ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 67 เรือนเฟิ้งอวี๋

            เสียง“เพล้ง” ดังขึ้นในตำหนักเฉียงเวย

            ฉู่ชิงเฉียงจับขวดแจกันหยกเขวี้ยงลงกับพื้นอย่างสุดแรงแววตาของนางเปี่ยมด้วยความอาฆาตเคียดแค้น “มู่อวิ๋นจิ่นนางคนชั้นต่ำ! รอดตัวไปได้อีกแล้ว! ”

            “องค์หญิงอย่ากริ้วเพคะ วันหน้ายังอีกยาวไกลพวกเราย่อมต้องหาวิธีโค่นนางลงได้เพคะ” บ่าวใช้หว่านซิ่วพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าให้องค์หญิงห้าสบายพระทัย

            “เชอะ! วิธีอะไรกัน! ตอนนี้ข้าถูกนางผู้หญิงชั้นต่ำกุมความลับอยู่หากไม่กำจัดนางโดยเร็ววัน ไม่ช้าไม่นาน ข้าต้องถูกนางกำจัดทิ้งเป็นแน่…คนอย่างฉู่ชิงเฉียงไม่เคยถูกใครหน้าไหนข่มขู่มาก่อน!” ฉู่ชิงเฉียงพูดด้วยความแค้นเคือง

            ในระหว่างนั้นเองขันทีน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาในตำหนัก “องค์หญิงมีคนส่งจดหมายมาจากนอกวังขอรับ”

            จากนั้นขันทีน้อยโค้งตัวลงพร้อมกับยื่นซองจดหมายมอบให้กับฉู่ชิงเฉียง

            ฉู่ชิงเฉียงปรายตามองจดหมายฉบับนั้นพร้อมกับหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน ก่อนขยำจดหมายด้วยมือที่สั่นเครือ ริมฝีปากขบกันแน่นหันไปคว้าแจกันหยกขาวสี่ห้าใบเขวี้ยงลงพื้นอย่างแรง

            “ชิชะเ อยากให้ข้ารู้จักหน้าที่! มู่อวิ๋นจิ่นเจ้าใจกล้าบังอาจมาต่อกรกับองค์หญิงอย่างข้าอย่างนั้นอย่ามาหาว่าจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตแล้วกัน!” ฉู่ชิงเฉียงแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายพร้อมฉีกจดหมายเป็นเสี่ยง ๆ

            “ทหาร นำจดหมายของเปิ่นกงจู่ส่งไปที่ชายแดนในเมื่อเปิ่นกงจู่จัดการนางชั้นต่ำไม่ได้ก็จะหาคนอื่นมาจัดการนางแทนจะเป็นไรไปเชียว!”

            …

            (เมื่อเดินทางกลับมาที่จวนองค์ชายหก)

            มู่อวิ๋นจิ่นนั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้โยกเยกที่ด้านหลังสวนพลางหยิบตำราขึ้นมาเปิดอ่านด้วยว่ากำลังอ่านติดพัน

            จื่อเซียงยืนพัดลมเย็นๆ ให้กับมู่อวิ๋นจิ่น ด้วยความฉงนใจที่เห็นนางอ่านไปหัวเราะไปจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า “คุณหนูอย่าบอกว่าไม่รู้จักตัวอักษรนะเจ้าคะ? ”

            มู่อวิ๋นจิ่นได้ฟังแอบเหล่ตามองทันใด “ใครบอกว่าข้าอ่านตำราไม่ออก?”

            “ทำไมวันนี้คุณหนูดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษเจ้าคะ?” จื่อเซียงเอ่ยถามยิ้มแย้ม

            มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้างกๆ“แน่นอนน่ะสิ การทำให้คนที่คิดทำร้ายพวกเราเดือดพล่านบ้างไม่ดีหรอกหรือ?”

            “หากเป็นเช่นนั้น เรื่องนั้นก็ย่อมดีมิน้อยแต่น่าเสียดายคุณหนูเวินที่ไท่เฟยอยากจับคู่นางให้กับองค์ชายสาม ไม่ก็องค์ชายแปดดูท่าแล้วชาตินี้คงไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว” จื่อเซียงเอ่ยขึ้น

            “คุณหนู บ่าวเห็นว่าคุณหนูเวินน่าสงสารอยู่มิน้อยเพราะนางถูกองค์หญิงห้าบีบบังคับมิใช่หรือเพคะ?” จื่อเซียงถามขึ้นอีกครั้ง

            มู่อวิ๋นจิ่นเอาแต่ยิ้มมุมปาก “เรื่องนี้ปล่อยให้พี่ใหญ่เป็นคนจัดการแล้วกัน”

            จู่ ๆมู่อวิ๋นจิ่นกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกจนกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกก่อนจะเอ่ยขึ้นจากความรู้สึกภายใน “จื่อเซียงพวกเราไปวัดสุ่ยอวิ๋นเดี๋ยวนี้เลย!”

            พอกล่าวจบแล้วมู่อวิ๋นจิ่นก็แปลกใจกับสิ่งที่นางพูดออกมาเหมือนกัน

            ……

            หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามทั้งสองก็เดินทางมาถึงวัดสุ่ยอวิ๋น

            มู่อวิ๋นจิ่นและจื่อเซียงเดินเข้าไปในห้องลับเดินไปได้ประมาณสิบห้านาที มู่อวิ๋นจิ่นก็เดินมาถึงหน้าประตู

            “จื่อเซียง เจ้ารอข้าอยู่ข้างนอก หากมีใครมาก็ตะโกนบอกข้าด้วย”

            “ได้เจ้าค่ะ คุณหนู”

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปในห้องลับก่อนจุดโคมไฟนำทาง และค่อย ๆ เยื้องย่างเข้าไปด้านในทีละก้าวอย่างระมัดระวัง

            ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่นางเข้ามาด้านในจะมีฉู่ลี่และท่านอาจารย์ไฮ๋หยวนมาด้วยทำให้ไม่รู้สึกเคว้งคว้าง

            ทว่าในวันนี้นางต้องเดินเข้ามาเพียงลำพังทุกย่างก้าวที่เยื้องย่างจะต้องเพิ่มความระวังให้มากขึ้นเป็นพิเศษ

            ก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปในค่ายกลเท้าของมู่อวิ๋นจิ่นหยุดชะงัก นางวางโคมไฟนำทางลง จากนั้นจึงหลับตาอย่างช้า ๆหวนระลึกถึงแสงรังสีอินฟราเรดที่ไขว้กันไปมา

            จากนั้นไม่นานมู่อวิ๋นจิ่นค่อย ๆ เม้มปาก ถอนลมหายใจยาว และก้มตัวหมอบลงกับพื้น ค่อย ๆคลานอย่างระวังโดยไม่ให้ตัวสัมผัสกับรังสีอินฟราเรด

            แต่เนื่องจากท่านอาจารย์คงซื่อได้เพิ่มเสียงกลไกเตือนภัยไว้แน่นหนามู่อวิ๋นจิ่นจึงไม่สามารถขยับตัวเร็วได้ดั่งใจต้องการ

            “มู่เอ๋อร์ นั่นใช่เจ้าหรือไม่?”

            ภายในห้องลับมีเสียงของสตรีที่แหบแห้งและสั่นเครือดังขึ้นมาจนมู่อวิ๋นจิ่นตกใจจนมิกล้าขยับเขยื้อนตัว

            “มู่เอ๋อร์ นั่นใช่เจ้าหรือไม่?”

            เสียงของสตรีผู้นั้นยังคงเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหวังและดีใจ

            เมื่อได้ยินเสียงของสตรีที่อยู่ในห้องลับดังขึ้นสายตาของมู่อวิ๋นจิ่นกลับกลอกไปมาด้วยความตระหนกตกใจ

            “เจ้าเป็นใครกัน?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้นด้วยความหวาดหวั่นใจ

            ทันทีที่สตรีผู้นั้นได้ยินเสียงของมู่อวิ๋นจิ่นนางก็หัวเราะหึ ๆ เสียงต่ำออกมา

            “ท่านอาจารย์คงซื่อบอกข้าว่าให้รอสตรีที่ชื่อมู่เอ๋อร์โดยบอกว่ามีเพียงมู่เอ๋อร์เท่านั้นที่จะช่วยข้าออกไปได้”

            “ท่านคือหรงเฟยใช่หรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยถามอย่างฉงน

            สตรีที่อยู่ในห้องลับหัวเราะก่อนตอบออกมา “ใช่ ข้าเอง!”

            พอทราบว่าสตรีผู้นั้นคือหรงเฟยมู่อวิ๋นจิ่นถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ “เหตุใดสองครั้งก่อนที่หม่อมฉันมาที่นี่กับฉู่ลี่แล้วไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นล่ะเจ้าคะ?”

            “เหอะ ๆ เพราะมีบางเรื่องที่ข้าต้องพูดกับเจ้าตามลำพัง”

            “มู่เอ๋อร์ ในใต้หล้าแห่งนี้ มีเจ้าเพียงผู้เดียวที่ข้าสามารถเชื่อใจได้”

            …

            เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเดินออกมาจากห้องลับพลันสีหน้าของนางกลับซีดขาวเหมือนไก่ต้มราวกับผ่านความตื่นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

            คิดมาถึงตรงนี้มู่อวิ๋นจิ่นจึงก้มหน้ามองข้อมือ นางเห็นรอยรูปขนหงส์สีทองปรากฏขึ้นพลันทราบได้ทันทีว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริง

            ไม่นึกไม่ฝันว่าหรงเฟยจะอยู่ภายในห้องลับนั้น

            ระหว่างทางที่เดินกลับออกไปมู่อวิ๋นจิ่นไม่ทราบว่ารอยรูปขนหงส์มาปรากฏที่ข้อมือของนางได้อย่างไรแต่มันเหมือนซึมผ่านผิวหนัง และเข้าไปสู่ร่างกาย

            เมื่อเดินทางกลับมาถึงจวนองค์ชายหกเป็นเวลาที่ตะวันได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว

            มู่อวิ๋นจิ่นลงจากรถม้าก้มหน้าลงมองข้อมือ ตอนนี้รอยรูปขนหงส์กลับมลายหายไปแล้ว จนนางเกิดความฉงนใจขึ้นมา

            พอมู่อวิ๋นจิ่นกลับมาที่จวนก็พรวดเข้าไปที่เรือนลี่เฉวียนทันทีจากนั้นแอบแง้มหน้าต่างมองไปห้องที่อยู่เยื้องกัน เห็นแสงไฟถูกจุดอยู่นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

            เมื่อปิดหน้าต่างลงข้อมือของนางกลับเรืองแสงรูปขนหงส์สีทองขึ้นมาอีกครั้ง

            ในตอนนั้นเองมีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังของนางว่า “คารวะนายหญิงมู่เอ๋อร์”

            มู่อวิ๋นจิ่นสะดุ้งโหยงกับเสียงที่ดังขึ้นมาเมื่อหันหลังไปมอง นางเห็นบุรุษหนึ่งคนและสตรีอีกหนึ่งคนที่มีท่าทางแปลกพิลึก

            สตรีคนนั้นสวมชุดสีชมพูปล่อยผมสีม่วงยาวลงมาถึงบ่า แววตากลมใสสุกสกาว ฉีกยิ้มส่งให้มู่อวิ๋นจิ่นและสิ่งที่แปลกพิลึกที่สุดคือนางมีหูยาวเหมือนแมว

            ส่วนบุรุษนั้นใส่ชุดเกราะสีทองมีผมสีเงิน พร้อมกับปีกวิหคที่สามารถเก็บและสยายได้ทุกเมื่อ

            “พวกเจ้าเป็น… คน ผี หรือปีศาจ?”

            ทันทีที่สตรีคนนั้นเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้ามู่อวิ๋นจิ่นนางยิ้มให้พร้อมร้องออกมาว่า “เหมี๊ยว”

            “เหมียว นายหญิงมู่เอ๋อร์ หม่อมฉันชื่อฉีฉี่” เสียงของฉีฉี่เต็มไปด้วยความออดอ้อนและอ่อนหวาน

            “คารวะนายหญิง กระผมชื่อซิวเม่ย”

            เมื่อทั้งสองแนะนำตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นกลับรู้สึกว่า ที่ข้อมือของนางประเดี๋ยวร้อนประเดี๋ยวอุ่นขึ้นมา

            มู่อวิ๋นจิ่นจึงก้มมองข้อมือของนางเห็นรูปขนหงส์สีทองกะพริบแสงสีทองไม่หยุดหย่อน

            “พวกเราคือผู้พิทักษ์ตำหนักหวงอวี่ หลายปีมานี้เสาะแสวงหานายหญิงมาโดยตลอดแต่กลับไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย ในวันนี้รูปขนหงส์สีทองได้ปรากฏขึ้นมา ทำเอาหม่อมฉันและซิวเม่ยต่างเดินตามหาว่าเป็นใคร”ฉีฉี่เล่าให้ฟัง

            สิ่งที่ฉีฉี่เล่าออกมานั้นทำให้มู่อวิ๋นจิ่นค่อยปะติดปะต่อเรื่องราวได้หน่อยแต่ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของฉีฉี่ทำให้คนที่เห็นเกิดความสงสัยขึ้นมา “เจ้าเป็นคนหรือเป็นแมวกันแน่?”

            “เหมียว หม่อมฉันเป็นทั้งคนและก็เป็นทั้งแมวสรุปแล้วจิตวิญญาณภายในคือแมวเจ้าค่ะ” ฉีฉี่ยกมือที่มีกรงเล็บแสดงให้มู่อวิ๋นจิ่นดู

            หลังจากนั้นนางชี้ไปทางซิวเม่ยที่ยืนอยู่ด้านข้าง “เขาเป็นครึ่งนกกระเรียนครึ่งมนุษย์เจ้าค่ะ”

            “แล้วคนในตำหนักหวงอวี้ล้วนเป็นแบบนี้ทุกคนหรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วถามขึ้นด้วยไม่รู้จะถามเรื่องใด

            ฉีฉี่พยักหน้ารับ “ใช่เจ้าค่ะ ในตำหนักหวงอวี่ มีอีกชื่อว่าตำหนักปาณภูตผู้ที่อยู่ในตำหนักนี้ล้วนมีรูปร่างเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์”

            “อย่างนั้นหรงเฟย…” มู่อวิ๋นจิ่นกลับไม่ได้ถามต่อ

            หรงเฟยเป็นแค่พระสนมเฟยผินเหตุใดถึงมาอยู่ที่ตำหนักหวงอวี่ได้ นี่ดูแล้วจะเลอะเลือนไปกันใหญ่แล้ว

            “หืม? หรงเฟยคือใครกัน?” ฉีฉี่เบิกตาโพลงใช้มือเกาหูทั้งสองข้างไปมา

            “ไม่มีอะไรหรอก” มู่อวิ๋นจิ่นปัดปฏิเสธไป

            ฉีฉี่จึงพยักหน้ารับแล้วขยับก้าวเดินเข้าไปใกล้มู่อวิ๋นจิ่นก้าวหนึ่งก่อนจะชี้ไปที่ร่างของมู่อวิ๋นจิ่น “อย่างนั้นนายหญิงเป็นปาณภูตชนิดใดกัน?”

            “ข้าเป็นมนุษย์” มู่อวิ๋นจิ่นตอบอย่างจนปัญญา

            “มนุษย์?” ฉีฉี่ร้องออกมาด้วยความตกใจจนต้องหันไปมองซิวเม่ยด้วยแววตาฉงนงงงวยว่าตำหนักหวงอวี่ถูกพวกมนุษย์เข้าไปยึดครองแล้วหรือ

            ซิวเม่ยส่ายหน้าให้กับฉีฉี่พลางปรามขึ้นว่า “จะเสียมารยาทไม่ได้เด็ดขาด”

            “นั่นสิ” ฉีฉี่ยกมือขึ้นประสานขออภัยจากนั้นเอ่ยขึ้นว่า “นับจากนี้ต่อไปฉีฉี่จะอยู่ข้างกายนายหญิง และปกป้องนายหญิงอย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ”

            “ซิวเม่ยก็ด้วยเช่นกันขอรับ”

            มู่อวิ๋นจิ่นมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยความไม่เข้าใจทว่าก็พยักหน้ารับแต่โดยดี “พวกเจ้าไม่ต้องเกรงใจมากถึงเพียงนี้หรอก!”

            “เหมียว ตอนนี้ก็ดึกดื่นมากแล้ว นายหญิงรีบพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ” ฉีฉี่พูดจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็สังเกตเห็นข้อมือของฉีฉี่เรืองแสงรูปขนหงส์สีทองเหมือนที่นางมีเช่นกัน

            “นี่เป็นสัญลักษณ์พิเศษแห่งตำหนักหวงอวี่ ยามปกติจะไม่เรืองแสงแต่หากมีอันตรายมาถึงนายหญิง สัญลักษณ์นี้จะส่งสัญญาณเตือนให้พวกเราทราบถึงตอนนั้นพวกเราจะปรากฏตัวข้างกายนายหญิงทันทีเจ้าค่ะ” ฉีฉี่ยิ้มมุมปาก

            เมื่อได้ฟังเช่นนั้นมู่อวิ๋นจิ่นรีบก้มมองข้อมือของตัวนางเอง และพบว่าแสงสีทองได้หายวับไปแล้ว

            “ในเมื่อได้พบหน้านายหญิงแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะไม่รบกวนอีกแล้วขอรับ”ซิวเว่ยที่นิ่งเงียบอยู่นานเอ่ยปากขึ้นบ้าง

            มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ

            จากนั้นฉีฉี่ได้ปล่อยพลังภายในออกมาเห็นเป็นแสงสีชมพูเปล่งประกายรอบตัวซิวเว่ย ส่วนนัยน์ตาของเขาเป็นสีเงินกระทั่งทั้งสองเดินจากไป แต่เพียงไม่กี่ก้าวร่างนั้นก็ได้มลายหายวับไปภายในห้องนอนมู่อวิ๋นจิ่น

            มู่อวิ๋นจิ่นเอาแต่ถอยหลังจนติดกำแพงห้องมองดูภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจไม่รู้ว่าจะใช้คำใดมาอธิบายถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรดี

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน