมาบอกขณะผมกำลังจะขึ้นบันได
“ขอบคุณครับน้ากร”
พอเข้ามาในห้องและปิดประตู ผมก็ตรงไปยังเตียงและทิ้งตัวนอนอย่างเหนื่อยล้าแม้ดวงตาจะหรี่ปรือเพราะรู้สึกง่วง แต่ผมกลับดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วพิมพ์ข้อความส่งไปหาปราการ เขาตอบกลับมาแทบจะทันทีว่าใกล้จะถึงแล้ว
ขณะนอนกลิ้งไปมาบนเตียงสายตาก็พลันเหลือบไปมองแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย แล้วมันก็ทำให้ผมนึกถึงใครคนหนึ่งที่อิตาลีตอนนี้เป็เวลาเกือบบ่ายโมง ที่นั่นก็คงประมาณเก้าโมงเช้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเขาคงตื่นนอนแล้วเขาตื่นเช้าเสมอ ผมกดเข้าไปในสมุดรายชื่อ เลื่อนหาหมายเลขต่างประเทศที่บันทึกไว้เมื่อไม่นานมานี้เมื่อหาเจอแล้วก็ยันตัวลุกนั่ง หัวใจเต้นแรงจนเสื้อขยับตามจังหวะ
โทรเลยดีไหมนะ ความคิดนี้ทำให้ผมกระวนกระวายจนกระสับกระส่าย ผมสู้รบกับจิตใจตัวเองอยู่นานสองนานจนสุดท้ายก็ลุกจากเตียงไปลากเก้าอี้มานั่งข้างหน้าต่างที่เปิดไว้
เืสูบฉีดขณะมองหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอนิ้วโป้งค้างอยู่เหนือปุ่มโทรออก ผมนับหนึ่งถึงสามก่อนจะตัดสินใจกด อาการคลื้นไส้จู่โจมเมื่อได้ยินเสียงรอสายมันดังยาวนานพอที่จะเริ่มทำให้เสียความมั่นใจ ชั่วขณะที่เกิดความคิดว่าจะกดวาง ทันใดนั้นก็มีคนรับสายความหนาวเย็นแู่บไปทั่วสันหลัง
“เชา”
มีผู้หญิงตอบรับไม่รู้ทำไมผมถึงแปลกใจจนชะงักไปครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้จึงเริ่มสนทนาเป็ภาษาอังกฤษกับเธอผมแนะนำตัวและบอกว่าโทรจากประเทศไทย ผมได้เบอร์โทรนี้จากจดหมายฉบับหนึ่งที่ผู้ส่งชื่อ ‘คิมหันต์’ เขียนส่งมาถึงเมื่อหลายเดือนก่อนเขาบอกให้ผมโทรหาเขา
เธอรับทราบและบอกให้ถือสายรอสักครู่ระหว่างนั้นผมจึงฆ่าเวลาด้วยการมองออกนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มปกคลุมด้วยเมฆฝนดำครึ้มมืดมัวเหมือนอารมณ์ความรู้สึกของผม ณ ตอนนี้
“ฮัลโหล”
“...”
“ฮัลโหลนิรันดร์ใช่ไหม?”
“...”
“ฮะ...ฮัลโหล”
“คิม”
“รัน!”
เราต่างคนต่างเงียบทว่ามันเป็ความเงียบที่สบายใจที่สุด ผมไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตากำลังไหลจนกระทั่งเสียงสะอื้นเล็ดลอดผ่านริมฝีปากอันสั่นระริก
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงวันที่ผมได้ยินเสียงของคิมหันต์ น้ำเสียงที่อยู่ในห้วงความทรงจำ ความฝันและยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทส่วนลึกนับั้แ่วันที่จากลากันจนกระทั่งวันนี้
มือซ้ายของผมบีบกรอบหน้าต่างแน่นราวกับกำลังระบายอารมณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ หวังเป็อย่างยิ่งว่าคงไม่มีใครเปิดประตูเข้ามาเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของผมในตอนนี้
“สบายดีไหม”ผมเลือกเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่เป็มิตร แทนที่จะถามว่า นายหายหัวไปไหนมา ซึ่งเป็สิ่งที่ผม้าถามมากกว่า
“ตอนนี้สบายดี”เขาตอบ น้ำเสียงฟังดูสั่นและประหม่า “แล้วนายล่ะสบายดีไหม เป็ยังไงบ้างเราคิดถึงนายมากเลย”
“...”
แม้จะมีคำพูดมากมายอยู่ในหัวแต่พอถึงเวลากลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น ราวกับประโยคทั้งหมดไหลมาจุกเป็ก้อนที่คอหอย
ระหว่างที่เงียบนั้นผมคิดในใจว่าถ้าเขาคิดถึงผมจริงทำไมถึงเงียบหายไปล่ะ อะไรคือสาเหตุแท้จริงที่ขวางกั้นไม่ให้เขาติดต่อหาผม
“รันอย่าวางสายนะคุยกับเราก่อน”
ผมกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอก่อนจะเอ่ยถามอย่างยากเย็น
“นายอยู่ที่ไหน”
“อยู่อิตาลี”
“เกิดอะไรขึ้นทำไมไม่ติดต่อมา”
เขาเงียบ และมันเป็ความเงียบที่ทำให้ผมโกรธจนน้ำตายิ่งไหลพรั่งพรูมือไม้สั่นไปหมด
“เราถูกส่งไปที่หนึ่งมะ...มันแย่มาก”
ผมปาดน้ำตาพลางแสยะยิ้ม
“อ่อเหรอ ยังมีอะไรแย่กว่าถูกทิ้งให้รอตั้งเกือบยี่สิบปีไหมคิมมันนานมากเลยนะ! นานมากจริง ๆ! นายรู้ไหมว่าคนทางนี้ทรมานแค่ไหน! เหอะ ไม่อยากจะเชื่อเลย!” ผมะเิออกไป ทั้งโทสะและอารมณ์ทุกอย่างที่สะสมไว้ถูกระบายด้วยคำพูดเสียดสีเจ็บแสบ
“ขอโทษ”
ผมเมินคำขอโทษของเขาและยังคงพูดขึ้นเสียงต่อไปผมไม่สนว่าใครอาจผ่านมาได้ยินเข้า
“ว่าไง หายหัวไปไหนมา!”
“...”
แม้เสียงหอบหายใจปนสะอื้นของผมจะค่อนข้างดังแต่ผมก็ได้ยินเสียงสูดจมูกแ่เบาดังมาจากปลายสาย คิมหันต์กำลังร้องไห้ แน่ล่ะเขาคงเริ่มสำนึกผิดบางทีบาปคงกำลังกัดกินหัวใจดวงนั้นที่อาจไม่ได้เต้นเพื่อผมอีกต่อไปแล้ว ผ่านไปสักพักคิมหันต์จึงพูดด้วยเสียงสั่นเครือขึ้นมาว่า
“มีเื่เกิดขึ้นแล้วเราก็ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวช”
ผมชะงัก
“วะ...ว่าไงนะ”
เขาพูดประโยคก่อนหน้าซ้ำอีกรอบหลังจากได้ยินดังนั้น ผมก็ใจนอึ้งและพูดอะไรไม่ออก คิมหันต์กระแอมและพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้นิ่งสงบ
“พะ...พ่อกับแม่รู้ว่าเราสองคนเขียนจดหมายหากันตลอดแต่ไม่เคยรู้ว่าพวกเราคุยอะไรกัน มันเป็ความผิดขะ...ของเราเองที่ไม่ยอมเปลี่ยนที่อยู่เราน่าจะเช่าตู้ ป.ณ. ั้แ่ย้ายเข้าหอพัก ถ้าทำแบบนั้นคงดีกว่าปล่อยให้นายส่งจดหมายไปที่บ้านปกติแม่จะเป็คนเก็บเอาไว้ให้ ตะ...แต่วันที่เกิดเื่ดันเป็วันหยุดของพ่อ ท่านอยู่บ้านคนเดียวและบังเอิญได้รับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์เราสังเกตมานานแล้วว่าพ่ออยากรู้ว่าพวกเราคุยอะไรกัน พ่อเป็คนขี้สงสัย และเราคงจะแปลกใจมากถ้าท่านไม่แอบอ่านจดหมายนั่นสักวัน”
คิมหันต์สะอื้น
“ระ...เรายังจำสีหน้านั้นได้สายตาที่พ่อมองมามีทั้งความผิดหวังและขยะแขยง รู้ไหมว่าพ่อถึงขนาดลางานและขับรถไปรับเรามาจากมหา’ลัยเพื่อลากมาคุยเื่นี้ที่บ้านพอรู้ว่าท่านแอบอ่านจดหมายที่นะ...นายส่งมาเราก็รับไม่ได้ โกรธมากและก็กลัวมากด้วย นายไม่รู้หรอกว่าเวลาพ่อโกรธมันน่ากลัวแค่ไหน แต่อย่างน้อยมะ...แม่ก็ไม่ได้เป็แบบนั้นแม่ช่วยคุยกับพ่อให้ใจเย็น แต่เรากับพ่อต่างหัวเสียก็เลยเริ่มทะเลาะกัน
“สาบานเลย ั้แ่เกิดมาเราไม่เคยะโใส่หน้าผู้ใหญ่เลยสักครั้งแต่วันนั้นเราทำเพราะพ่อสั่งให้เราสองคนเลิกคุยกัน เราปฏิเสธ เรารับไม่ได้จริง ๆ พ่อไม่มีสิทธิ์มายุ่งวุ่นวายเื่ส่วนตัว เราเถียงไม่หยุดแล้วเขาก็...ก็...เริ่มทุบตีเรา อะไรอยู่ใกล้มือตอนนั้นท่านคว้ามาเขวี้ยงใส่ไม่ยั้งเราคะ...คงนอนจมกองเืไปแล้วถ้าแม่ไม่เข้ามาห้ามเอาไว้ ละ...แล้วพ่อก็ขับรถออกไปทิ้งเราไว้แบบนั้นกับแม่
“คืนนั้นแม่คิดว่าเดี๋ยวพ่อก็คงกลับมาแต่ผ่านไปสามวันแล้วพ่อก็ยังไม่กลับ ไม่ไปทำงาน โทรศัพท์มือถือก็ปิด ตอนนั้นความโกรธที่มีต่อพ่อเริ่มหายไปกลายเป็กังวลแทน เราสองคนขับรถออกตามหาพ่อทุกที่ที่คิดว่าท่านน่าจะไป ทั้งบ้านเพื่อนโรงแรม ท่าเรือและวัดที่เคยไปร่วมมิสซา สุดท้ายก็เจอพ่อที่บาร์เล็ก ๆ ในแทบชานเมือง”
เขาหยุดพัก ผมจึงได้เห็นและได้ยินเสียงฝนตกนอกหน้าต่างไม่นานคิมหันต์ก็พูดต่อ
“พ่อเมาเละเทะไม่เป็ผู้เป็คน เกิดมาไม่เคยเห็นพ่อเป็แบบนี้เลยพวกเราเอาพ่อกลับบ้านจนได้ และั้แ่นั้นเป็ต้นมาท่านก็ไม่มองหน้าเราอีกเลย แม่เครียดมากเพราะหลังจากนั้นพ่อก็เอาแต่ออกไปข้างนอกแทบทุกคืนแถมยังติดเหล้าอีกด้วย เราเองก็คิดมากไม่แพ้กันจนแทบไม่มีสมาธิเรียน รู้ไหมว่าเราอยากคุยเื่ที่เกิดขึ้นกับนายมากแต่เราก็กลัวว่าถ้ายังติดต่อหานาย สักวันหนึ่งนายอาจเจอปัญหาแบบเรา ฉะนั้นก็เลยเก็บเงียบไว้
“ขอโทษที่จู่ ๆ ก็หายไปแบบนั้นนะ เรารู้ว่านายคงเสียใจและเป็ห่วงมากตอนนี้ถ้าอยากจะด่าจะว่าอะไรก็เชิญเลย”
ข้อมูลที่ได้รับทำให้สมองผมตื่อ นี่ไม่ใช่คำตอบที่คาดว่าจะได้ยินแม้ว่าสิ่งที่เขาเล่าจะฟังดูน่าเชื่อถือ หากแต่ผมกลับอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเขาอาจกำลังโกหกเพื่อเรียกร้องความเห็นใจถ้าเป็เมื่อก่อนผมคงเชื่อคำพูดของเขาโดยทันที แต่ระยะเวลาเกือบยี่สิบปีสามารถเปลี่ยนมนุษย์ไปได้ไม่มากก็น้อยแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่เว้น บางทีตอนนี้ผมแทบไม่รู้จักเขาเลยก็ได้
ผมตั้งสติและเรียบเรียงข้อมูลในหัวจากนั้นก็เอ่ยถามแข่งกับเสียงฝนตกว่า
“นายบอกว่าถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวชไม่ใช่เหรอเื่มันเป็ยังไง”
“อ่อใช่ ไปสิ หลังจากเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเราเลยตัดสินใจพักการเรียนถึงแม่จะไม่เห็นด้วยแต่เราไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ตอนนั้นเครียดมากยิ่งพ่อมาเป็แบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่รู้สิรัน เราโกรธพ่อและอยากหนีไปให้ไกล ๆก็จริง แต่พอเห็นท่านในสภาพนั้นก็ทำไม่ได้ มันยิ่งกว่ารู้สึกแย่ที่ต้องมาเห็นท่านเสียใจ”
คิมหันต์สูดจมูกและกระแอม
“แล้ววันหนึ่งพ่อก็เข้ามาหาที่ห้อง ท่านไม่มองหน้าเราเลยขณะคุยกันพ่อมายื่นข้อเสนอให้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชที่ท่านแนะนำ เราช็อกมากที่ได้ยินแบบนั้นไม่คิดว่าพ่อจะเลือกทำแบบนี้กับลูก และอีกอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าหมอก็สามารถเป็พวกรังเกียจรักร่วมเพศได้เหมือนกันเราคงะโอะไรแรง ๆ ออกไปแน่ถ้าไม่ใช่เพราะแม่กำลังมองดูอยู่ที่ประตู
“เราอยากให้ครอบครัวกลับมาเป็เหมือนเดิมก็จริงแต่ข้อเสนอนั่นก็ออกจะเกินไปเราเลยปฏิเสธ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ช่วยกอบกู้อะไรให้ดีขึ้นเลยสักนิดมีแต่จะยิ่งแย่ลง ๆ ต่อมาพ่อเริ่มหาข้อมูลทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์มาโต้เถียงกับแม่บอกว่าระหว่างท่านกับเธอ ใครสักคนต้องมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ก็โครโมโซมลูกก็เลยออกมาเป็แบบนี้ นี่ว่าบ้ามากแล้วนะ แต่ที่บ้ายิ่งกว่าก็คือพ่อ้าขอหย่ากับแม่พอมาถึงตอนนี้ทุกอย่างก็เข้าสู่จุดเลวร้ายที่สุด
“รู้ไหม ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม่เข้มแข็งและอยู่เคียงข้างเราเสมอไม่เคยด่าว่าอะไรสักคำเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็ ซึ่งนั่นเป็อะไรที่วิเศษมาก แต่บางทีมันคงถึงขีดสุดเกินกว่าที่ท่านจะรับไหวสุดท้ายแม่ก็เข้ามาขอให้เราลองไปรับการบำบัดจิตตามที่พ่อว่า” เขาถอนหายใจ “ตอนนั้นเราไม่รู้สึกใกับอะไรอีกต่อไปแล้วและถ้าวิธีนั้นจะช่วยให้พ่อกับแม่สบายใจและอะไร ๆ กลับมาดีขึ้น มันก็คงเป็ทางออกเดียว”
ฟ้าร้องครืนจนกระจกหน้าต่างสั่นะเืผมหลับตาลง ยิ่งได้ฟังคิมหันต์เล่าก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเคยคิดไปต่างๆ นานาว่าคิมหันต์คงทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือบางทีอาจนอกใจผม แต่ทำไมกันนะทำไมผมถึงไม่เอ่ะใจว่าบางทีอาจเกิดเื่ทำนองนี้กับเขา
หลายคนไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เราเป็ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยที่รักษาได้ไม่ใช่ลักษณะนิสัยสามารถปรับแต่ง แต่มันคือตัวตนที่ถือกำเนิดมาั้แ่การปฏิสนธิ ผมเ็ปเหลือเกินที่ได้รู้ว่าคิมหันต์ถูกกระทำแบบนั้นและละอายมากที่เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองไปวัน ๆ ในขณะที่เขากำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง
ในสถานการณ์เลวร้ายของชีวิตเราต่างหวังว่าคนใกล้ตัวจะเป็ที่พึ่งให้เราได้ และมันคงเป็ยิ่งกว่าฝันร้ายเมื่อบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็บุพการีหันหลังให้เพียงเพราะเราไม่เป็เหมือนคนอื่นๆ
ใครกันหนอจะมารับผิดชอบเื่พวกนี้
าแที่อยู่ในใจของคิมหันต์
“มันคือเื่จริงใช่ไหม” แม้จะฟังดูน่าเกลียดแต่ผมก็ถามเพื่อขอการยืนยัน
“จริงสิ จะโกหกไปทำไม” น้ำเสียงนั้นช่างเศร้ายิ่งนักจนหัวใจปวดหนึบ
น้ำตาไหลไม่หยุดด้วยความรู้สึกผิด โทสะและคำพูดที่ระบายใส่คิมหันต์เมื่อก่อนหน้าตอนนี้ย้อนกลับมาแทงตัวเองเหมือนมีดแหลมคม หากว่าเขาพูดความจริงทั้งหมด เื่ที่เกิดขึ้นกับคิมหันต์ก็นับว่าหนักหนาและโหดร้ายสุดแสนจะบรรยาย
ที่ผ่านมาสำหรับตัวผม ไม่ว่าจะเป็ตอนที่ผมสารภาพกับธิดาหรือล่าสุดที่เปิดใจเล่าทุกอย่างกับคุณพ่ออรรถพล ทั้งสองเหตุการณ์ล้วนผ่านไปได้ด้วยดีราวปาฏิหาริย์ผมจึงไม่เคยต้องเผชิญกับความผิดหวังเสียใจซึ่ง ๆ หน้าเลยสักครั้งและผมก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องพูดเื่นี้กับทางครอบครัว
“ฝนตกเหรอ” จู่ ๆ คิมหันต์ก็ถามขึ้นมา
แม้จะสับสนแต่ผมก็รีบตอบกลับไป
“อ่อใช่ ตกหนักมาก พายุน่าจะเข้า”
“อืม”
“คิม อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะส่งข่าวมาบอกกันสักนิดเพื่อจะช่วยอะไรได้บ้างเงียบไปแบบนั้นรู้ไหมคนฝั่งนี้ใจคอไม่ดี”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากให้รันเดือดร้อนไปด้วยอีกอย่างนายช่วยเื่นี้ไม่ได้หรอกรัน แต่ก็ขอบคุณนะ แค่ตอนนี้นายยอมคุยด้วยเราก็ดีใจมากแล้ว”
ผมพยายามกลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถ
“ขอโทษนะ ขอโทษที่พูดจาไม่ดีและสำหรับทุกๆ อย่าง เรามันเป็แฟนที่ไม่เอาไหนเลยจริง ๆ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ก็รันไม่รู้นี่นา เราผิดเองที่ไม่ส่งข่าว”คิมหันต์กล่าว ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงสดใสขึ้นมาเล็กน้อย“ว่าแต่เรายังเป็แฟนกันอยู่ใช่ไหม”
เมื่อรู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรออกไปผมก็หน้าแดงแต่ความละอายกดผมเอาไว้ไม่ให้เริงรื่นเกินเหตุ จึงทำได้เพียงแค่พูดเรียบ ๆ ว่า
“ก็ถ้านายยังอยากเป็เราก็ยินดี”
“อยากสิ!” เขาบอก “รู้ไหมว่าเรากลัวว่านายน่ะมีแฟนใหม่ไปแล้ว”
ผมเม้มปาก
“อันที่จริงก็เกือบ ๆ นะ”
“แล้วทำไมไม่มีล่ะ”
ผมเงียบ ทำไมน่ะหรือ? ผมคิดว่าเขาน่าจะรู้คำตอบนั้นดีแก่ใจอยู่แล้ว
“นายก็รู้ว่าเพราะอะไร” ผมตอบ
“ไม่รู้หรอก บอกมาเถอะ” ความทะเล้นในน้ำเสียงชวนให้คิดถึงวันวานเมื่อครั้นยังเป็หนุ่ม
“ก็เพราะว่ายังมีความหวังกับนายไงหวังว่าสักวันนายจะติดต่อกลับมา หรือถ้านั่นยังไม่ชัดเจนพอล่ะก็ ใช่ ฉันยังรักนาย”
ผมทอดมองออกนอกหน้าต่างหลังพูดประโยคนั้นจบรู้สึกดีที่ได้พูดสิ่งที่้า
“ขอบคุณที่ยังรักกันนะ” คิมหันต์สูดจมูก“เราก็รักนายเหมือนกัน รักเสมอ”
แล้วผมก็ย้อนถามคำถามแบบเดียวกับที่เขาถามผมเมื่อก่อนหน้า
“แล้วนายล่ะ ไม่คิดจะมีใครบ้างเหรอ”
“ไม่เคย ก็มีนายอยู่แล้วไง”
คำตอบเรียบง่ายของคิมหันต์ทำให้ผมอยากเข้าไปสารภาพบาปกับพระสันตะปาปาที่ผ่านมาผมเคยกอบโกยความสุขชั่วครั้งชั่วคราวกับคนอื่นเพิ่มเติมเต็มช่องว่าง ผมอึ้งจนเผลอหลุดสะอื้นเสียงดัง
“อยากเห็นหน้านายจังเลย” เขาพูดเสียงสั่น
“อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวเราก็ได้เจอกัน”ผมบอก
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของผมเป็ครั้งแรกผมใช้หลังมือซ้ายเช็ดออก ดีใจที่สุดที่ได้ยินเสียงและได้พูดคุยกับคิมหันต์ แม้ว่าสิ่งที่ได้ฟังจะทำให้หัวใจแทบสลายทว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ถึงจะเต็มไปด้วยาแและความบอบช้ำ แต่ผมจะเป็คนเยียวยารักษาเขาเอง
ผมตั้งใจจะคุยต่อเพื่อถามอะไรให้มากกว่านี้ ผมอยากรู้ว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาหายไปนานขนาดนี้ใช่ไหม แต่คิมหันต์ต้องไปช่วยเปิดร้านแล้วตอนนี้เขาทำงานเป็พนักงานที่ร้านอาหารพื้นเมืองของโรมิลดาซึ่งก็คือผู้หญิงที่มารับสายตอนแรก
“นี่คือเบอร์มือถือของเรา” ผมบอกให้เขาจด“นายไม่มีเบอร์มือถือเหรอ”
“เราไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ มีอะไรก็โทรมาที่เบอร์ร้านของโรมิลดาเลยเราพักอยู่ที่นี่ เธอใจดีมาก”
“อ่อ โอเค” แม้จะตอบไปแบบนั้น แต่มันก็ยิ่งทำให้ผมสงสัย
“ดีใจที่ได้คุยกันอีกนะรัน แต่ตอนนี้ต้องไปแล้วล่ะรักนะ”
“รักเหมือนกัน”
แล้วเขาก็วางสาย ผมจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นจนดับไปเองจากนั้นก็เอนหลังพิงพนักอย่างหมดแรง ฟังเสียงฝนตกเปาะแปะด้วยอารมณ์ความรู้สึกผสมปนเปทั้งดีใจ หดหู่ เศร้าและมีความสุข
ทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ผมอยากโทษอะไรบางอย่างจะโทษตัวเองแต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยโทษฐานใด ครั้นจะโทษคิมหันต์ก็ทำไม่ได้เพราะเขาน่าสงสารมากมันไม่ใช่ความผิดของใคร ดังนั้นผมจึงมาลงที่พระเ้า ได้แต่ตัดพ้อพระองค์อยู่ในใจ เพราะใครเหล่าจะอยู่เื้ัทุกสิ่งนอกจากพระองค์ท่าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาคิดวิเคราะห์ดี ๆผมเดาว่าคิมหันต์คงไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย เพราะการพักอยู่ที่ทำงานไม่ใช่เื่ปกติเท่าไหร่มันอาจหมายถึงเขาต้องพึ่งพาเลี้ยงดูตัวเองอย่างลำบาก ถ้าพ่อแม่ของเขาไม่ได้ตัดหางปล่อยวัดคิมหันต์ก็คงตัดสินใจเลือกทำแบบนี้เพื่อความสบายใจของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จากนี้ไปผมจะไม่ยอมให้เกิดเื่ร้ายๆ กับเขาอีก แม้จะไม่รู้ว่าต้องช่วยด้วยวิธีไหน แต่ผมก็ขอให้คำสัญญา
จากนั้นไม่นานฝนก็หยุดตก เมฆดำเคลื่อนผ่านไปเปิดท้องฟ้าสดใสให้แสงแดดสาดส่องลงมา ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าสะท้อนแสงระยิบระยับเป็สีทองสักพักผมก็ลุกจากเก้าอี้และลงไปคุกเข่าข้างเตียง ยื่นแขนเข้าไปใต้นั้นและดึงกล่องใบหนึ่งออกมามันมีฝุ่นจับเล็กน้อย
ผมถือมันมาที่หน้าต่าง นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมและวางกล่องไว้บนตักสภาพของมันยังคงเหมือนครั้งสุดท้ายที่ผมจำได้ แล้วผมก็เริ่มแกะเชือกและเปิดดูของที่อยู่ข้างในผมนั่งอ่านจดหมายเก่า ๆ ดูรูปภาพและระลึกความหลังเงียบๆ รอยยิ้มวาดบนใบหน้า โดยมีรุ้งกินน้ำสีสันสดใสพาดโค้งสวยงามอยู่เหนือูเาด้านนอก