เอ่อ…สวัสดีครับ ผมโกคังซู นี่คือครั้งแรกเลยที่ผมได้โพสต์ลงที่นี่เพราะปกติผมจะอ่านแล้วก็เม้นท์อย่างเดียวเสียมากกว่าวันนี้ผมจะมาเล่าเื่หนึ่งมันเป็ตอนที่ผมไปเที่ยวที่ประเทศไทยแล้วดันไปเจอเื่ประหลาดเื่หนึ่งที่ทำให้ผมจำไปจนตายเลย
ย้อนกลับไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนผมได้คุยกับเพื่อนคนสนิทที่เป็คนไทยคนหนึ่งเขาชื่อเจมส์ ผมรู้จักกับเจมส์ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขามาเรียนต่อที่นี่แล้วก็ได้เจอกันตอนเรียนชมรม เจมส์เป็คนเฟรนด์ลี่มากมันเลยทำให้ผมกับเขาค่อนข้างจะสนิทกันพอสมควร
หลังจากเรียนจบเจมส์ก็กลับไทยไปช่วยงานธุรกิจครอบครัวเรายังติดต่อกันบ้างแต่ก็ไม่บ่อยสักเท่าไหร่เพราะด้วยหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน
จนมาเมื่อสี่วันก่อนไปผมได้คุยกับเจมส์แล้วเราก็คุยกันเื่สถานที่ท่องเที่ยวกัน่นั้นที่เราคุยกันมันเป็่ใกล้วันปีใหม่แล้วบริษัทของผมกับที่ทำงานของเจมส์ก็หยุดตรงกันพอดีเลยกะว่าจะไปเที่ยวกันสักหน่อย
ตอนแรกก็คิดว่าจะไปเที่ยวยุโรปนั่นแหละแต่ด้วยค่าเดินทางต่างๆมันแพงมากๆบวกกับเราพึ่งจะทำงานมาได้แค่ปีเดียวเองเลยเปลี่ยนเป็เที่ยวใกล้ๆดีกว่า
เจมส์ก็เสนอให้ผมมาเที่ยวไทยแล้วเขาจะเป็ไกด์ให้ผมคิดว่านี่เป็ความคิดที่ดีนะ เพราะผมจะได้เจอเจมส์และมีไกด์นำเที่ยวด้วยอีกอย่างไม่ต้องเสียค่าที่พักเพราะไปนอนบ้านเจมส์ฟรีผมเลยตกลงไปพร้อมกับนัดแนะวันกัน
พอถึงวันเดินทางผมมาถึงไทยวันที่24 ธันวาคม ซึ่งตรงกับคริสต์มาสอีฟพอดี ผมมาถึงประมาณตี 3 ของประเทศไทย เจมส์ก็มารอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ
พอถึงบ้านผมก็ได้เจอกับครอบครัวของเขาทุกคนเป็มิตรและน่ารักมาก พวกเขาต้อนรับเราอย่างดี่เช้าเรากินข้าวกันก่อนพวกเขาจะพาผมไปเที่ยวในตัวเมืองก่อนแล้วอีกสามวันค่อยไปต่างจังหวัด
เจมส์บอกว่าตอนแรกจะพาไปอีกจังหวัดนึงแต่หลานของเพื่อนสนิทยายเขาแต่งงานพอดีเลยต้องไปจังหวัดนี้ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรหนอกนะ แค่ได้เที่ยวก็พอแล้ว
พอถึงวันที่จะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดพวกเราก็ออกเดินทางกันแต่เช้าจังหวัดที่พวกเราจะไปเป็จังหวัดที่อยู่ในแถบภาคเหนือของไทย
จากกรุงเทพใช้เวลาในการเดินทางเป็วันเพราะด้วยระยะทางกว่าเกือบ 600 กว่ากิโลเมตรและเส้นทางที่รถค่อนข้างติดพอสมควรเลยทำให้ใช้เวลานาน
เมื่อมาถึงที่หมายทันทีที่ขาแตะกับพื้นดินผมก็บิดตัวเพื่อคลายความเมื่อยทันทีก่อนจะพากันหยิบข้าวของเข้าไปเก็บด้านในตัวบ้าน
ผมขออธิบายก่อนบ้านต่างจังหวัดของเจมส์จะแตกต่างจากบ้านที่กรุงเทพพอสมควรบ้านที่กรุงเทพจะเป็บ้านที่ออกแบบสไตล์มินิมอลทั้งหลังตั้งอยู่ในหมู่บ้านมีพื้นที่ขนาดประมาณนึงส่วนที่นี่ตัวบ้านหลักที่คุณแม่เขาเรียกเป็บ้านไม้ยกสูงหรือที่เขาเรียกกันว่าบ้านทรงไทยมองออกไปทางด้านหลังมีบ้านทรงไทยอีกหลังที่มีลักษณะเหมือนกันตั้งเยื้องกันอยู่ไม่ไกลที่คุณแม่เรียกว่าบ้านรองพื้นที่โดยรอบเป็ที่โล่งกว้างมีสวนผักเล็กๆข้างๆเยื้องๆไปหน่อยเป็สวนให้นั่งเล่นเรียกได้ว่าค่อนข้างใหญ่เลยที่เดียว
พอขึ้นบ้านมาบ้านหลักก็พบกับคุณยายท่านหนึ่งเขาชื่อว่าคุณยายเอี่ยมเป็พี่สาวของคุณยายออยคุณยายของเจมส์คุณยายเอี่ยมกับคุณยายออยนิสัยไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าไหร่ คุยเก่ง ขี้เล่นแถมยังเป็คนตลก เลยทำให้ผมหายเกร็งไปได้ทันที
่บ่ายเราออกมาทานข้าวข้างนอกโดยมีเ้ามือเป็คุณลุงลูกชายคนโตของคุณยายเอี่ยมเป็เ้ามือตอนนั้นทำให้ผมรู้ว่านอกจากคุณยายเอี่ยมที่อยู่บ้านนี้ก็มีคนอื่นๆอยู่อีกด้วย
พอทานข้าวเสร็จคุณแม่ก็พาผมกับเจมส์ไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้าในตัวเมืองสำหรับงานแต่งหลานของเพื่อนสนิทของคุณยายออยตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าทำไมต้องถ่อมาซื้อถึงในตัวเมืองด้วยเจมส์บอกว่าส่วนใหญ่ต่างจังหวัดถ้าไม่ใช้อำเภอดังหรือเขตท่องเที่ยวพวกห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ไม่ค่อยมีหรอกจะมีอย่างมากก็พวกร้านขายของชำไม่ก็ตลาดสด แต่ก็ไม่ใช่ทุกจังหวัดนะที่เป็แบบนี้มันแล้วแต่จังหวัดด้วยแหละ
หลังจากซื้อของเสร็จเราก็ตรงกลับบ้านแต่ระหว่างทางคุณแม่ก็แวะไปบ้านหลังหนึ่งก่อนซึ่งมันก็คือบ้านของเพื่อนสนิทคุณยายออยนั่นแหละ
ต่อจากนี้ผมจะขอเรียกว่าคุณยายริมล่ะกันตอนที่เรามาถึงบ้านคุณยายริมผมก็ได้กวาดสายตาสำรวจบริเวณรอบๆ
บ้านของคุณยายริมมีลักษณะบ้านยกสูงสองชั้นชั้นบนเป็ไม้ส่วนชั้นล่างเป็ปูน บริเวณรอบๆบ้านถูกตกแต่งด้วยหลอดไฟนีออนหลากสีเครื่องเสียงขนาดใหญ่เต็มรูปแบบและยังมีพวกเต็นท์กับโต๊ะเก้าอี้สำหรับรับแขกด้วยหรือที่เขาเรียกว่าโต๊ะจีน
ระหว่างที่พวกเรารอคุณแม่ที่กำลังคุยกับคุณยายริมอยู่เราก็ได้เจอกับหญิงชายคู่หนึ่งซึ่งก็คือว่าที่คู่เ้าบ่าวเ้าสาวในวันพรุ่งนี้นั่นแหละ
คุณยายริมแนะนำพวกเขาให้กับพวกเราฝั่งผู้หญิงที่เป็หลานแท้ๆชื่อหมวย ส่วนผู้ชายที่เป็แฟนของผู้หญิงชื่อเกมส์
ตอนที่กำลังคุยกันอยู่จู่ๆผมก็รู้สึกแปลกๆผมไม่รู้ว่าคิดไปเองมั้ยแต่ผมแอบเห็นว่าบนชั้นสองห้องด้ายหลังของบ้านมีใครบางคนแอบมองเราอยู่
ผมพยามเพ่งมองแต่ก็ต้องละสายตาออกมาก่อนเพราะจู่ๆหมวยก็หันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
ผมกระอึกกระอักงงงวยเพราะแปลไม่ออกจนต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนก่อนที่เจมส์ก้มลงมากระซิบแปลให้
“เอ่อ…ไม่มีอะไรครับ” ผมตอบกลับเป็ภาษาไทยที่สำเนียงแปร่งๆหมวยที่ได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มกว้างก่อนจะหันไปคุยกับแฟนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ผมถึงกับต้องขมวดคิ้วในทันทีจะว่าไงดีล่ะ สายตากับน้ำเสียงของเธอเมื่อกี้มันทำให้ผมรู้สึกขนลุกแปลกๆ
พอกลับมาถึงบ้านผมก็ได้คุยเื่นี้กับเจมส์เขาก็เห็นด้วยกับผมว่ารู้สึกว่าหมวยดูแปลกๆมันเหมือนอาการของคนมีอะไรปกปิดอย่างไงอย่างงั้นเลยแต่ก็นั่นแหละคิดไปก็เท่านั้นบางทีมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้
วันต่อมา่เช้าตรู่เราตื่นขึ้นมาแต่งตัวสำหรับการไปงานแต่งของหมวยกับเกมส์เมื่อมาถึงงานพวกเราก็เข้ามานั่งรอที่โต๊ะที่เขาจัดเตรียมไว้ให้
ผมขออธิบายก่อนงานแต่งงานของไทยจะไม่แตกต่างเกาหลีสักเท่าไหร่จะมีแค่บางพิธีที่เพิ่มมาเท่านั้นอย่างเช่น การแห่ขันหมาก พิธีนับสินสอดแล้วก็พิธีสงฆ์เท่านั้นเอง
ใน่เช้าพิธีงานแต่งก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นแล้ว่ที่ผมกำลังยืนรอตรงบริเวณบ้านเพื่อรอรถนั้นเองจู่ๆผมก็นึกหันไปมองที่ชั้นสองห้องเดิมผมยืนจ้องมองอย่างไม่มีเหตุผลแต่จู่ๆหน้าต่างที่ปิดสนิทก็เปิดออกกระแทกกับกำแพงไม้อย่างแรงจนเกิดเสียงดังจนทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์
ผมพยายามเพ่งมองเพื่อหาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้หน้าต่างเปิดแต่ขณะที่กำลังจ้องมองอยู่นั้นจู่ๆก็มีแขนๆหนึ่งใส่เสื้อแขนขาวลูกไม้สีขาวโผล่ออกมาดึงหน้าต่างปิดกลับไปเหมือนเดิม
ผมที่เห็นดังนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้วทันทีจะว่าแขนเสื้อนั่นทำไมมันดูคุ้นๆยังไงก็ไม่รู้พยายามนึกอยู่นานก็คิดไม่ออกสักทีจนเจมส์มาตามให้ขึ้นรถกลับบ้าน
วันต่อมาเรายังคงต้องไปงานแต่งอีกครั้งโดยงานนี้เราจะไปกันตอนเย็น
ระหว่างที่นั่งรถมางานผู้ใหญ่ในรถก็คุยกันตลอดทาง
“เออ ยายออยแกจำไอ้หมิวได้มั้ย”
“ไอ้หมิวไหนรึ”
“ก็ไอ้หมิวแฝดไอ้หมวยไง”ประโยคของเหล่าคุณยายทำให้ผมคิ้วขมวดแม้ผมจะแปลคำพูดได้ไม่หมดแต่ก็พอจับใจความได้ว่ากำลังพูดถึงหมวยอยู่ผมหันไปขอความช่วยเหลือจากคนข้างๆที่กำลังขับรถอยู่เจมส์อธิบายให้ฟังว่าที่พวกยายกำลังพูดถึงก็คือฝาแฝดของหมวย เธอชื่อหมิวเป็ฝาแฝดคนน้องเธอเป็คนเรียบร้อยอยู่บ้านหลังนี้นี่แหละ
มันน่าแปลกนะจริงๆเธอควรจะมาร่วมงานแต่งของพี่สาวแต่นี่กลับไม่เห็นเลยแถมยังไม่มีใครพูดถึงด้วย
มาถึงหน้างานรถยนต์นับสิบจอดเต็มสองข้างทางภายในซอยทำให้การจราจรค่อนข้างจะติดขัดรถยนต์ค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆผมกับเจมส์ช่วยกันกวาดสายตามองหาที่จอดรถภายในซอยแต่ดูเหมือนจะเต็มเจมส์จอดรถที่หน้าซุ้มหนึ่งที่มีชายสองถึงสามคนนั่งอยู่ก่อนจะลดกระจกลง
“ขอโทษครับจอดรถตรงไหนได้บ้างครับ”
พวกเขาหันมามองก่อนจะมีชายคนหนึ่งเดินตรงมายังที่รถ“จอดตรงนู้นเลยพี่ ตรงนี้มันเต็ม” เขาชี้ไปข้างหน้าที่ห่างไปประมาณเกือบร้อยแมตร
“ขอบคุณครับยายลงตรงนี้เลยครับเดี๋ยวผมไปหาที่จอดก่อน”
“อ่าวแล้วหนูล่ะลูก”
“เดี๋ยวผมเอารถไปจอดก่อนครับคังซู นายลงไปพร้อมยายเลยก็ได้” ผมพยักหน้าตอบก่อนจะพากันลงรถ
ผมกับคุณยายพากันเดินมาถึงทางเข้างานก็พบพวกผู้ใหญ่รวมถึงเ้าบ่าวเ้าสาวที่มายืนรอรับแขกขณะที่พวกคุณยายกำลังยืนคุยอยู่สายตาของผมก็เหลือบไปมองหน้าต่างบนชั้นสองโดยไม่มีสาเหตุจู่ๆผมก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานเหตุการณ์ที่จู่ๆหน้าต่างที่ชั้นสองด้านหลังจากเปิดออกแล้วก็มีใครบางคนยื่นมือออกมาปิดจริงๆมันก็ควรจะปกติถ้าเกิดมือที่เอื้อมมาปิดดันไม่ใส่ชุดเดียวกับเ้าสาวหรือบางทีผมอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้ก็แค่หมวยขึ้นไปเปลี่ยนชุดหรือทำธุระส่วนตัวก็แค่นั้น
“ไอ้หนู ไปลูก”
“ครับ” คุณยายออยหันมาเรียกผมเดินผ่านคนตรงนั้นพร้อมกับยกมือไหว้เล็กน้อยแต่ขณะที่เดินผ่านสายตาก็เหลือบไปมองหมวยที่จากตอนแรกยังดูยิ้มแย้มแต่พอเห็นผมจู่ๆเธอก็หุบยิ้มไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็กลับมายิ้มกว้างพร้อมกับดวงตาที่แข็งกร้าวทันที
ผมที่เห็นดังนั้นถึงขนลุกซู่แต่ก็ต้องฝืนยิ้มกลับไปเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายผิดสังเกตให้ตายเถอะผู้หญิงคนนี้ดูยังไงก็น่ากลัวจริงๆ
เราเข้ามานั่งที่โต๊ะภายในงานแล้วเหมือนงานจะเริ่มไปสักพักแล้วระหว่างงานเลี้ยงดำเนินไปอาหารก็ทยอยเสริฟเป็รอบๆ
ระหว่างนั้นเองผมก็เกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาผมหันไปถามเจมส์ก่อนเจมส์จะหันไปถามคุณแม่ให้
“หนูต้องไปเข้าในบ้านน่ะลูกข้างนอกเต็มหมด” คำตอบคุณของคุณแม่ทำเอาผมถึงกับต้องกลืนน้ำลายทันที
แต่สุดท้ายผมก็ต้องไปเข้าอย่างเลือกไม่ได้เพราะตอนนี้ผมก็อั้นแทบไม่ไหวเหมือนกันเจมส์หันมาถามตอนแรกเขาก็จะไปเป็เพื่อนด้วยแต่ผมก็บอกว่าให้เขาอยู่ที่โต๊ะ
ผมลุกจากโต๊ะเดินตรงไปยังตัวบ้านเอื้อมมือเปิดประตูด้านหลังบ้านพร้อมกับสายตากวาดมองรอบๆภายบ้านปิดมืดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นมีแค่บางดวงรอบๆบ้านที่เปิดเอาไว้ผมหรี่ตามองพร้อมกับเอื้อมมือคลำหาสวิตช์ไฟก่อนไฟจะเปิด
ใช้เวลาอยู่ครู่นึงเพื่อทำธุระก่อนจะเดินออกมาขณะที่ผมเอื้อมมือไปปิดไฟเพื่อที่จะออกจากบ้านจู่ๆก็ได้เสียงอะไรบางอย่างผมหยุดยืนนิ่งพยายามเงี่ยหูฟังมันเหมือนกับเสียงของคนที่กำลังหวีดร้องเบาๆมาจาก้าชั้นสอง
ปัง!!!
เสียงหน้าต่างที่ถูกเปิดออกด้วยความแรงจนเกิดเสียงดังมากทำให้ผมสะดุ้งเฮือกในตอนนั้นผมกลัวจนอยากจะวิ่งเสียด้วยซ้ำแต่อะไรดลใจไม่รู้กลับบอกให้ผมขึ้นไปที่ชั้นสอง
ผมยืนนิ่งอยู่ครู่คิดแล้วคิดอีกว่าจะขึ้นไปดีมั้ยแต่พอมานึกๆดูอีกทีถ้าเกิดเสียงที่ได้ยินมาจากคนจริงๆล่ะถ้าเขากำลังพยายามขอความช่วยเหลือล่ะสุดท้ายผมก็เลือกตัดสินใจขึ้นไปบนบ้านทันทีแม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่ควร
สองเท้าค่อยๆเดินขึ้นบันไดบ้านอย่างช้าๆเพื่อไม่ให้เกิดเสียงแต่เหมือนว่าเสียงจากงานที่อยู่ด้านนอกกลบเสียงเท้าในบ้านจนแทบไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
มาถึงชั้นบนด้านหน้าบันไดเป็หน้าต่างบานนึงที่ถูกปิดไว้ด้านซ้ายเป็ห้องสองติดกันและด้านหลังของบันไดก็มีอีกห้องหนึ่ง
เสียงหวีดเล็กๆดังมาจากห้องติดบันไดผมหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าสูดหายใจเข้าก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องโล่งโปร่งด้านขวาเป็ตู้เสื้อผ้าใบหนึ่งตั้งอยู่ด้านซ้ายมีผ้าผืนสีขาวขนาดใหญ่ผืนหนึ่งขึงกั้นไว้แสงจากหน้าต่างบานเล็ก้าลอดเข้ามาให้เห็นเงาบางอย่างที่อยู่ด้านหลังผ้าผืนใหญ่
ผมมองพินิจพอดูดีๆเหมือนเป็ร่างของคนที่ลอยอยู่บนอากาศแต่มันก็แปลกคนที่ไหนจะลอยกลางอากาศได้นอกจาก…
เพื่อคลายความสงสัยผมจึงตัดสินใจเปิดผ้าออกแต่ก็ต้องช็อคเพราะสิ่งที่เห็นมันคือผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเดรสสีขาวผูกคอกับขื่อบ้านอยู่!
ยังไม่ทันที่ผผมจะร้องออกมาทันใดนั้นเองร่างนั้นก็ค่อยๆหันมาอย่างช้าๆก่อนที่ลำตัวจะร่วงหล่นมาต่อหน้าทันที
ผมที่เห็นดังนั้นก็ดึงกับกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นจนล้มลงไปกับพื้นตอนนั้นผมช็อคมากจนทำอะไรไม่ถูกผมพยายามตั้งสติแต่จู่ๆก็ได้ยินเสียบางอย่างจากด้านล่าง
“เฮ้ย!ใครอยู่ข้างบนน่ะ!” เสียงของชายคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหูดังมาจากชั้นล่าง“กูถามว่าใคร!!” น้ำเสียงที่ดูโมโหทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าคนข้างล่างคงไม่มาดีแน่ๆผมกวาดสายตามมองรอบๆจนไปหยุดที่ตู้เสื้อผ้าที่อยู่ด้านหลัง
ผมตัดสินใจเปิดตู้เสื้อผ้าก่อนจะเข้าไปหลบในนั้นทั้งที่ความจริงผมไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกแต่เพื่อความปลอดภัยมันเลยเลือกไม่ได้
เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาในห้องเขาใช้ไฟฉายสาดส่องไปทั่วห้องก่อนจะไปหยุดที่ร่างที่นอนแผ่อยู่ด้านล่าง
“เชี่ย!!อะไรวะเนี่ย” ชายคนนั้นใอย่างสุดขีดเขาเดินดุ่มเข้าไปหาร่างนั้นก่อนเขาจะพยายามจะทำอะไรบางอย่างกับร่างนั้นแต่ด้วยความสว่างอันน้อยนิดและต้องมองผ่านช่องของตู้เสื้อผ้าเลยทำให้ผมมองไม่ค่อยเห็น
จังหวะชายคนนั้นกำลังหันไปหยิบผ้าผืนจู่ๆก็มีบางอย่างที่ด้านหลังของเขาผมพยายามเพ่งมองดูผ่านช่องตู้เสือ้ผ้าก็พบว่ามันคือร่างไร้ศรีษะของผู้หญิงคนนั้นกำลังยืนอยู่
ขณะที่ชายคนนั้นไม่ทันสังเกตเธอก็เอื้อมมือมาจับใบหน้าก่อนจะทำการดัดคอพับไปด้านหลังจนได้ยินดังกร๊อบทันที
ยังไม่พอเท่านั้นเธอยังทำการดัดแขนขาของชายคนนั้นไปทิศทางต่างๆจนผิดรูปก่อนจะทำการบิดลำตัวส่วนบนหันไปด้านหลังจนล้มลงไป
ในตอนนั้นผมกลัวมากแต่ก็ต้องรีบเอามืออุดปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียง
ร่างไร้ศรีษะค่อยๆเดินตรงดิ่งมาทางตู้เสื้อผ้าที่ผมซ่อนตัวอยู่เธอเอื้อมมือมาดึงประตูหมายจะเปิดประตูตู้เสื้อผ้าแต่โชคดีที่ผมใส่กลอนล็อคไว้ทำให้เธอไม่สามารถเปิดมันออกได้
แต่ก็คิดว่าโชคดีไม่นานเพราะสิ่งที่เธอทำกลับทำให้ผมกลัวจนแทบช็อคเพราะเธอเขย่าประตูเสื้อผ้าจนตู้สั่นคลอนและเมื่อมองตรงไปยังทางด้านหลังศรีษะที่ยังผูกกับบนขื่อไม้กำลังอ้าปากส่งเสียงหวีดร้องอยู่นั่นเองแต่ที่สยองกว่าคือศรีษะที่ยังผูกกับเชือกมันไม่ได้อยู่แค่เฉยๆแต่มันกลับแกว่งไปมาราวกับลุกตุ้มนาฬิกาอย่างไงอย่างนั้นเลย
ตัวของผมสั่นคลอนจากแรงสั่นที่ถูกเขย่าพยายามใช้มือที่ปิดปากอยู่ปิดให้แน่นเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดแต่ด้วยความกลัวที่มันมากทำให้สติของผมแตกกระเจิงผมในตอนนั้นได้แต่ขอพรภาวนากับพระเ้าอยู่ในใจทั้งที่ไม่รู้มันจะช่วยได้รึเปล่า
แต่เหมือน์จะรับรู้ถึงความ้าของผมเสียงตึงตังจากชั้นล่างพร้อมกับเสียงเรียกที่คุ้นเคยที่ใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงโวยวายและประตูตู้เสื้อผ้าที่ถูกเปิดออกพบว่าเป็เจมส์และพวกผู้ใหญ่นั่นเองที่มาช่วย
“คังซู!! คังซู!ไม่เป็ไรๆเรามาช่วยแล้ว”
ผมถูกพาออกมาจากตู้สายตาเหลือบเห็นร่างไร้ศรีษะที่นอนแน่นิ่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าผมถูกพาออกมาจากบ้านก่อนที่ไม่นานทั้งตำรวจและกู้ภัยจะมาถึง
ในตอนนั้นเองด้วยเพราะความกลัวจนทำให้สติแตกกระเจิงผมไม่สามารถเล่าและให้ปากคำกับตำรวจได้เลยแม้แต่น้อยจนต้องรอถึงอีกวันกว่าผมจะสงบลง
หลังจากเหตุการณ์นั้นจบลงคุณแม่ก็มาเล่าให้ฟังศพที่ผมเห็นนั้นก็คือหมวยนั่นแหละ ตอนที่ผมได้ยินผมใมากก็เ้าสาวที่ผมเห็นนั่นก็คือหมวยนี่แต่พอรู้ความจริงก็ถึงกับช็อคเพราะเ้าสาวในงานที่เราเห็นนั่นไม่ใช่หมวยแต่กับเป็ฝาแฝดอีกคนที่ชื่อหมิวต่างหาก
ซึ่งหมายความว่าหมิวทำการฆาตรกรรมฝาแฝดตัวเองเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเกมส์ยังไงล่ะ
เื่มันเกิดจากหมวยที่เป็แฟนกับเกมส์อยู่แล้วและทั้งคู่ก็วางแผนที่จะแต่งงานกันแล้วจพอถึงวันที่หมวยพาแฟนมาคุยกับครอบครัววันนั้นมันตรงกับวันที่หมิวกับมาบ้านพอดี
พอเธอเจอกับเกมส์ก็เกิดชอบตอนแรกเธอเลยไปแอบๆคุยกับเกมส์แต่ว่าเกมส์กลับไม่เล่นด้วยเธอเลยต้องหาวิธีที่จะเขี่ยฝาแฝดตัวเอง
ตอนแรกหมิวก็กะจะแค่วางยามอมเมาเกมส์เท่านั้นแต่หมวยดันมารู้เื่เสียก่อนเลยทำให้แผนแตกเลยทำให้ทั้งคู่เกิดทะเลาะกันรุนแรงแล้วท้ายสุดหมิวก็เกิดพลั้งฆ่าหมวยไป
ด้วยความที่ไม่มีทางเลือกเธอเลยตัดสินใจจัดฉากว่าเป็การฆ่าตัวตายซะแต่เพราะเธอเป็ผู้หญิงเลยทำอะไรได้ไม่คล่องเลยจ้างเพื่อนผู้ชายอีกสามคนซึ่งก็คือคนที่เราไปถามหาที่จอดเมื่อตอนเย็นนั่นแหละมาช่วยและคอยเฝ้าห้องนี้ไว้
หลังจากนั้นเธอก็ทำการสลับตัวกับหมวยทำทีว่าเธอเป็หมวยแล้วบอกกับทุกคนว่าหมิวมาร่วมงานแต่งไม่ได้เพราะมีธุระด่วน
คุณแม่เล่าว่าตอนแรกแผนของหมิวก็เกือบจะสำเร็จแล้วถ้าหากผมไม่ดันขึ้นมาเจอซะก่อน
ผมได้ถามคุณแม่กลับไปเื่ที่ทำไมตัวส่วนบนกับศรีษะของหมวยถึงขาดจากกัน
หมิวสารภาพว่าวันงานหมั้นหลังจากเสร็จงานเธอขึ้นไปที่ห้องนั้นเพื่อที่จะไปนำร่างของหมิวลงมาแต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เธอเอาลงมาไม่ได้เลยทำให้หมิวหงุดหงิดเลยพยายามกระชากตัวเลยทำให้เชือกที่ผูกอยู่กับส่วนคอเกิดเสียดสีกันแล้วทำให้ลำคอเกิดการฉีกเกือบขาดนั่นเอง
ส่วนเหตุการณ์ที่ผมเจอคุณแม่บอกว่าเสียงที่ผมได้ยินก่อนที่จะขึ้นชั้นสองอาจจะเป็สัญญาณอะไรบางอย่างของหมวยที่้าให้ผมไปเจอแล้วช่วยเขาแต่อาจเพราะตอนตายเขาตายไม่ดีเลยมาในสภาพนั้นเลยทำให้ผมกลัวจนช็อค
หลังจากเหตุการณ์นั้นหมิวกับเพื่อนก็ถูกตำรวจจับข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายและร่วมมือกันอำพรางศพส่วนเกมส์เขาก็กลับบ้านไปโดยที่ยังไม่ทันได้แต่งงานกับเ้าสาวตัวจริงเลย