หวังเฟิงถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “องค์ชายสี่ ท่านคงเชื่อในสิ่งที่ข้าพูดแล้วกระมังต่อให้ท่านไม่ยอมรับความจริง ก็ไม่น่าถึงกับต้องไปฝากความหวังไว้กับคนไร้ค่าอย่างนางเลย”
องค์ชายสี่รูปงามราวหยกท่าทางอ่อนโยนสง่างาม แม้ถูกดูแคลนเช่นนั้นกลับไม่โกรธเคือง ยังมีอารมณ์เอ่ยถาม “เดิมพันว่าข้าจะหายดีหรือไม่นี่อัตราต่อรองเท่าใด”
อิ่นจื่อไป๋มององค์ชายสี่อย่างประหลาดคิดในใจว่าอีกฝ่ายคงสติแตกไปแล้วจึงตอบกลับทันที “หนึ่งต่อสิบ”
องค์ชายสี่ถอนใจเบาๆ“แค่สิบเท่าเองหรือ คุณหนูชิงเหยียน หนึ่งแสนตำลึงทองที่อิ่นจื่อไป๋ต้องจ่ายนั้นถือเป็ค่ายาแล้วกันหวังว่าเ้าจะไม่ถือสา”
ฮวาชิงเหยียนกลับส่ายหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง“องค์ชายสี่ ข้ารักษาท่านเพราะตัวข้าเอง มิได้้าสิ่งตอบแทนเ้าค่ะ”
บทสนทนาเชิงสนิทสนมไร้แววลังเลของทั้งสองคนทำให้อิ่นจื่อไป๋โมโหรีบะโเยาะเย้ยว่า “องค์ชายสี่ ท่านเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ ขาของท่านยังไม่หายข้ายังไม่ต้องจ่ายเงินเสียหน่อย!”
ผู้คนรอบด้านก็พากันหัวเราะเยาะพูดกันเซ็งแซ่ว่าองค์ชายสี่คงเสียสติไปแล้ว
แต่เสียงเรียบๆขององค์ชายสี่กลับดังขึ้นในจังหวะที่พอดิบพอดี
“ใครบอกว่าข้ารักษาไม่หาย”
เขากวาดสายตาเ็าไปรอบๆจดจำทุกสายตาเยาะเย้ยเอาไว้
คนเหล่านี้คิดว่าข้าขาขาดก็จะข้ามหัวอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ
อิ่นจื่อไป๋มององค์ชายสี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจพลางแค่นเสียงเย้ยหยัน “องค์ชายสี่...อย่าบอกนะว่าท่านหลงรักสตรีอัปลักษณ์คนนี้เข้าถึงได้ปกป้องกันถึงเพียงนี้ท่านดูถูกสติปัญญาของพวกเรามากเกินไปกระมังแค่ใช้ไม้ดามขาไว้แบบนั้นจะเรียกว่าหายได้อย่างไร คิดว่าพวกเราตาบอดหรือ!”
“ใช่! ถึงองค์ชายสี่จะตาบอดหลงรักนังขี้เหร่ก็ช่างแต่อย่าคิดว่าพวกเราจะตาบอดเหมือนกับท่าน!”
ชายหนุ่มอีกสองคนที่มากับอิ่นจื่อไป๋ก็กล่าวเย้ยหยันขึ้นมาทันที
ผู้คนด้านล่างต่างมัวแต่วุ่นวายกับเื่ตรงหน้าจนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นสายตาอันแหลมคมของสองเงาร่างบนชั้นสามบุรุษชุดแดงกับบุรุษชุดดำยืนมองเหตุการณ์เบื้องล่างเงียบๆ
ฮวาชิงเหยียนรับรู้ถึงสายตาคมกริบที่จับจ้องมาที่ตนอย่างไม่ลดละนางกวาดตามองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง แต่กลับไม่พบต้นตอของสายตานั้นจึงเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันกลับไปกล่าวกับองค์ชายสี่
“องค์ชายสี่ ในเมื่อพวกเขาไม่เชื่อท่านช่วยกระดิกปลายเท้าให้พวกเขาเห็นเสียหน่อยเถิดให้คนพวกนี้ที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างได้ลืมตาดูเสียบ้างเ้าค่ะ”
“นางคนไร้ค่า! เ้าว่าใครไม่เคยเห็นโลกกัน!” อิ่นจื่อไป๋โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแต่ก็ยังพูดจาเยาะเย้ยไม่เลิก “องค์ชายสี่ หากขาของท่านหายดีแล้วจริงๆเช่นนั้นก็ลองขยับให้ดูสิ ให้พวกเราประจักษ์กันหน่อย!”
สีหน้าผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างไม่เชื่อพวกเขาเห็นกับตาว่าขาขององค์ชายสี่นั้นเกือบขาดจนมีเพียงผิวบางๆ ที่เชื่อมติดกันเท่านั้นจะหายดีได้อย่างไร
ทุกสายตาต่างจ้องมองปลายเท้าขององค์ชายสี่ไม่กะพริบแม้แต่ผู้ดูแลร้านขายโอสถเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองตามอย่างใคร่รู้เพราะในใจเขาเองก็ไม่เชื่อว่าสาวน้อยเช่นฮวาชิงเหยียนจะสามารถรักษาได้จริงๆ
ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจรอคอยสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ปลายเท้าขาวสะอาดขององค์ชายสี่...กระดิกเบาๆ
การขยับเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ทั่วทั้งร้านขายโอสถตกอยู่ในความเงียบในพริบตา
เป็ไปไม่ได้!
ทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตนเองบ้างถึงกับขยี้ตาแล้วเพ่งมองใหม่อีกครั้งและสิ่งที่เห็นคือ...ปลายเท้าขององค์ชายสี่กระดิกอีกครั้ง
ขยับจริงๆด้วย!
“์! ขาองค์ชายสี่หายจริงหรือ!”
“เป็ไปไม่ได้ ข้าว่าข้าต้องตาฝาดแน่ๆ!”
ไม่นานทั้งร้านขายโอสถก็ตกอยู่ในความปั่นป่วนผู้คนต่างเบิกตากว้าง จ้องมองปลายเท้าขององค์ชายสี่อย่างไม่อยากเชื่อสีหน้าของคนที่หันไปมองฮวาชิงเหยียนซึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่งเต็มไปด้วยความใสุดขีด
“อิ่นจื่อไป๋...ว่าอย่างไรเล่า มีอะไรจะกล่าวอีกหรือไม่”ฮวาชิงเหยียนกล่าวเสียงเย็นพลางลูบท้องตนเองที่เริ่มปวดเพราะความหิวนางกวาดตามองท้องฟ้าด้านนอกแล้วถอนใจ ก่อนเอ่ยต่ออย่างเร่งรีบ “พนันแล้วต้องยอมรับผลอิ่นจื่อไป๋ เ้าไม่คิดจะจ่ายเดิมพันหน่อยหรือ”
อิ่นจื่อไป๋ที่เพิ่งได้สติจากความตื่นตระหนกใบหน้าซีดเผือดก่อนจะะโลั่น “ไม่! เป็ไปไม่ได้! เ้าเป็แค่สวะไร้ค่าจะรักษาขาองค์ชายสี่ได้อย่างไร เ้าต้องมีโอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวแน่ๆ!”
ฮวาชิงเหยียนหัวเราะเยาะ“อิ่นจื่อไป๋ เ้าสมองกลวงหรือ หากข้ามีโอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวจริงข้าจะไปลงเดิมพันหนึ่งพันตำลึงทองทำไม แค่ขายโอสถนั้นเม็ดเดียวก็ได้เงินมากกว่านั้นหลายเท่าเห็นข้าโง่ขนาดนั้นเชียว?”
เดิมทีผู้คนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าฮวาชิงเหยียนอาจมีโอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวจริงๆกระทั่งได้ยินคำพูดของนาง ต่างรู้สึกว่าเป็ไปไม่ได้แม้จะใช้ทรัพย์จากคลังหลวงก็ยังมิอาจโอสถวิเศษได้ง่ายๆและฮวาชิงเหยียนจะยอมแลกโอสถเม็ดนั้นเพียงเพื่อเดิมพันแค่หนึ่งหมื่นตำลึงทองไปทำไม
เมื่อคิดได้เช่นนี้ทุกคนจึงเริ่มหันมองฮวาชิงเหยียนด้วยแววตาแปลกไปอีกทั้งยังมีความรู้สึกประหลาดใจผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่หรือว่า...นางเป็คนรักษาขาขององค์ชายสี่จริงๆ
หากเป็เช่นนั้นเื่นี้คงะเืทั่วทั้งแผ่นดิน ในแผ่นดินหลงเหยียนแห่งนี้ไม่เคยมีผู้ใดสามารถรักษาอาการขาขาดได้โดยไม่พึ่งโอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวเลยสักคนเดียว!
“ฮวาชิงเหยียน นี่เ้า!” อิ่นจื่อไป๋หน้าถอดสีั์ตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแฝงความหวาดกลัวอยู่ลึกๆเมื่อครู่มีคนลงเดิมพันถึงห้าแสนตำลึงทอง หากเขาต้องจ่ายจริงๆนั่นเท่ากับต้องขายทรัพย์สินตระกูลอิ่นเลยไม่ใช่หรือ เขาจะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
อิ่นจื่อไป๋จ้องนางเขม็งพลางกัดฟันพูดอย่างขุ่นเคือง“ฮวาชิงเหยียน ใครว่าขาขององค์ชายสี่หายดีแล้ว แค่กระดิกนิ้วเท้าได้ไม่ได้แปลว่าเดินได้เสียหน่อย! อีกอย่างพวกเ้าอาจแอบสมรู้ร่วมคิดกันก็ได้! ใครๆก็รู้ว่าเ้ามันสวะไร้ค่า แม้แต่หลอมโอสถยังทำไม่ได้แล้วเ้าจะมีปัญญารักษาขาองค์ชายสี่ได้อย่างไร! ข้าไม่หลงกลเ้าหรอก!”
“ใช่! ฮวาชิงเหยียนไม่ใช่แค่ไร้พร์ด้านการบำเพ็ญแม้แต่หลอมโอสถก็ทำไม่ได้! นางต้องใช้กลโกงบางอย่างที่ทำให้ขาองค์ชายสี่ขยับได้แน่ๆ!”
“ถูกต้อง! พวกข้าไม่เชื่อหรอกว่าขาองค์ชายสี่จะหายดีจริงๆ!”
เสียงโวยวายจากกลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายอิ่นจื่อไป๋ดังขึ้นพร้อมกันส่วนอิ่นจื่อไป๋ก็มองฮวาชิงเหยียนด้วยแววตาดูแคลนเต็มที่
แต่ฮวาชิงเหยียนกลับยืนอย่างสงบจ้องพวกเขาด้วยสายตาเย็นเฉียบเขม็ง ยิ้มบางก่อนเอ่ยเสียงเนิบ
“อิ่นจื่อไป๋ เ้าเพิ่งอายุสิบสองสิบสามปีก็เริ่มหมกมุ่นในสถานเริงรมย์ปล่อยให้สุรานารีกัดกินพลังในร่างกายจนพร่องแม้เ้าจะกินโอสถก่อแก่นปราณเข้าไปแล้วก็ยังมิอาจทะลวงขั้นได้สักทีซ้ำยังกลับไปอ่อนแอเพราะมัวแต่หลงในวังวนราคะไม่ใช่หรือ อีกอย่างเ้าคงไม่ได้ฝึกฝนมานานแล้วกระมัง แต่หากกลับไปฝึกเมื่อใดก็จะยิ่งสูญเสียพลังไปเร็วยิ่งขึ้น ไม่เพียงอาเจียนเป็เืแต่ยังเป็ลมล้มพับได้ง่ายๆ อีกด้วย”
คำพูดของนางทำเอาใบหน้าของอิ่นจื่อไป๋ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วหูทั้งสองแดงก่ำด้วยราวกับรู้สึกว่าถูกตบหน้ากลางตลาด
เพราะเื่ที่ฮวาชิงเหยียนพูดออกมานั้นเป็เื่ที่เขากำลังเจอจริงๆที่สำคัญคือเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน!
เมื่ออิ่นจื่อไป๋ััได้ถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นจากคนรอบข้างก็ยิ่งร้อนรนพยายามทำเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อน “เ้ากล้ากล่าวหาคุณชายเช่นข้ารึเช่นนั้นข้าจะทำให้เ้ารู้ว่า...อะไรเรียกว่าความเ็ป!”