หากพูดถึงพ่อของลูกพลับคนเดิมแล้ว...
ช่างมันเถอะ ความทรงจำแย่ ๆ แบบนั้นลูกพลับไม่คิดถึงดีกว่า
ป๊ะป๋าก็บอกย้ำว่าอยากให้คิดว่าพ่อคนเดิมกับป๊ะป๋าคนใหม่นี้เป็คนละคนกันลูกพลับก็จะเชื่อตามนั้น
ลูกพลับไม่ชอบพ่อคนเดิมที่เอาแต่เมาเหล้าชอบทุบตีแต่ลูกพลับรักป๊ะป๋าคนใหม่คนนี้มาก ๆ ป๊ะป๋าคนนี้ใจดีกับลูกพลับที่สุด
เด็กชายรู้สึกว่าป๊ะป๋าเป็แบบนี้ดีกว่าเยอะเลยลูกพลับไม่โดนตบตี แถมยังได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เป็ของตัวเองครั้งแรกในชีวิตเลยด้วยทุกทีเสื้อผ้าที่เด็กชายใส่อยู่ถ้าไม่ได้ของเก่าโละทิ้งมาจากคนในตลาดก็มักเป็เสื้อผ้าที่พ่อเก็บมาให้จากกองขยะ
นี่เป็ครั้งแรกที่พ่อพาเขามาเลือกซื้อเสื้อผ้าของใหม่ด้วยตัวเองมันสวยแล้วก็สะอาดมาก ลูกพลับจะใส่อย่างทะนุถนอม ซักบ่อย ๆจะไม่มีวันยอมทำให้เสื้อเก่าได้เลยเด็ดขาด เพราะถ้าเสื้อใหม่สองตัวนี้เก่าจนโทรมแล้วก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ชาติไหน พ่อถึงจะยอมให้เขาได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้อีก
"ว่าไปนั่นป๊ะป๋าก็เห็นว่าไม่มีใครจำลูกพลับได้เหมือนกันนั่นแหละทั้งที่ลูกพลับไม่ได้หล่อขึ้นเลยแท้ ๆ" ไตเติ้ลหัวเราะ
รู้จักกันมาสามสี่เดือนก็สังเกตเห็นว่าไอ้เ้าสมบัติเก่าจากเ้าของร่างเดิมคนนี้มันรู้จักพูดจาขี้ประจบดีแท้ทั้งยังว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังดูเป็ผู้ใหญ่เกินตัวจนคิดไม่ถึงเลยว่าไอ้เดชขี้เมาคนนั้นจะระบายอารมณ์ด้วยการตบตีลูกชายที่ว่านอนสอนง่ายของตัวเองคนนี้เข้าไปได้ยังไง
"ลูกพลับหล่อขึ้นสิ ก็พ่อของลูกพลับหล่อมากลูกพลับที่มีพ่อหล่อมาก ๆ ก็ต้องหล่อตามพ่อแน่นอนอยู่แล้วครับ"
เด็กชายตอบโต้ยังตักข้าวเข้าปากด้วยท่าทางอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้
เดี๋ยวนะ ทฤษฎีแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอวะเนี่ย ไอ้เด็กขี้ประจบคนนี้ แบบนี้ถ้าไตเติ้ลยังจะคงยืนยันว่าลูกพลับไม่หล่อมันก็หมายความว่าเขาด่าตัวเองว่าหน้าตาไม่ดีไปด้วยน่ะสิแต่ถ้าเขาคิดจะชมตัวเองว่าหน้าตาดีก็เท่ากับว่าไอ้เด็กนี่ที่เป็ลูกชายก็ต้องหน้าตาดีตามเขาอย่างนั้น?
นี่คือไม่เปิดช่องให้แก้ตัวกันเลยนี่หว่า ไอ้เ้าเด็กแสบเอ๊ย!
ไตเติ้ลคิดในใจแล้วก็เผลอหัวเราะออกมาในความช่างประจบของเด็กคนนี้น่าจะเป็เพราะแต่ก่อนเคยแต่ถูกตบตีมาโดยตลอด ลูกพลับจึงขี้อ้อนขี้ประจบมากกว่าเด็กคนอื่นเป็เท่าตัว
เวลาเด็กประจบมาก ๆ เนี่ยก็แค่อยากได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ก็เท่านั้น ดู ๆ ไปแล้วไอ้เ้าสมบัติเก่านี่ก็น่าสงสารจริงๆ ยังเด็กตัวแค่นี้ แต่ต้องมาเผชิญกับสันดานแย่ ๆ ของผู้ใหญ่สารเลวแบบไอ้เดชานั่นเนี่ย
และจังหวะที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเอง ไตเติ้ลก็สังเกตเห็นว่าลูกพลับกำลังจับตามองไปยังรถยนต์ของเล่นอันเล็กที่เด็กในตลาดกำลังเล่นกันอยู่
จะว่าไปแล้วเด็กวัยนี้ยังคงมีความสุขสดใสและชอบเล่นของเล่นกันอยู่เลยนี่นะแต่กับลูกพลับที่ไม่เคยได้รับความแยแสใส่ใจจากไอ้เดชพ่อขี้เมามาก่อนเลยนั้นกลับไม่มีของเล่นเป็ของตนเองเลยสักชิ้นแบบนี้มันนอกจากจะเป็ผลเสียต่อสภาพจิตใจของเด็กแล้วก็ยังส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กอย่างที่สุดเลยนี่นา
"ลูกพลับรู้ไหมว่าถ้าป๊ะป๋าไม่เอาเงินไปซื้อเหล้าป๊ะป๋าจะมีเงินเหลือเยอะมากเลยนะ"
"รู้สิครับเพราะว่าป๊ะป๋ามีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกพลับด้วย ตั้งสองชุดแน่ะ" เด็กชายตอบประจบประแจง
"อื้อแล้วก็ยังมีเหลือมากพอจะซื้อของเล่นให้ลูกพลับได้ด้วยนะ"
ไตเติ้ลเปิดช่องให้เ้าเด็กขี้ประจบอ้อนขอของเล่นจากตน
"แต่พ่อเคยบอกว่าของเล่นไร้สาระมีแต่เด็กเหลือขอเท่านั้นที่วัน ๆ เอาแต่เล่นของเล่นไม่ทำการทำงาน"
เด็กชายตอบด้วยสีหน้าสลด
เด็กน้อยรู้จักที่จะแยกแยะเรียกคำว่า ‘พ่อ’เมื่อพูดถึงพ่อขี้เมาคนเดิม และส่วนพ่อคนใหม่ที่หล่อออร่าเปล่งประกายปุ๊งปิ๊งแบบนี้ลูกพลับก็เรียกว่าป๊ะป๋าตามที่พ่อได้สั่งเอาไว้
"อ่า…ไอ้พ่องเดชนิสัยไม่ดีเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ ด้วยสินะ"
ไตเติ้ลถึงกับตบฝ่ามือเข้ากลางขมับตนเองแรง ๆ
ไอ้พ่องชั่วขี้เมานั่นไม่คิดจะเอาเงินมาซื้อของเล่นให้ลูกแล้วยังพูดสั่งสอนเด็กส่งเดชสมกับที่ชื่อเดชให้เด็กเข้าใจอะไรผิดๆ ไปแบบนั้นได้ยังไงวะ กล่าวหาว่าลูกเป็เด็กเหลือขอแต่จริง ๆแล้วตัวมันนั่นแหละโคตรจะเหลือขอเลยสวะสังคม เศษเดนนรกส่งมาเกิดชัด ๆ
"ตอนนั้นพ่อของลูกพลับเมามากก็เลยกลายเป็คนโง่คำพูดของคนโง่ขี้เมามันเชื่อถืออะไรไม่ได้เลยสักอย่างถ้าจะกรุณาลูกพลับช่วยลืมคำสอนของไอ้โง่ขี้เมานั่นไปให้หมดเลยได้ไหมครับ"
"ลูกพลับกรุณาครับ" เด็กชายตอบพ่อในทันที
อันที่จริงคำว่า ‘ถ้าจะกรุณา’ นั้นเป็คำพูดประชดประชันติดปากที่ไตเติ้ลมักใช้พูดเล่นกับเพื่อนๆ เขาเผลอเอามาปามุกแป้กใส่เด็กเจ็ดขวบก็จริง แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่าเด็กเจ็ดขวบที่โตเกินวัยคนนี้จะฟังเข้าใจแถมยังตบมุกกลับได้ทันทีแสบเงียบเหมือนกันนะไอ้เ้าเปี๊ยกนี่
"ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ป๊ะป๋าที่ไม่เมาและฉลาดมาก ๆมีเงินเหลือให้ลูกพลับซื้อของเล่นอยู่ห้าสิบบาทลูกพลับเอาเงินนี้วิ่งไปที่ร้านของเล่นตรงนู้นแล้วเลือกซื้อของที่ถูกใจลูกพลับได้ตามสบายเลยนะครับ"
ไตเติ้ลบอกพร้อมกับส่งแบงก์ห้าสิบให้กับเด็กชาย
"ลูกพลับซื้อได้กี่อย่างเหรอครับ?"
เด็กชายทำตาโตเมื่อเห็นแบงก์ห้าสิบที่พ่อส่งให้
ั้แ่เกิดมานี่เป็ครั้งแรกที่พ่อให้เงินกับเขาลูกพลับเคยเห็นเด็กแถวบ้านที่ได้รับเงินค่าขนมจากพ่อแม่ต่างก็ได้กันมากสุดแค่ไม่เกินยี่สิบบาทเท่านั้นแล้วนี่พ่อให้มาตั้งห้าสิบบาท ลูกพลับจะเอาไปซื้ออะไรได้หมดทั้งห้าสิบบาทกันละเนี่ย
"ป๊ะป๋าให้ลูกพลับห้าสิบแต่ลูกพลับจะเอาไปซื้อของเล่นกี่ชิ้นก็แล้วแต่ลูกพลับใช้หมดห้าสิบบาทไปเลยก็ได้ แต่ถ้าซื้อเกินห้าสิบบาทลูกพลับก็จะมีเงินไม่พอจ่ายเขาอย่างแน่นอนเพราะฉะนั้นก็ต้องใช้ให้ไม่เกินงบในเงินห้าสิบบาทนี้เท่านั้นนะครับ"
ไตเติ้ลอธิบายถือเป็การสั่งสอนให้เด็กชายรู้จักการใช้เงินไปในตัว
อันที่จริงแล้วในปี 2538 ไตเติ้ลจำได้ว่าตัวเขายังน่าจะเป็เด็กนักเรียนม.ต้น ม.ปลายอยู่เลย เด็กม. ปลายได้เงินรายวันห้าสิบบาทนั้นถือว่าเป็ปกติกับสังคมโรงเรียนระดับกลางพวกเพื่อนเขาที่ฐานะดีหน่อยก็จะได้เงินค่าขนมรายวัน 100-200 บาทแต่เวลานั้นข้าวแกงในโรงเรียนราคาชามละ 7-15 บาทน้ำอีกแก้วละ 3-5 บาทถ้าไม่ใช่เด็กที่ใช้เงินเปลืองแบบฟุ่มเฟือยก็จะมีเงินเหลือเก็บกลับบ้านมาหยอดกระปุกได้ทุกวัน
แต่เขาก็จำไม่ได้หรอกว่าของเล่นพวกตุ๊กกะตุ่นตุ๊กตาในยุคพ.ศ. 2538 นั้นราคาจะประมาณสักเท่าไหร่การให้เด็กวัยเริ่มประถมถือเงินห้าสิบบาทนั้นก็น่าจะนับได้ว่าเยอะอยู่นี่เป็การถือเงินครั้งแรกของลูกพลับ เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเ้าเด็กขี้ประจบคนนี้จะมีความคิดในการตัดสินใจใช้เงินให้กับตัวเองอย่างไรบ้าง
ลูกพลับไม่ได้คิดซับซ้อนอะไรเหมือนอย่างคนเป็พ่อ เด็กน้อยแค่ได้เงินมาห้าสิบบาทก็ดีใจมากแล้วเ้าตัวเล็กรีบคว้าแบงก์ห้าสิบวิ่งไปยังร้านขายของเล่นทันทีและตอนที่เลือกซื้อของเล่นอยู่นั้นเด็กชายก็พบว่าของเล่นชิ้นใหญ่โตอย่างรถวิทยุบังคับนั้นมีราคาที่แพงมากหลายร้อยบาทจนถึงพันกว่าบาทเลยก็มี
ถึงจะอยากได้ของเล่นพวกนั้นแต่ลูกพลับก็รู้สถานะการเงินของที่บ้านดีว่าไม่ได้ร่ำรวยอะไรจึงยอมเลือกดูของเล่นที่ราคาไม่แพงแค่มีให้เล่นเหมือนอย่างที่เด็กในตลาดเล่นกันก็ดีใจแล้ว
แต่พอถามราคากับคนขายเด็กชายก็ได้พบกับความเครียดเข้าจู่โจมอีกครั้งรถของเล่นราคาห้าบาท ตุ๊กกะตุ่นยางราคาสองถึงสามบาทต้องซื้อของพวกนี้มากเท่าไหร่ถึงจะเป็เงินห้าสิบบาทได้
ลูกพลับถึงขั้นต้องยกมือกุมขมับเลยทีเดียว.