บทที่3. เด็กตัวน้อยในหุบเขาเร้นลับ
ฟึบ!ฟึบ!
กลุ่มบุรุษชุดดำสวมหน้ากากปิดหน้าหลายคนที่กำลังแบกร่างคนตระกูลไป๋ไว้ต่างพาคนวางลงที่วัดล้างติดชายป่าด้านหนึ่งห่างไกลจากเมืองหลวง
“พวกท่านเป็ใครเหตุใดจึงช่วยพวกข้า”เสียงอ่อนแรงของไป๋ซ่างจวินเอ่ยถามขึ้นอย่างช้าๆเพราะได้รับาเ็จากการต่อสู้กับพวกมือสังหารที่มีพลังปราณขั้นสูง
“พวกข้าได้รับคำสั่งให้ช่วยเหลือพวกท่านตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้วแม้จะไม่สามารถรักษาชีวิตของพวกท่านไว้ได้ทั้งหมดทุกคนก็ตามแต่พวกข้าก็พยายามทำตามหน้าที่อย่างเต็มกำลังข้าแนะนำว่าพวกท่านควรปิดบังชื่อแซ่และสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา ไม่เช่นนั้นพวกท่านจะตกอยู่ในอันตรายอีกส่วนนี่เป็ยารักษาอาการาเ็ภายนอกและภายใน แต่ไม่อาจฟื้นฟูซ่อมแซมพลังปราณได้ข้าช่วยท่านได้เพียงเท่านั้น”บุรุษที่ดูเป็หัวหน้าของคนชุดดำเอ่ยขึ้นมาก่อนส่งขวดหยกให้ไป๋ซ่างจวินนับสิบขวด
“ขอบคุณท่านมากขอรับ”
“ขอบคุณขอรับ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงขอบคุณจากคนตระกูลไป๋ที่เหลือลอดไม่กี่ชีวิตบุรุษชุดดำสวมหน้ากากเ่าั้ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย…
สองปีต่อมา..
“สิบสี่เ้าสิบสี่”เสียงที่บ่งบอกถึงวัยชราเอ่ยเรียกหาหลานสาวตัวน้อยที่หน้าบ้านซึ่งถูกสร้างขึ้นจากไม้ไผ่ข้างเรือนยังมีลำธารสายเล็กๆไหลผ่านข้างหลังบ้านยังมีสวนผักและมีต้นผลไม้ที่ถูกปลูกเอาไว้อีกหลายสิบต้น
“เ้าค่าท่านปู่วววว”
ร่างเล็กจ้อยที่สวมใส่ชุดเสื้อและกางเกงราวกับเด็กชาวบ้านธรรมดาๆที่ตอนนี้มีอายุได้3หนาวแล้ววิ่งจรู๊ดดดดมาหาปู่ตามเสียงเรียกผมทรงซาลาเปาสองก้อนบนหัวที่ท่านพ่อบ้านหวังฉีมัดให้สั่นไหวด๊อกแด๊กๆไปมาตามการเคลื่อนไหวของเ้าตัวดวงหน้ากลมเล็กน่ารักนั้นมีลูกผมปรกลงข้างแก้มดูน่าหยิกน่าเอ็นดูเป็ยิ่งนัก
“ไปเล่นอันใดมาจึงเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเพียงนี้”เมื่อเห็นสภาพหลานสาวแล้วก็ท่านผู้เฒ่าไป๋ก็อดเอ่ยทักถามขึ้นมาไม่ได้
“ฉิบฉี่เล่นปลูกต้นไม้มาเ้าค่าาท่านปู่ววว”
“ดูท่าเ้าจะชอบต้นไม้มาเหลือเกินนะนี่”
“ฮิฮิ พี่ต้นไม้ใจดีชอบเล่นกับฉิบฉี่” เสียงกังวานสดใสเอ่ยตอบท่านปู่ไปตามความจริงเวลานางออกไปเจอต้นไม้หลังบ้านหรือจะเป็ในป่าก็ตามนางรู้สึกเหมือนต้นไม้เ่าั้ดีใจมากที่เจอนางต้นไม้เ่าั้จะพากันโบกสะบัดกิ่งใบไปมาเหมือน้าเล่นด้วยเวลาแดดร้อนก็ยื่นกิ่งก้านสาขามาบังแดงเป็ร่มให้นางด้วยนะพี่ต้นไม้ใจดีมากๆเลยล่ะ
“อืมเอาละๆ ไปล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วมากินข้าวกับปู่”ท่านผู้เฒ่าไป๋ไม่ได้นึกเอะใจอันในกับคำพูดของหลานสาวมากนักคิดว่านางคงจินตนาการไปตามเื่ของเด็กน้อยเท่านั้น จึงไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ
“เ้าค่าฮิ ฮิ จินข้าวๆ” เ้าตัวเล็กใช้ขาสั้นๆ พวกร่างตนเองวิ่งออกไปอย่างร่าเริงเพื่อทำตามที่ท่านปู่บอกั้แ่เช้านางไปเล่นปลูกต้นไม้หลังบ้านมาใช้พลังไปเยอะจนตอนนี้หิวมากแล้ว
ท่านผู้เฒ่าไป๋มองหลานสาวคนเดียวด้วยแววตาอ่อนโยนนางฉลาด ร่าเริงสดใสเป็ที่สุด จากวันนั้นนี้ก็ผ่านมาสองปีแล้วก่อนนี่ท่านผู้เฒ่าไป๋ให้พ่อบ้านหวังฉีไปสืบข่าวเื่ตระกูลไป๋แต่พบว่าทุกอย่างถูกปิดกั้นและถูกลบล่องลอยออกจนหมดจนไม่อาจสืบหาความจริงอันใดได้ในเมืองหลวงและเมืองอื่นๆต่างเล่าลือกันว่าคนในจวนตระกูลไป๋ตายหมดสิ้นไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว
ท่ามกลางความเสียใจที่ไม่อาจสืบข่าวลูกหลานในตระกูลได้ยามค่ำคืนหนึ่งภูตสายลมที่เกิดจากพลังปราณสายลมก็มาปรากฎขึ้นตรงหน้าเพียงได้เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็ภูตสายลมที่ลูกสะใภ้สี่เป็คนสร้างขึ้นมาเพราะท่านผู้เฒ่าไป๋เคยเห็นพลังสายลมของลูกสะใภ้สี่มาแล้วแต่ด้วยเพราะพลังปราณที่สร้างภูตสายลมนั้นอ่อนแอมากจึงส่งสารได้เพียงว่า
‘ปลอดภัย อย่าห่วง’
จากนั้นก็สลายหายไปทันทีเป็เพียงสี่คำเท่านั้น แต่เพียงสี่คำนี้ก็ทำให้ความหนักอึ้งที่กัดกินให้ทุกข์ใจนั้นเบาบางลงได้ในทันทีแม้ไม่รู้ว่าลูกหลานเหลือรอดกันกี่คนและอยู่ที่ใดกันแต่อย่างน้อยสารจากภูตสายลมนั้นก็ทำให้รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่นอกจากเขาและเ้าสิบสี่แล้วยังมีคนในตระกูลไป๋เหลือรอดอยู่อีก
เมื่อร่างภูตสายลมจางหายไปก็ไม่อาจสืบหาได้ว่ามันเดินทางมาจากที่ใดกันแน่เพราะภูตสายลมก็คือสายลมสมชื่อมันจะออกเดินทางตามทิศทางสายลมไปทั่วดินแดนเพื่อตามหาเป้าหมายที่มัน้าส่งสารเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจมันก็จะสลายหายไปไม่อาจติดตามหาล่องลอยได้เมื่อเริ่มวางใจเื่ทุกข์ใจได้บ้างแล้ว ก็คิดว่าต้องเร่งรักษาตนเองให้หายดีเพื่อจะได้ออกตามหาลูกหลานที่พลัดพรากจากกันให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
แต่ผ่านมาสองปีแล้วอาการาเ็ที่แก่นพลังปราณนั้นก็ยังไม่อาจรักษาให้หายได้เพราะสมุนไพรตัวยานั้นหายสาบสูญไปหลายสิบปีแล้วต่อให้ขึ้นเขาเข้าป่าลึกเพียงใดก็ไม่เคยพบเห็นวี่แววของสมุนไพรตัวยานี่เลยสักครั้งต้องบอกว่าทั่วดินแดนเบื้องล่างที่มนุษย์ธรรมดาอยู่นี้คงไม่มีเลยกระมังแต่จะให้ตามหาเอาจากดินแดนเบื้องบนก็จนใจเพราะระดับพลังปราณยังไม่ถึงขั้นที่จะขึ้นไปได้นั้นเอง
ที่หมู่บ้านหุบเขาเร้นลับที่เขาได้มาอาศัยอยู่นั้นเป็ที่ที่ดีและงดงามมากจริงๆชาวบ้านในหุบเขาอยู่กับอย่างสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวกันมากนักทุกคนมีพลังปราณิญญาและธาตุประจำตัวกันทุกคนแต่ไม่ได้ขั้นสูงมากนักชาวบ้านส่วนใหญ่รักสงบจึงเลือกที่จะปลูกพืชผักและล่าสัตว์ในป่า นานๆครั้งจึงจะเอาของออกไปขายหรือซื้อของจากในเมืองสักที หากพ่อบ้านหวังฉีคนสนิทของท่านผู้เฒ่าไป๋ไม่มีบ้านเดิมของมารดาอยู่ที่แห่งนี้คาดว่าเขาและหลานสาวตัวน้อยก็คงไม่อาจรู้ว่ามีหมู่บ้านนี้ซ้อนอยู่ด้วยหรือต่อให้รู้ก็ไม่อาจหาทางเข้าหุบเขาเร้นลับได้ถูกอยู่ดีเพราะมันเร้นลับสมชื่อจริงๆ
“จินข้าวๆ ๆ ฮิ ฮิ ฉิบฉี่หิวมากเ้าค่ะ” เสียงสดใสที่พูดคนเดียวหัวเราะคนเดียวดังเข้ามาในห้องครัวทำให้ท่านผู้เฒ่าไป๋ออกจากภวังค์ความคิดของตนก่อนจะหันไปมองตามทิศทางของเสียงซึ่งก็คือหลานสาวคนนี้นางที่เป็กำลังใจหนึ่งเดียวของท่านผู้เฒ่าไป๋นั้นเอง
“ท่านปู่วว”จิ่วจิวเงยหน้าพร้อมเอียงคอเล็กๆมองดูท่านปู่ที่ก่อนนี้ดูเหม่อลอยเหมือนคิดสิ่งใดอยู่ใบหน้าเล็กแต่กลมแก้มป่องยุ้ยออกด้านข้างยามจิ้มนิ้วลงไปก็บุ๋มลงนุ่มนิ่มมากดวงตาเรียวยาวแต่กลมโต ขนตายาวงอนกะพริบปริบๆพร้อมสงสัยว่าเมื่อครู่ทางปู่เป็อันใดไปหรือจะยังเศร้าจากเื่เมื่อสองปีก่อนกันนะ
ใช่แล้วตอนนางอายุได้หนึ่งหนาวเกิดเื่น่าเศร้าะเืใจขึ้นกับคนในครอบครัวนางยามนั้นแม้นางอายุเพียงหนึ่งหนาวแต่น่าแปลกมากเพราะนางเข้าใจและรับรู้เื่ราวทุกอย่างได้แล้วเหตุการณ์นั้นนางรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับครอบครัวตระกูลไป๋ตอนนั้นได้แต่มองดูทั้งยังไม่อาจพูดหรือสื่อสารเป็คำได้ คำพูดของท่านพ่อที่พูดฝากนางไว้กับท่านปู่ตอนท่านพ่อก้มลงหอมหน้าผากนางก็ยังจำััที่อบอุ่นนั้นได้ จำท่านแม่ พี่ชายฝาแฝดท่านลุงท่านป้าสะใภ้ ญาติผู้พี่ทุกคนได้แม้หน้าตาทุกคนอาจจะเลือนรางในความทรงจำไปบ้างแต่ก็ถือว่านางจำได้...เอาไว้หาเงินเยอะๆก่อนนางจะต้องรักษาท่านปู่ให้หายป่วยแล้วพาท่านปู่ออกตามหาทุกคนเอง
“โอ้!!สิบสี่มาแล้วหรือมาเถิดมากินข้าวกัน”
“เ้าค่าาาฮึบ! ฮึบ! ” พูดจบร่างกลมเล็กก็พยายามปีนเก้าอี้ขึ้นนั่งท่าทางออกจะทุลักทุเลบ้างแต่นางชอบพยายามขึ้นนั่งเองพอปีนไม่ขึ้นก็เอาพุงเกยค้างเติ่งห้อยตัวต่องแต่งไปกับเก้าอี้เช่นนั้น
“ฮิฮิ ฮิ” จากนั้นก็หัวเราะอยู่คนเดียว
“คุณหนูสิบสี่ข้าช่วยเองขอรับ”ร่างสูงใหญ่ของท่านพ่อบ้านหวังฉีที่อายุน้อยกว่าท่านผู้เฒ่าไป๋อยู่นิดหน่อยรีบเดินเข้ามาจับร่างเล็กขึ้นมานั่งดีๆบนเก้าอี้ส่วนท่านผู้เฒ่าไป๋ก็ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าให้กับหลานสาวตัวน้อยของตนที่แสนขี้เล่นเสียเหลือเกิน
“ฮิฮิ วันนี้ฉิบฉี่ก็ขึ้นเก้าอี้ไม่ได้อีกแล้วเ้าค่ะ”
“โฮ๊ะๆ ๆ เอาไว้เ้าสูงขึ้นกว่านี้ก็จะขึ้นได้เองนะ”ท่านผู้เฒ่าไป๋กล่าวอย่างให้กำลังใจหลานตัวน้อย
“เช่นนั้นต้องรีบกินข้าวเยอะๆนะขอรับ วันนี้มีเนื้อหมูป่าตุ๋นสมุนไพรกับผักป่าผัดน้ำมันแล้วก็ข้าวสวยร้อนๆที่คุณหนูชอบด้วย”
“หูยยน่าจินมากเยยเ้าค่า” เพราะยังเด็ก ยามเมื่อตื่นเต้นก็จะลิ้นพันกันจนพูดไม่ค่อยชัดแต่นั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะถึงพูดไม่ชัดแต่ก็ยังสามารถฟังออกได้
“เช่นนั้นก็กินเถิด”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยก่อนจะเริ่มใช้ตะเกียบคีบผัดผักขึ้นมาจากนั้นคนที่เหลือก็เริ่มลงมือกินข้าวเช้าด้วยกัน ทั้งสามนั่งกินข้าวร่วมกันไม่แยกนายบ่าว แม้ท่านพ่อบ้านหวังฉีจะเป็บ่าวแต่ก็เป็บ่าวคนสนิทที่นายท่านผู้เฒ่าไป๋มองเหมือนญาติสนิทคนหนึ่งแม้ยามลำบากไม่คิดทิ้งขว้าง....