บทที่25 : เื่ไม่ดี
เื่ที่จะคุยนั้นหากพูดในโรงพยาบาลเลยก็คงไม่ดีพวกไตรวิชญ์เลยกลับไปคุยกันที่รถ คุยไประหว่างทางกลับบ้าน
“สรุปว่าที่มาโรงพยาบาลเพราะรถที่นั่งมาประสบอุบัติเหตุ?”
ไตรวิชญ์ถามอย่างเฉยชาขณะขับรถด้วยความเร็วที่ช้ากว่าตอนขามามากนักเซียร์นั่งข้างคนขับพยักหน้ารับเบาๆ
“ใช่ เพราะมีรถขับฝ่าไฟแดงมาชนรถเรา ตัวเราไม่เป็อะไรอยู่แล้วเพราะไม่มีร่างกายแต่คนขับรถน่ะาเ็หนักเชียวล่ะ เราเลยต้องพาไปส่งโรงพยาบาลก่อน”
“นั่นดูไม่ใช่ข่าวร้ายนะ”
“ข่าวร้ายอยู่ที่มีหมอผีหลายคนเห็นเรา” ผีผู้หล่อเหลายกยิ้มมุมปากเหลือบดวงตาสีฟ้าออกไปนอกกระจกรถ“ส่งอะไรมาติดตามเราบ้างก็ไม่รู้ กว่าจะเก็บกวาดจนหมดก็เสียเวลาไปไม่น้อยเลยล่ะ”
“เฮ้ย! ฉันไม่ได้อยากให้ฆ่าคนนะเซียร์”
“เราไม่ได้ฆ่าใครนะไตร แค่เก็บกวาดอุปกรณ์ติดตามเราต่างหากแต่พวกนั้นคงเห็นรูปแบบพลังของเราไปแล้ว อาจจะลำบากไตรหน่อย เพราะพวกหมอผีคงอยากได้เราจนตัวสั่นกันหมดแล้ว...”
“ถ้าพูดก่อนหน้าจะเจอเ้าบิงซู(ชัชวาล)นั่นก็คงไม่เป็ข่าวร้ายเท่าไหร่แต่ตอนนี้อาจจะลำบากมากแล้วล่ะเซียร์”
“หืม? เกิดอะไรขึ้น”
เซียร์เริ่มจริงจังขึ้นมา ในระหว่างที่เธอไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ไตรวิชญ์เล่าเื่ที่คุยกับชัชวาลให้เธอฟังเกี่ยวกับการแข่งขันของผู้มีพลังิญญาที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยเขารู้สึกตัวเองพลาดไปหน่อย ทั้งที่ควรระแวงให้มากกว่านี้ทั้งที่มีจุดน่าสงสัยมากมายแต่กลับไปให้ความสนใจกับคนที่มีิญญาเหมือนกับเซียร์มากกว่าซะได้เกือบทำให้บริวารของเขาต้องประสบเคราะห์แล้ว
หลังจากนี้พวกผีระดับสูงในบ้านของเขาจะออกไปไหนมาไหนยากขึ้นเพราะระดับิญญาสูงและมีคุณสมบัติพิเศษทำให้เป็ที่้าของหมอผีมาก
ิญญาเหล่านี้สำหรับหมอผีแล้วมีการใช้งานได้หลากหลายแตกต่างกันไปตามวิธีการของแต่ละคน พวกเขาเลยชื่นชอบที่จะเก็บดวงิญญากัน
ในบ้านเซียร์ถือว่ามีคุณสมบัติที่พิเศษที่สุดถ้าถูกหมอผีจับตัวไป... อันตรายแน่ๆ
“แล้วเครื่องรางที่ให้ไปยังอยู่รึเปล่า”
“ยังอยู่... เอ๊ะ? แตกแล้ว!?”
เครื่องรางหยกเมื่อเซียร์หยิบออกมาก็แตกเป็เสี่ยงๆไปในทันที เธอก็ว่าดูดีแล้วมันไม่มีแม้แต่ริ้วรอยแท้ๆไตรวิชญ์เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วถอนหายใจ พาลนึกไปถึงหญิงสาวชื่อดอกไม้นั่น
“ดูเหมือนมันจะได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว”
“ทำอะไร เราไม่ได้ออกไปปะทะตรงๆ กับใครเลยที่นี่”
“เปล่าหรอก หน้าที่ของมันไม่ใช่การป้องกันการปะทะ”ไตรวิชญ์ครุ่นคิดเล็กน้อย “ช่างเถอะเซียร์ หลังจากนี้มีประชุมที่ไหนอีกหรือเปล่า”
“ก็ยังมีอีกหลายบริษัทอยู่นะ แต่...ถ้ามันอันตรายเราไม่ออกก็ได้”
“มีที่ไหนจำเป็ต้องออกไหม ฉันก็ไม่อยากให้เธอเสียงานนะ”
“ก็มีหลายที่ แต่เสียงานไม่เท่าไหร่หรอกเพราะยังไงมันก็เป็ธุรกิจในชื่อของไตรทั้งนั้น” เซียร์หัวเราะในลำคอเบาๆท่าทางผ่อนคลายลงมาก “แต่ถ้าลำบากเธอ... เราว่ายอมเสียงานดีกว่านะ”
“เฮ้อ ก็ไม่ได้ลำบากอะไรหรอก แต่ถ้าให้พูด... ฉันก็แค่ห่วงเธอ”
“หึๆ พูดตรงๆ ได้ด้วยเหรอ”
“พูดได้ แต่ก็ไม่ได้อยากพูดนี่” ชายหนุ่มเดาะลิ้น“กับคนอื่นฉันไม่ซีเรียส แต่กับเซียร์... ฉันไม่ห่วงไม่ได้แฮะ”
“เพราะเราเป็ตู้เอทีเอ็มของบ้าน?”
“หึๆ ก็ไม่รู้สินะ~”
ไตรวิชญ์หัวเราะเบาๆ แล้วเร่งความเร็วเครื่องขึ้น ใบหน้าหล่อร้ายมองไปที่กระจกรถอย่างผ่อนคลายเซียร์เห็นแล้วเช่นกันก็หัวเราะตามไปติดๆถึงคำตอบจะไม่ถูกใจแต่เื่น่าสนใจกว่าก็กำลังตามหลังมา
มีรถยนต์สีดำกำลังขับตามหลังพวกเขามาไม่ห่างความมืดของราตรีกาลไม่ได้บดบังการมองเห็นพวกเขา สามารถมองเห็นลึกเข้าไปถึงคนขับรถและผู้ที่นั่งอยู่ภายในและััพลังิญญาที่เออล้นออกมาจากรถนั่นแล้ว ก็คงบอกได้เพียงว่า...พวกที่ตามหลังเขามาต้องเป็ผู้มีความสามารถต่างิญญาสูงอย่างแน่นอน
“ก็ตามมาถึงนี่ คงคิดจะมาเอาตัวเราไปให้ได้สินะ”
เซียร์ขยับเนคไทเสื้อสูทเมื่อรู้สึกว่าน่าอึดอัดก็เปลี่ยนเป็ชุดเชิ้ตสีขาวในทันทีดวงตาสีฟ้าสวยไม่เหลือบไปมองกระจกหลังอีกแต่เปลี่ยนเป็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดอะไรบางอย่างแทน
“ก็น่าอยู่หรอกิญญาระดับเซียร์น่ะเกือบจะเป็กึ่งเทวะแล้วนี่ถ้าเจอปู่คงยิ่งกว่าตามมาจับอย่างงี้อีก ระดับนั้นต้องเซ่นไหว้ด้วยทุกอย่างที่มีเลย”
“คุณไอยแค่ซื้อกลิตเตอร์ให้คงยอมไปแล้ว”
“จะใช่อย่างนั้นหรือเปล่านะจำไม่ได้เหรอที่ปู่แกยอมมาอยู่บ้านเราง่ายๆ นี่เพราะอะไร”
“อ๋อ... แหม...”
นึกไปถึงตอนนั้นยังอดขำไม่ได้ ชายที่ต่อต้านไตรวิชญ์ด้วยกำลังั้แ่แรกยอมมาอยู่บ้านสงบๆเพียงเพราะคนเพียงคนเดียว...
คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครสินะ
“แล้วไตรจะเอายังไงกับพวกข้างหลัง”
เซียร์เปลี่ยนเื่ไป พี่หมอแสยะยิ้มทันที
“หาข้อมูลพวกมันได้หรือยังล่ะ”
“เรียบร้อย”
“งั้นก็...”
ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งหนีออกไปเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านไปยังสถานที่รกร้างในทันที พลังิญญาสีเงินกระจายตัวออกไปเพียงเสี้ยววินาทีพริบตาก็เปลี่ยนพื้นถนนเป็อุโมงค์มิติเคลื่อนย้ายทั้งรถของเขาและรถของผู้ที่ติดตามมาหายไปจากสายตาคนธรรมดา
“ถึงกับต้องใช้อาณาเขตเลยเหรอไตร”เซียร์เปิดประตูลงจากรถเมื่อจอดสนิทแล้ว รถที่ตามหลังมาก็เบรกเสียงดังสนั่น“แสดงว่าคิดจะลงมือจริงจังสินะ”
“ก็แค่อยากเก็บให้พ้นสายตาถ้าเกิดพวกมันหลุดออกไปตามกล้องวงจรปิดหรือรู้ถึงสายตาของ ‘คนๆนั้น’ เ้าพวกนี้จะตายเปล่า”
ไตรวิชญ์ลงจากรถมาแล้วเช่นกันเขาหันไปมองเหล่าผู้มีพลังิญญาที่ลงมา ใบหน้าของพวกนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและหวาดระแวงคงไม่เคยพบเห็นอาณาเขติญญาปิดกั้นมิติมาก่อนแน่เพราะคงไม่มีมนุษย์ธรรมดาที่ไหนทำอย่างนี้ได้หรอก
พลังิญญาคือพลังิญญาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าการควบแน่นคือการทำให้มองเห็นและให้มีผลทางกายภาพแต่คงไม่มีใครที่ควบแน่นเป็อาณาเขตตัดขาดจากความเป็จริงได้ อย่างมากก็แค่อำพรางสายตาเท่านั้นเพราะมันกินพลังิญญามหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์จะใช้ได้หากใช้เกินกำลังก็เหมือนกับบั่นทอนอายุขัยตัวเอง
แต่ไตรวิชญ์ยังคงเป็ปกติดีไม่ได้มีสภาพเหมือนจะขาดใจเพราะใช้พลังิญญามากเกินไปเลยสักนิดชายหนุ่มยืนอยู่ข้างๆ ิญญาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสบายตา
“เอาล่ะ เ้าพวกหมอผีต่างชาติ ฉันให้โอกาสพวกนายกลับไปดีๆอย่าให้ต้องมีเื่ ิญญาดวงนี้เป็ของฉัน เข้าใจป่ะ?”
พี่หมอพูดกับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่างไม่เปลี่ยน ดวงตาสีดำขลับมองอย่างหยามเหยียดเล็กน้อยอย่างเคยนิสัยเหล่าคนที่ลงจากรถยนต์มาถึงกับผงะก่อนจะจิกตามองไตรวิชญ์กลับอย่างโเี้และเป็ศัตรู
ความกุ้ยที่ออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่ไร้ซึ่งความภูมิฐานเป็ใครก็คงเชื่อเท่าไหร่ว่านี่คือหมอผีที่ิญญาที่พิเศษดวงนี้หน้าตาก็ละอ่อนเกินไปด้วยซ้ำ
ไตรวิชญ์มีใบหน้าที่อายุยี่สิบห้าและจะอยู่อย่างนี้ไปอีกหลายสิบปีหรือจนสิ้นสุดอายุขัยของร่างกายมนุษย์ ฉะนั้นไม่มีทางที่จะมีใครรู้อายุเขาได้หากเขาไม่บอกเองเหล่าหมอผีที่อายุหน้าตาสัมพันธ์กับอายุจริงก็คงมองไตรวิชญ์เป็แค่คนหนุ่มที่หยาบคายเท่านั้นเอง
“นายส่งิญญานั่นมาซะ ถ้าไม่อยากตาย”
ชายคนหนึ่งที่ดูอายุยังน้อยเอ่ยขึ้นด้วยภาษาอังกฤษอายุน่าจะน้อยกว่าบริณัยด้วยซ้ำ แต่พลังิญญาแผ่ออกมาก็อยู่ในระดับที่หกหรือเจ็ดแล้วก็ถือว่าไม่ธรรมดา...
“คิดจะฆ่าฉันทั้งที่อยู่ในอาณาเขตของฉันเนี่ยนะ?”พี่หมอยิ้มหยัน ดวงตาหรี่ลงอย่างน่ากลัว “ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าใครกันแน่ที่จะตาย...”
“เฮอะ! ก็แค่อาณาเขตลวงตา...”
“ถ้าอยากหลอกตัวเองอย่างนั้นฉันก็ไม่ว่าหรอก แต่...ถ้าคิดจะทำอะไรฉันพวกนายก็ต้องผ่านเซียร์มาให้ได้ซะก่อนนะ”
เขาผายมือไปทางผีสาวผู้หล่อเหลาที่ตอนนี้หน้าบูดบึ้งเป็พิเศษเพราะั้แ่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ ใครก็ตามที่ข่มขู่ไตรวิชญ์... ไม่เคยตายดี
“คิดจะทำร้ายไตรของเรา... แม้แต่นรกพวกนายก็ไม่มีสิทธิ์ไปแล้ว”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาของเซียร์นั้นเย็นราวกับนรกเยือกแข็งดวงตาสีฟ้าใสนั่นราวกับผลึกน้ำแข็ง พลังิญญาสีน้ำเงินขุ่นปรากฏออกมาจากร่างห่อหุ้มร่างกายของผีสาวจนเต็มไปด้วยไอเย็น ผสมผสานด้วยคุณลักษณะของไอแห่งความตายเปลี่ยนรูปลักษณะของเธอในทันที
จากเป็ร่างของผีผู้หล่อเหลาก็มีลักษณะต่างจากมนุษย์จากเสื้อเชิ้ตสีขาวเปลี่ยนเป็อาภรณ์สีฟ้าเหลือบมุกเครื่องประดับตกแต่งทำจากมุกขาวทั้งตัว สีผมจากน้ำตาลทองปรากฎสีฟ้าแซมเข้ามาบนศีรษะประดับด้วยมงกุฎสีเงินประดับด้วยเพชรสีฟ้าใสใบหูเรียวแหลมเกินกว่าจะเป็มนุษย์ ลักษณะนี้คือลักษณ์แห่งภูต
ิญญาแห่งภูตพราย! ธาตุวารีเยือกแข็ง!
“เป็ิญญาภูตจริงๆ ด้วยสินะ”
ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมองเซียร์ตาเป็ประกายิญญาภูตไม่ได้หาง่ายๆ เลย ยิ่งเป็ิญญาภูตมีสติปัญญาระดับสูงยิ่งเป็ที่้า
“ไม่ใช่ิญญาภูตซะหน่อยเ้าหนูนี่เป็ิญญามนุษย์ต่างหาก”
ไตรวิชญ์เอ่ยแก้ต่าง แต่อีกฝ่ายไม่ฟังเลย
“อย่ามาเถียงหน่อยเลยรูปลักษณ์นั่นต้องเป็ิญญาภูตอยู่แล้วไม่มีทางที่ิญญามนุษย์จะเป็ิญญาภูตได้หรอก”
ิญญาภูตคือการรวมตัวของพลังิญญาธาตุจนก่อเกิดเป็ร่างิญญาที่มีความนึกคิดภูตมักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีใครดัดแปลงิญญาให้เป็ภูตได้ในทางทฤษฎี
แต่ทฤษฎีนั้นดูจะใช้ไม่ได้ในกรณีนี้
“เอ๊าไอ้เด็กผีนี่ ไม่รู้จักลำดับขั้นของิญญารึไง”
พี่หมอเดาะลิ้นอย่างขัดใจภูตคือลำดับิญญาที่สูงกว่ามนุษย์และอยู่ต่ำกว่าเทพ แต่ไม่ได้นับอยู่ในรูปของกึ่งเทวะเป็ขั้นลำดับิญญาสูงสุดในแดนมนุษย์ที่อยู่เหนือระดับ 10 เหลือแต่รอรับพลังิญญาในปริมาณเดียวกับไอยรินทร์ก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นกึ่งเทวะเพื่อเปลี่ยนขั้นของิญญาได้ทั้งนี้มันยังจัดอยู่ในิญญาขั้นมนุษย์อยู่
เซียร์มีสภาพเป็ภูตหลังจากตายได้ไม่นานเพราะสถานที่ตายค่อนข้างพิเศษและระดับิญญาก็สูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้วเลยสามารถเลื่อนขั้นเป็ภูตได้แต่โดยรากฐานเธอยังเป็ิญญามนุษย์
เพราะแบบนี้เขาถึงได้บอกไงว่าเซียร์น่ะพิเศษไม่ใช่ว่าิญญามนุษย์ทั่วๆ ไปจะเลื่อนขั้นได้หรอกนะ
“ถ้าจะลงมือก็ห้ามถึงตายล่ะเซียร์”
พี่หมอหันไปมองเซียร์ที่ตอนนี้สร้างเคียวขึ้นจากน้ำในอากาศแล้วท่าทางจะไม่ปล่อยอีกฝ่ายให้ปากดีใส่เขาอย่างนี้อีก แต่เขาต้องเตือนไว้ก่อนเพราะเป็ิญญาที่ฝึกพลังของยมทูตผลการโจมตีสามารถฆ่าคนเป็ได้ง่ายๆ เลยต้องให้ระวังไม่อย่างนั้นเซียร์จะขึ้นเป็กึ่งเทวะไม่ได้หากฆ่าคนมากเกินไป
ถึงปัจจุบันจะไม่รู้ว่าฆ่าไปแล้วเท่าไหร่ก็เถอะนะแต่ไม่ฆ่าเพิ่มจะดีที่สุด
“เข้าใจแล้ว แต่ถ้าพลาดพลั้งไปก็ขออภัยล่วงหน้า”
“เฮ้ย!”
เซียร์พุ่งออกไปก่อนที่พี่หมอจะทันได้เอ่ยอะไรอีกเคียวสายน้ำฟาดฟันเข้าใส่กลุ่มหมอผีอย่างรวดเร็ว
เสียงร่ายคาถาดังขึ้นพร้อมกับเกาะพลังิญญาที่ปรากฏขึ้นฉับพลันและแตกสลายทันทีที่ัักับเคียวสายน้ำ
เพล้ง!
“ถอยๆ ถอยเร็วเข้า!”
พวกหมอผีร้องกันอย่างร้อนรนถึงจะเข้าใจศักยภาพของิญญาภูต แต่ิญญาภูตที่ใช้พลังยมทูตพวกเขาไม่เคยเจอมาก่อนจึงไม่ได้เตรียมการมาเพื่อรับมือ
“คิดจะฆ่าไตร... หายไปชั่วนิรันดร์ซะเถอะ!”
เสียงนุ่มกระซิบแ่ราวกับเสียงของความตาย หมอผีอีกฝ่ายทำหน้าเคร่งเครียดหยิบอุปกรณ์ิญญาขึ้นมาต่อสู้กลับในทันที
ิญญาที่ถูกนำมาใช้คือการหลอมรวมกับอุปกรณ์เพื่อทำให้สามารถดึงศักยภาพออกมาได้สูงกว่าการใช้การเข้าทรงนี่เป็ความรู้ทั่วไปของหมอผี ชายหนุ่มอายุน้อยทำการหลอมรวมิญญาสามตนเข้ากับโซ่ปลายโซ่คือเหล็กแหลมคมเคลือบพลังิญญา พลีงอัดแน่นเปลี่ยนโซ่ธรรมดาให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระตามความนึกคิด
โซ่สามเส้นพุ่งเข้าตรึงเคียวของเซียร์และพันธนาการร่างของภูตสาวเอาไว้อย่างแ่าเซียร์ขบริมผีปาก พยายามสะบัดโซ่เ่าั้ออกแต่ไม่อาจหลุดพ้น ชายหนุ่มเ้าของโซ่ได้ใจขึ้นมาทันทีรีบร่ายมนต์ปิดผนึก
ชายหนุ่มคนอื่นๆ คิดว่าสถานการณ์จะปลอดภัยจึงหันไปมองไตรวิชญ์เตรียมจ้องเล่นงานเขาในทันที ชายหนุ่มผมสีดำยังคงยืนทำหน้าเหม็นเบื่ออยู่กับที่ไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
แต่ไม่มีใครรู้สึกว่ามันแปลกเลยสักนิด
“คิดจะผนึกเราด้วยระดับิญญาอันต่ำต้อยนั่นน่ะรึ?”
เซียร์เอ่ยเสียงเย็น ถึงจะไม่สามารถสลัดโซ่ให้หลุดแต่เธอยังสามารถเคลื่อนไหวได้ปากเธอเองก็ยังพูดได้ แค่สามารถพันธนาการเท่านั้นยังไม่ถือว่ามีค่าพอที่จะลงมือกับไตรวิชญ์หรอก และพลังิญญาของเธอก็เป็ธาตุที่ค่อนข้างเป็มิตรซะด้วย...
...มิตรของความตาย
“มวลน้ำเอ๋ยจงฟัง...”
เสียงนุ่มเอ่ยแ่เบาอีกครั้ง เป็คาถาออกคำสั่งเคียวพลังิญญาหายไปปรากฏเป็เกลียวน้ำกลางอากาศเหล่าหมอผีต่างตกตะลึงแต่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวตั้งรับ มวลน้ำก็จับตัวแข็งเป็ลิ่มน้ำแข็งปลายแหลมพุ่งเข้าใส่เหล่าหมอผีต่างแดนอย่างไร้ความปราณี!
ฉึก!!
ร่างเนื้อของมนุษย์ถูกลิ่มน้ำแข็งเจาะแม้ไม่ได้ทะลวงร่างหรือทิ่มแทงลงไปในอวัยวะสำคัญแต่ปริมาณที่ทิ่มแทงนั้นก็ทำให้คนต้องร้องโหยหวนด้วยความเ็ปเจียนคลั่งและเสียเืเป็จำนวนมาก
“อ๊ากกก!!”
เสียงร้องโหยหวนอันไม่น่าฟังดังมาจากห่างหมอผีต่างแดนโซ่ที่พันธนาการเซียร์อยู่หลุดออกไปอย่างง่ายดายกลายเป็โซ่ธรรมดาเพราะเ้าของสูญเสียสติที่จะควบคุมมัน
หญิงสาวในร่างภูตพรายยืนมองพวกเขาด้วยสายตาเ็าเคียวสายน้ำปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเดินเข้าไปใกล้หมอผีเ่าั้อย่างเยือกเย็น
“เล่นแรงนะเซียร์”
ไตรวิชญ์เอ่ยขึ้นในระยะประชิดคนที่กำลังเดินหน้าหยุดชะงักแล้วหันมามองชายหนุ่มที่เข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัวใบหน้าที่เ็าปรากฏรอยยิ้มแห้งๆ อย่างจนใจ
“ก็เผลอตัวไปหน่อยน่ะ”
“ไม่มั้ง ก็เล่นใช้คาถาเลยนี่”
“...”
“คราวหลังถ้าจะเล่นคาถาก็เอาแบบประหยัดพลังหน่อยเมื่อกี้ดึงพลังิญญามามากเกินไปแล้ว ถ้าฉันไม่ควบคุมปริมาณพลังไว้ล่ะก็พวกนี้คงตัวพรุนตายห่านไปละอย่าลืมว่าคาถาของยมทูตไม่ใช่การดึงพลังจากภายในแต่มันคือการผสานพลังจากภายนอกและภายในความรุนแรงมันจะมากกว่ามนุษย์ที่ใช้แต่พลังภายในถึงสองเท่านะ”
ไตรวิชญ์พ่นลมหายใจหนักๆเพราะอยู่ในอาณาเขตของเขาเลยควบคุมปริมาณของพลังิญญาได้ง่ายแต่ถ้าออกไปนอกขอบเขตเมื่อไหร่ จะลำบากเขามากกว่านี้อีก
เพราะอย่างนี้ไงถึงไม่อยากให้พวกผีที่เขารับเลี้ยงออกจากบ้านพวกเขาไม่รู้หรอกว่าพลังของตัวเองมันต่างจากหมอผีหรือผีทั่วไปขนาดไหนหากใช้พลังข้างนอกก็เรียกว่าเป็ภัยพิบัติได้เลยล่ะ
ยิ่งคุณภูตตรงนี้นี่แหละตัวดี ไม่ค่อยได้ใช้พลังิญญาทำอะไรแบบผีๆพอใช้ทีก็กะปริมาณไม่ได้ เกิดะเิตูมตามขึ้นมาคงกลายเป็อุทกภัย
“เราควบคุมดีแล้วไม่เห็นหรือว่าไม่มีใคราเ็สาหัสเพราะเราเลยนะ”
เซียร์แก้ตัวให้ตัวเองเสียงสดใส เพราะนานๆจะถูกไตรวิชญ์ดุ ใบหน้าหล่อเหลาแอบแสดงออกถึงความปลื้มใจเล็กๆ แต่คนดุยังไม่รู้ตัว
“ก็ถึงได้บอกไงว่าเล่นแรงน่ะ ถ้าไม่เล่นคงตายไปแล้วจริงๆ”
“ก็พวกนั้นข่มขู่ไตร”
“ครับๆ ขู่นะไม่ได้ทำฉันท้อง ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ วุ้ย! ไม่เถียงละแต่สภาพพวกมันตอนนี้คงคุยกันต่อไม่ได้ จะเอายังไงกับพวกมันดีเนี่ย”
“ผนึกความทรงจำหรือลบความทรงจำไปเลยเป็ไง?”
“ผนึกก็ได้อยู่หรอกแต่ไม่อยากใช้แฮะเดี๋ยวิญญาจะบิดเบี้ยวเกิน” ไตรวิชญ์ขมวดคิ้วครุ่นคิด “เอาเป็...จัดการอีกกลุ่มก่อนแล้วค่อยคิดก็แล้วกัน”
ดวงตาสีดำขลับมองออกไปไกลที่ภายนอกอาณาเขตมีกลุ่มหมอผีอีกกลุ่มปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว เขาพ่นลมหายใจออกมาไม่รู้ว่ามีกี่กลุ่มที่หมายตาเซียร์ไว้กันแน่
เฮ้อ! เื่ไม่ดีนี่ท่าทางคืนนี้จะอีกยาวไกล...