หลังพระอาจารย์กล่าวจบก็เดินจากไป ปล่อยให้บอสนั่งเรียบเรียงและครุ่นคิดในสิ่งที่ประสบมาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้เพียงคนเดียว
หลังจากนั้น บอสก็มองดูรอบๆ ตัว ภายในเพิงพักที่ตนกำลังนั่งอยู่ เห็นมีผ้าอยู่เพียงผืนเดียว ซึ่งตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นตั้งใจจะไปอาบน้ำล้างตัวตามที่พระอาจารย์บอก แต่ต้องไปอาบที่ไหนและไปยังไงเขาก็ยังไม่รู้ เลยทำได้เพียงเดินไปเรื่อยๆ จนไปพบชาวบ้านที่อยู่ข้างพื้นที่วัดคนหนึ่ง จึงถามไปว่า
“ท่านลุง ข้าคือคนที่มากับพระอาจารย์เมื่อ่บ่ายแก่ๆ วันนี้ขอรับ จักขอถามท่านว่า ละแวกนี้พอจักมีที่ใดให้ข้าได้ล้างตัวบ้างหรือไม่ขอรับ…?”
ชาวบ้านคนนั้นมองมาที่บอสด้วยท่าทางประหลาดใจ ก่อนจะคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วชี้ไปทางทิศตะวันออก และพูดว่า
“อื่ม… ไอ้มีก็มีอยู่หล่ะ เอาเป็ว่า… เอ็งเดินไปทางนี้ประมาณชั่วเคี้ยวหมากแหลกก็จักถึงหนองน้ำ ไปลงตรงนั้นก็แล้วกัน…”
“ได้ขอรับท่านลุง ข้าขอขอบน้ำใจท่านมากขอรับ…”
เมื่อได้คำตอบ บอสจึงกล่าวขอบคุณ โดยในใจก็ยังคงงงอยู่ว่ามันไกลแค่ไหน แต่ก็เดินไปตามทางที่ลุงคนนั้นชี้บอกไป เดินไปเกือบ 10 นาที ก็ยังไม่พบหนองน้ำที่ว่า
‘เอ๋… เราเดินมาผิดทางรึเปล่าหว่า ทำไมยังไม่ถึงซักทีหล่ะ…’
บอสเริ่มกังวลใจ แต่ก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เดินมาถึงหนองน้ำในที่สุด ดูแล้วใช้เวลาไปประมาณ 15 นาที
‘อ้อ.. ชั่วเคี้ยวหมายแหลกก็น่าจะประมาณ 15 นาทีนี่เอง ต้องจำไว้…’
บอสจึงจำใส่หัวไว้เพื่อใช้เทียบเคียงเวลาในภายหน้า แล้วจึงถอดเสื้อผ้ากองไว้ริมหนองน้ำ จากนั้นก็ค่อยๆ ลงน้ำไป การลงหนองน้ำ่หน้าหนาวเช่นนี้ในตอนเย็น มันสุดแสนจะทรมานยิ่งนัก บอสจึงรีบล้างตัวอย่างรวดเร็วและรีบขึ้นจากน้ำ เมื่อใส่เสื้อผ้าเสร็จก็รีบกลับไปยังทางเดิมทันที ฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ แสงค่อยๆ หายไปจนมืดสนิท แต่บอสก็ยังเดินกลับไม่ถึงเพิงพักของตน เขาจึงรีบวิ่งตรงไปยังทิศทางที่ยังพอจะจำได้
ตอนนี้ทางเดินมืดสนิทมาก บอสมองไม่เห็นอะไรเลย ด้วยความกังวลและกลัว จึงพยายามมองไปรอบๆ เพื่อหาแสงไฟ เผื่อจะเจอผู้คนหรือบ้านคนบ้าง แล้วสายตาก็พลันเห็นแสงหนึ่งอยู่ไกลๆ เขาจึงได้พยายามงมทางไปยังแสงนั้น
พอเข้าไปใกล้ๆ ถึงรู้ว่าเป็บ้านคน เป็ลักษณะบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหาทันที จากนั้นก็รีบะโร้องเรียกหาผู้คน
“บ้านนี้… มีผู้ใดอยู่ไหมขอรับ…?”
ไม่นานก็เห็นพระอาจารย์เดินออกมาจากประตู จึงได้รู้ว่าบ้านหลังนี้เป็กุฎิของพระอาจารย์ บอสถึงกับโล่งอกและทรุดลงนั่งด้วยความสบายใจ เพราะในตอนที่วิ่งมานั้น เขาทั้งกลัวและตื่นตะหนกมาก
“ไซเองดอกรึ… แลเ้า มาทำอันใดที่กุฏิข้าหรือ…?”
พระอาจารย์ถามด้วยความสงสัย บอสจึงรีบตอบตามจริงไปว่า
“ข้าเดินหลงมาขอรับพระอาจารย์ ข้าเดินไปอาบน้ำมา แล้วฟ้าก็มืดก่อนที่ข้าจักกลับถึงเพิงพักขอรับ โชคดีที่เห็นแสงไฟจากกุฏิท่าน ข้าจึงเดินตามแสงมา…”
“เ้าไปอาบถึงที่ใดกัน ? ทำไมไปนานเยี่ยงนี้ ข้างเพิงพักเ้าก็มีแอ่งน้ำอยู่ มิเห็นดอกรึ…”
บอสทำหน้าเหล่อหลาก่อนจะตอบไปว่า
“ข้ามิเห็นเลยขอรับ มีด้วยหรือ ? พอดีเดินไปถามชาวบ้าน เขาเลยบอกทางให้ข้าไปทางโน้น ตั้งไกลเชียว…”
พระอาจารย์มองมาหาบอสด้วยความเอ็นดู แล้วพูดขึ้นว่า
“เ้านี้หนา… คงกลัวหล่ะสิ ที่นี่คงต่างจากที่เ้าจากมาเอาเื่เลยใช่หรือไม่…”
“ขอรับพระอาจารย์ ข้ารู้สึกกลัวและกังวลมาก มิรู้ว่าข้าควรจักทำเช่นไรต่อไปดี…”
บอสตอบกลับด้วยเสียงเครือที่เหมือนจะร้องไห้ พระอาจารย์เลยพูดด้วยเสียงอ่อนโยนไปว่า
“เช่นนั้นวันนี้ เ้าก็นอนอยู่กับข้าเสียที่นี่ก็แล้วกัน…”
“ขอรับ พระอาจารย์…”
บอสตอบด้วยรอยยิ้มไปพราง และน้ำตาซึมไปพราง
ตอนอยู่ในกุฏิพระอาจารย์ ที่มีแสงไต้ (ไฟที่จุดบนคบไฟ) เพียงจุดเดียว พระอาจารย์กำลังนั่งสมาธิ ส่วนบอสก็พยายามข่มตานอนอยู่ที่มุมห้อง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมหลับเสียที ทำได้เพียงพลิกตัวไปมา
“เ้านอนมิหลับรึ…?”
พระอาจารย์เอ่ยถามออกมา บอสก็รีบลืมตาและลุกขึ้นนั่ง และคิดในใจว่าพระอาจารย์คงจะรำคาญตนเป็แน่ จึงได้ตอบกลับไปว่า
“ขอรับ… ข้าพยายามข่มตาแล้ว แต่ก็นอนมิหลับ มีเื่กังวลในใจเหลือคณา… ขอรับ”
“เช่นนั้น เ้าลองเล่าให้ข้าฟังจักได้หรือไม่ มีเื่อันใดกวนใจเ้า…”
พระอาจารย์ถามต่อด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“เออ… ตอนนี้เป็ปีใดรึขอรับ…?”
บอสลองถามในสิ่งที่อยากรู้มาตลอด ั้แ่รู้ว่าตนเองย้อนเวลามา แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าตนมาอยู่ใน่ยุคสมัยใด จึงลุ้นคำตอบของพระอาจารย์ด้วยใจที่จดจ่อ
“ปีนี้ เป็ปีพุทธศักราช 2068 เ้าถามทำไมรึ หรือเ้าไม่รู้ว่าเพลานี้คือปีใด..”
พระอาจารย์ตอบและถามกลับด้วยสีหน้าสงสัย บอสทำหน้าใอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“หากข้าจักบอกพระอาจารย์ว่า ข้าเป็ผู้มาจากกาลข้างหน้า ท่านจักเชื่อข้าหรือไม่ขอรับ…”
บอสกล้าที่จะเปิดเผยความจริงต่อพระอาจารย์
“อื่ม… เป็จริงสินะ ข้าก็คิดอยู่ว่าเ้ามิน่าจักใช่ผู้คนของที่นี่ แต่ก็หาได้คิดว่าเ้าจักเป็ผู้มาจากกาลข้างหน้า…”
พระอาจารย์คิดตามอย่างใจเย็น สีหน้าไม่ใในสิ่งที่ได้ยินเลยแม่แต่น้อย จากนั้นจึงถามต่อ
“เช่นนั้น แล้วเ้ามาจากกาลเวลาใดรึ…?”
“ข้ามาจากปี พ.ศ. 2567 ขอรับ เอ๊ะเดี๋ยว ! ไม่สิ !! หากนับตามที่นี่ ข้าต้องมาจากปี พ.ศ. 2568…” (ลาวนับ พ.ศ. เร็วกว่าไทย 1 ปี)
“ข้ามาจากกาลเวลา 500 ปีข้างหน้าขอรับ…”
“500 ปี เชียวรึ อื่ม… ข้าพอจักเข้าใจแล้ว แลข้าก็จักมิถามถึงยุคสมัยของเ้าว่าเป็เช่นไร เื่นี้ข้าขอให้เ้าเก็บไว้เป็ความลับ ห้ามแจ้งแก่ผู้ใดเป็อันขาดหนา…”
พระอาจารย์รับฟังและพินิจพิเคราะห์อย่างใจเย็น ก่อนจะสั่งห้ามไม่ให้บอสบอกต่อเื่นี้แก่ผู้ใด
“ทำไมรึขอรับ…? เหตุใดข้าจึงเล่าให้ผู้อื่นฟังมิได้…”
บอสสงสัยในคำสั่งห้ามของพระอาจารย์
“เชื่อข้าเถิด ข้าบอกเ้าได้แต่เพียงว่า ข้าหวังดีต่อเ้า…”
พระอาจารย์ไม่ตอบให้เข้าใจ และบอสก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
“ในเมื่อเ้ามาที่นี่แล้ว เ้าจักต้องปรับตัวให้ได้หนา ประเดี๋ยวข้าจักแจ้งสิ่งที่เ้าพึงรู้ในตอนนี้ให้เ้าฟัง…”
พระอาจารย์เริ่มเล่าถึงเื่ราวต่าง ๆ ในยุคสมัยนี้ที่ท่านพอจะทราบให้บอสฟัง ซึ่งบอสก็เก็บประเด็นสาระสำคัญต่าง ๆ คิดวิเคราะห์และพิจารณาร่วมกับสิ่งที่ตนเองได้เคยศึกษาก่อนย้อนอดีตมา สรุปได้คร่าวๆ ประมาณนี้
(1) วัดนี้และหมู่บ้านนี้ มีชื่อว่า บ้านโพนสา ทั้งหมู่บ้านมีชาวบ้านประมาณ 20 ครัวเรือน ผู้คนส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมและเข้าป่าไปล่าสัตว์ โดยทั้งวัดนี้ มีเพียงพระอาจารย์จำวัดอยู่รูปเดียว
(2) บ้านโพนสาอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงทองมาทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3-4 กิโล หากจะไปยังตัวเมืองต้องเดินเท้าและต่อแพข้ามแม่น้ำคานไป บอสลองจิตนาการแผนที่ที่เคยดูในกูเกิลแมพ (Google map) ตาม จึงรู้ว่าปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้น่าจะเป็พื้นที่แถวสนามบินหลวงพระบาง
(3) เมืองเชียงทองขณะนี้ยังคงเป็เมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างแต่เพียงแห่งเดียวอยู่ ซึ่งเป็เมืองที่สวยงามและมั่งคั่งมาก โดยมีกษัตริย์หนุ่มวัยเพียง 18 ปี ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ปกครองอยู่ ทรงมีพระนามว่า “พระโพธิสาาา” ซึ่งเป็พระราชโอรสของเ้าวิชุลราชที่เพิ่งตไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
(4) ตอนนี้พระอาจารย์ไม่รู้จักวัดเชียงทอง แสดงว่าปัจจุบันที่อยู่เวลานี้ยังไม่มีวัดเชียงทอง บอสจึงคิดว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นภายหลังจากนี้ ส่วนพระบางถูกเ้าวิชุลราชอัญเชิญมาจากเมืองเวียงคำ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ซึ่งส่วนนี้ตรงกับประวัติศาสตร์ที่บอสได้รับรู้มา
(5) ที่นี่ตอนนี้ หาก้าจะอ่านหรือเขียนอะไร ต้องใช้ภาษาลาวโบราณ บอสจึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะเขาคิดว่าต้องได้ใช้ในการสืบหาอะไรต่างๆ อีกมากมายเป็แน่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นยากจนเกินไปนัก เพราะตัวอักษรจะคล้ายอักษรไทยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่บอสได้เคยลองอ่านเล่นกับเพื่อนมาบ้างแล้ว
หลังจากได้ฟังที่พระอาจารย์เล่าและได้เรียบเรียงเื่ราวต่างๆ แล้ว บอสก็เริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น ทำให้ผ่อนคลายความกังวลลงได้บ้าง จนสามารถหลับตาลงและเผลอหลับไปได้ในที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น พระอาจารย์ปลุกบอสั้แ่เช้ามืด เพื่อให้เขาเตรียมตัวก่อนออกไปตามบิณฑบาตที่หมู่บ้านพร้อมท่าน พระอาจารย์ได้สอนวิธีการแต่งกายในยุคสมัยนี้ให้กับเขา โดยได้มอบผ้าคล้ายโสร่งให้สวมและมัดตึงไว้ไม่ให้หลุดด้วยผ้าขาวม้าอีกผืน ส่วนท่อนบนไม่ต้องใส่อะไร แต่บอสไม่ยอมและพยายามจะขอใส่เสื้อตัวที่เขาใส่มา เพราะเห็นว่าอากาศเย็นและหนาวมาก ครั้งนี้พระอาจารย์จึงอนุโลม
บอสเดินตามพระอาจารย์ไปยังหมู่บ้าน พบว่ามีชาวบ้านออกมายืนรอใส่บาตรกันเกือบทุกหลัง ซึ่งในระหว่างที่พระอาจารย์กำลังให้พรชาวบ้านอยู่นั้น ท่านก็จะแนะนำบอสให้แต่ละคนได้รู้จักไปด้วย
“ไอ้เด็กนี้ มันชื่อว่า ไซ มันมาจากเมืองทางใต้ จักมาอยู่กับข้าซักพัก พวกเอ็งก็ช่วยดูแลมันด้วยหนา…”
ชาวบ้านแต่ละคนก็ดูจะต้อนรับบอสเป็อย่างดี ทุกคนต่างยิ้มแย้มให้เขา มันยิ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจยิ่งขึ้น
หลังกลับจากบิณฑบาต พระอาจารย์ได้แบ่งอาหารให้บางส่วน บอสก็พนมมือกราบขอบพระคุณ และรอให้พระอาจารย์เริ่มฉันก่อนไปซักพัก จากนั้นบอสจึงเริ่มหยิบอาหารเข้าปาก พระอาจารย์ก็มองด้วยความเอ็นดู
‘ไอ้เด็กนี้ มันก็รู้ความดีเหมือนกัน ครอบครัวมันคงจักสอนมาดี…’
เมื่อพระอาจารย์ฉันภัตตาหารเสร็จ ก็เดินเข้าไปในกุฏิ แล้วหยิบคำภีร์ใบลานออกมาวางให้บอส 1 ผูก (หรือ 1 ปึ๊ง จะมีใบลานประมาณ 25 ใบ) แล้วสั่งความว่า
“ไหนเ้าลองอ่านคำภีร์นี้ให้ข้าฟังดูซิ… เ้าพอจักอ่านออกหรือไม่...”
บอสหยิบคำภีร์ใบลาน 1 ผูกนั้นแก้ออก แล้วเปิดดูจึงรู้ว่าเป็ภาษาลาวโบราณ
‘โชคดีจัง กำลังคิดว่าจะขอให้พระอาจารย์สอนการอ่านเขียนภาษานี้ให้อยู่พอดี ได้โอกาสหล่ะ…’
---------------------------------------
