ก๊อกๆๆ
“ ตาน้อง ให้แม่เข้าไปได้ไหมลูก”
“ เชิญครับคุณแม่”
เสียงเนือยๆตอบออกมา คุณนายจึงเปิดประตูเข้าไป พบร่างสูงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงกำลังถอดรองเท้า ถุงเท้าอยู่ เสื้อสูทกับเนคไทถูกถอดวางทิ้งอยู่กลางเตียงแล้ว
“ทำไมลูกไม่พาหนูมนมาอยู่ที่บ้านของเราด้วย”
คุณนายยิงคำถามที่แสนจะคาใจ ก็ลูกชายของเธอพึ่งจะเข้าพิธีแต่งงานไปเมื่อวันศุกร์นี่เองแล้วต้องอยู่ค้างที่บ้านเ้าสาวตามประเพณีโบราณอีกสามวัน เมื่อกลับมาบ้านเธอก็คิดว่าเขาควรจะพาภรรยากลับมาด้วย แต่นี่อะไร...เ้าบ่าวหมาดๆกลับบ้านมาด้วยสีหน้าแบบบอกบุญไม่รับ ใครบ้างเห็นแล้วจะไม่แปลกใจโดยเฉพาะคนที่เป็ตัวตั้งตัวตีจัดให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นยิ่งเก็บความอยากรู้ไว้ไม่ได้
“ ก็เขาไม่ยอมมานี่ครับ จะให้ผมทำยังไง”
ฟังคำตอบประกอบกับสีหน้าเหมือนกำลังแค้นเคืองคนทั้งโลกของบุตรชายแล้วคุณผานิตก็ยิ่งร้อนใจ
“แต่สามีภรรยาไม่ควรจะแยกกันอยู่นะลูก”
“ ผมทำดีที่สุดแล้วนี่ครับ”
ชายหนุ่มตอบ จ้องสายตาวาวๆไปที่ฝาพนัง
โอย คนเป็แม่อยากจะเป็ลม
“ ดีอะไรกันละลูก ทำอย่างนี้เหมือนกับไม่สนใจไยดีคนเป็ภรรยานะ แล้วพ่อแม่หนูมนเขาจะว่าไง แล้วแม่เองก็จะไปมองหน้าพวกเขาได้ยังไง”
“คุณแม่เลิกสนใจแต่คนอื่นเสียที่เถอะครับ รู้ไหมว่าสามวันที่ผมอยู่ที่โน้น คนดีของคุณแม่ปฏิบัติกับผมอย่างไรบ้าง ผมต้องนอนที่โซฟาทุกคืน”
“ ตายแล้ว ทำไมเป็อย่างนั้นละลูก”
คุณนายใยกสองมือขึ้นทาบอก
ปภาวินบิดปากยิ้มเยาะหยัน
“ก็เขาไม่ยอมให้ผมขึ้นไปนอนบนเตียงกับเขาน่ะสิครับ แล้วคนอย่างผมก็มีศักดิ์ศรีพอ เมื่อผู้หญิงเขาไม่เต็มใจ เื่อะไรจะต้องไปง้อ มีผู้หญิงที่เต็มใจกับผมออกถมไป”
“ ตายๆๆ ตาน้อง ลูกจะคิดอย่างนั้นไม่ได้น่ะ ลูกแต่งงานเป็เื่เป็ราวแล้ว เดี๋ยวผู้ใหญ่ทางหนูมนเขาจะมาถอนหงอกแม่เอาได้”
คุณผานิตละล่ำละลักห้ามอย่างกลัวใจบุตรชาย
แต่เขาทำหน้าไม่สนโลก
“ผมขอตัวพักผ่อนนะครับคุณแม่”
ว่าแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนเตียง ผู้เป็แม่จึงจำต้องเดินออกมาทั้งที่อยากพูดอะไรต่ออีกมากมาย...
จากนั้นก็รีบโทรศัพท์ไปยังบ้านของคุณมณฑาผู้ซึ่งเป็แม่ของชุติมนเพื่อหารือถึงเื่ที่เกิดขึ้น...
***************