ตอนที่ 10 ลาก่อนครับ
เวลาสามวันผ่านไปรวดเร็ว แสงอาทิตย์ล่าลับขอบฟ้าแล้วความมืดชวนหดหู่คืบคลานเข้ามา พร้อมกับรถเก่งสีดำปิดฟิล์มดำสนิททั้งคันจอดนิ่งในลานบ้านตระกูลเฮง ครอบครัวตระกูลเฮงทั้งห้ายืนพร้อมหน้ากันทั้งเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกมากมาย สองสามีภรรยาต่างยืนกุมมือซึ่งกันละกัน ภรรยาต่างแอบอิงที่หน้าอกมือหนึ่งกุมเสื้อหน้าอกราวกับปวดร้าวที่หัวใจอย่างสุดแสนดวงตาแดงเรื่อ คราบน้ำตายังไม่แห้งดี แสดงว่าผ่านการร่ำให้มานานไม่น้อย เบื้องหน้าทั้งสองบุตรชายทั้งสามต่างโอบกอดซึ่งกันและกันต่างพูดคุยอย่างเบา
“อาหินได้เวลาแล้ว” เสียงผู้เฒ่าชะตาลิขิตดังขึ้นหลังจากปล่อยให้ร่ำลามา่เวลาหนึ่งทำให้พี่น้องทั้งสามแยกจากกันในที่สุด
“อาหิน ไม่ต้องห่วง เฮีย(พี่)จะดูแลเตี่ย กับม่าม้าแทนเ้าเอง”พี่ชายคนโตส่งเสียงไล่หลัง
“ใช่ เ้าเด็กจอมกวนเ้าไปป่วนให้โลกฝั่งโน้นรู้จักพวกเราดีกว่านี้ให้ได้นะ” พี่ชายคนรองกล่าวบ้าง
“อาหิน เ้ากลับมาเมื่อไหร่ น้องสาวเ้าคงโตเป็สาวแล้ว ...โอ๊ย”เฮงหย่งอิงกำลังกล่าวต้องส่งเสียงร้อง เมื่อถูกศอกของภรรยาอย่างแรง
“หิน เื่ราวของลูก พวกเราจะเล่าให้กับน้องสาวของเ้าฟังนะ”ผู้เป็มารดาใบหน้ายังแดง แต่ยังอดกล่าวเพื่อมอบพลังให้กับลูกชายของตนไม่ได้
“ฮ่าฮ่าฮ่า เตี่ยจะหัวร่อดังทุกวันพวกเราทั้งหมดจะมีความสุขที่สุดในโลกเลยหิน” เฮงหย่งอิงส่งเสียงอีกครั้ง
เด็กชายหินหันหลังกลับหาทุกคน ย่อกายลงคุกเข่าคำนับให้กับผู้ให้กำเนิดทั้งสอง ไม่เอ่ยใดๆสักคำ เพราะความรู้สึกทั้งหมดได้กล่าวเล่าไปหมดแล้ว พร้อมหันหลังกลับเข้าไปนั่งไปในรถไม่ให้ทุกคนได้เห็นน้ำตาที่ใหลรินเต็มใบหน้า
เสียงรถยนต์เคลื่อนออกไป พร้อมกับเสียงร่ำให้ของผู้เป็มารดาเฮงหย่งอิงนำพาครอบครัวเข้าสู่ด้านใน แต่แล้วที่ประตูใหญ่มีเสียงพูดคุยกันพร้อมกับประตูเหวี่ยงเปิดออก คนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าแตกต่างกันหลายอารมณ์
กลุ่มคนนี้มีมากถึงยี่สิบกว่าคน ผู้นำหน้าเป็ชายเลยวัยกลางคนไปหลายปีใบหน้ามีเค้าของเฮงหย่งอิงด้านซ้ายมือเป็ชายชรากับหญิงชราสูงวัยกว่าเจ็ดสิบปีที่ยังดูแข็งแรงอยู่แม้จะมีเด็กรุ่นหนุ่มสาวเดินมาประคองอีกสามคนก็ตามด้านหลังเป็ชายกลางคนมีความสูงเด่นกว่าผู้อื่นกับสตรีกลางคนอีกผู้หนึ่ง
“อาเฮีย(พี่)” เฮงหย่งอิงเห็นผู้เดินนำหน้าเข้ามาชัดเจนเอ่ยด้วยอารมณ์สั่นสะท้าน
คนกลุ่มนี้ต่างเป็คนของตระกูลเฮง ที่แยกตัวออกไปเนินนานเฮงหย่งอิงอาศัยอิทธิพลของสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ตามหา พร้อมส่งคำเชิญให้กลับมาช่วยฟื้นฟูตระกูลเฮงหลังจากผ่านมาจนถึงวันนี้เฮงหย่งอิงคิดว่าคงหมดหวังที่ครอบครัวตระกูลเฮงจะกลับมาร่วมกันอีกครั้งแต่แล้ววันนี้ความหวังหวนกลับคืนมาสู่ตระกูลเฮงแล้ว ...ขอบใจไอ้ลูกชาย...
.............
เด็กชายหินนั่งในรถ ผ่านไปครู่หนึ่งอารมณ์ก็สงบลงหันไปยิ้มให้เฒ่าชะตาลิขิต เริ่มกล่าวถามไถ่เื่ราวที่จำเป็ต้องรู้ท่านผู้เฒ่าก็เล่าให้ฟังอดทน ไม่ว่าจะเป็เื่ไร ล้วนพูดคุยให้ฟังอย่างสนุกสนานจนแม้แต่ผู้ที่ขับรถอยู่ยังต้องมองผ่านกระจกอย่างประหลาดใจต่อท่าทีของเฒ่าชะตาลิขิตที่ยากเห็นเช่นนี้จวบจนผ่านไปเกือบสองชั่วโมง เด็กชายก็หลับลงอย่างสงบด้วยความอ่อนเพลีย
การเดินทางยาวนานกว่าสี่ชั่วโมงก็มาถึงจุดมุ่งหมายซึ่งเป็สุสานของคนไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ กินพื้นที่หลายพันไร่รถสีดำกลืนกับความมืดแล่นผ่านช้าๆไปตามเส้นทางเล็กๆล่วงลึกเข้าในสุสานกว่าสองกีโลเมตรจนมาหยุดที่สุสานหลังหนึ่งที่ไม่ใหญ่โตนักแสงไฟหน้ารถสาดเข้าไปหน้าสุสานเห็นผู้ชราชุดคอจีน(ถังจวง)สีเทา มีลักษณะใบหน้าเรียวยาวดวงตาแคมเรียวเล็ก มีผมสีดำแซมขาวเทา หนวดเครายางจรดหน้าอกรูปร่างสูงกว่าเฒ่าชะตาลิขิตเกือบ่ศีรษะ นับเป็ชายสูงวัยที่สูงมากคนหนึ่ง เฒ่าชราที่ดูแลประตูนำทางเป็หนึ่งในแปดผู้าุโของสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ เรียกขานว่าผู้เฝ้ากุญแจมีศักดิ์ฐานะเท่าเทียมกับผู้เฒ่าชะตาลิขิตที่เป็ผู้าุโใหญ่มีนามว่าผู้เฒ่าอี้ชางสู่
เด็กชายหินตื่นั้แ่รถเริ่มแล่นเข้ามาในสุสาน ด้วยเวลามืดค่ำทั้งยังดึกมากแล้วพื้นที่เริ่มมีหมอกครอบคลุมพื้นที่ลุ่มต่ำเป็บางแห่ง ทำให้ขนอดลุกตั้งชันอย่างกลัวๆไม่ได้จวบจนรถจอดสนิทเด็กชายหินกำลังจะลงจากรถท่านผู้เฒ่าชะตาลิขิตกลับเหนี่ยวรั้งไว้กล่าวว่า “อาหินเื่ที่เ้าได้รับชะตาลิขิตหกเล่ม ไม่อาจกล่าวบอกผู้ใดทั้งสิ้นลื้อต้องจำให้แม่นน่า..”
“ครับอากง” เด็กชายรับคำอย่างหนักแน่น ก่อนจะลงรถไปเพียงผู้เดียวด้วยผู้เฒ่าชะตาลิขิตได้บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าตนเองเพียงมาส่งเท่านั้น
หลังจากเด็กชายหินลงรถไป รถก็เคลื่อนที่จากไปทันที เมื่อแสงไฟจากรถความมืดคืบคลานเข้ามา พร้อมกับความเย็นะเืเกาะกุมเด็กชายจนต้องถูมือทั้งสองแรงๆคราหนึ่งเดินมาเบื้องหน้าท่านผู้เฒ่าเบื้องหน้า
“สวัดดีครับ” เด็กชายยกมือไหว้อย่างมีมายาท
“....”
ไม่มีการตอบลับใดๆกลับมาจากผู้เฒ่าเบื้องหน้าซึ่งยืนนิ่งราวกับไม้แกะสลัก เด็กชายยิ้มแหยๆ สองมือที่พนมถูกกันไปมาแก้เขินก่อนเดินผ่านชายชราที่ไร้อารมณ์ร่วมไปหาที่นั่งสะอาดๆทางหน้าสุสานยังดีที่เฒ่าชะตาลิขิตบอกกล่าวถึงอุปนิสัยผู้เฒ่านำทางผู้นี้มาแล้วว่าออกจะประหลาดพิกลอยู่บ้านหาไม่แล้วเด็กชายคงนึกว่าเป็ผีจีนที่พูดไม่ได้เสียอีก เมื่อนึกถึงตรงนี้ต้องอดหวนนึกถึงผีจีนที่ะโะโ ร้องก็อยๆ ในหนังเื่ผีกัดอย่ากัดตอบไม่ได้เด็กชายหัวร่อคิกคิกเบาๆคราหนึ่ง
ผ่านไปชั่วต้มน้ำเดือดเด็กชายหินกำลังตบยุ่งที่อยู่ๆมาจากไหนนักไม่รู้ทั้งที่ดึกมากแล้วที่ห่างออกไปมีแสงไฟหน้ารถสาดส่องแว๊บเข้ามาเป็ระยะ พร้อมกำลังคำรามของเครื่องยนต์กระหึ่มเบาๆไม่นานรถเก๋งสีดำสองคันเข้ามาจอดบุคคลแรกที่ลงมาเป็เด็กหญิงอายุประมาณแปดถึงเก้าขวบ สวมใส่ชุดเดรสสีขาวพริ้วไหวลักษณะสดใสตามวัย ผิวขาวราวเนื้อหยกบริสุทธิ์ ใบหน้ารูปไข่ดวงตากลมโตรับกับคิ้วโค้งเรียวเข้ารูป ทรงผมตัดซอยสั้นระดับติ่งหู ทรงนักเรียนชั้นประถมตามมาตราฐานเด็กไทยนับเป็เด็กหญิงที่น่ารักมากคนหนึ่ง
“สวัดดีค่ะ อากง” เด็กหญิงย่อกายใหว้ผู้สูงวัยอย่างอ่อนน้อม
“คุณหนูซู ลำบากมากแล้ว”เฒ่าชราที่เ็าตอบรับอย่างอ่อนโยนอยู่ที่เดิม
-เหอ... สองมาตรฐาน-เด็กชายนั่งอยู่แค่นเสียงในใจ แต่ยังคงวุ่นกลับกายตบยุ่งราวกับไม่สนใจ
เด็กหญิงมองผ่านไปเห็นเด็กชายจึงเดินเข้ามาด้านหลังเช่นกันหากแต่ยืนอยู่ไม่กล้านั่งลงสายลมบริเวณสุสายังคงมีมาตลอกเวลา พัดชุดเดรสพลิ้วไหวกับสายลมเด็กเงยหน้าขึ้นมองเด็กหญิง เห็นมือหนึ่งกำลังจัดผมทัดที่ข้างหู มือหนึ่งกดชุดกระโปร่งสั้นพัดไหวอยู่ทั้งสองสบตากันเด็กหญิงยิ้มตอบกลับมา
“สวัดดี...” เสียงเล็กๆทักทาย
“อืม.. สวัดดี” เด็กชายไม่รู้เป็ใบหน้าแดงวูบก่อนจบสนทนาเพียงเท่านี้ไม่มีผู้ใดสนทนาอันใดอีก นำพาความกระอักกระอ่วนเล็กๆ
“คุณชายโง้ว ในที่สุดมาถึงแล้ว “เฒ่าชราที่เคร่งขรึมพลันเป็ไปใบหน้าปั้นรอยยิ้มเหี่ยวย่น ดูอย่างไรก็มองออกว่ากำลังประจบประแจงอย่างชัดเจนเมื่อเห็นเด็กชายร่างสูงโปร่งในชุดคอจีนสีดำอายุประมาณสิบปีมีใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนารับใบหน้า หากดวงตาโตอีกเล็กน้อยคงเติบใหญ่ต้องเป็บุรุษรูปงามผู้หนึ่งน่าเสียดวงตาแคบเล็กจึงดูออกจะเป็คนเ้าความคิด ก้าวลงมา “คุณชายนับว่าอยู่ห่างไกลที่นี่มากกว่าผู้อื่นต้องลำบากมากแล้ว” เฒ่าชราเดินไปถึงก้มศีรษะน้อยๆคราหนึ่ง
-เหอ.... นี่มันสามมาตรฐานมากกว่านะ- เด็กชายหินส่ายศีรษะเบาๆแม้แต่เด็กหญิงยังอมยิ้มเล็กๆอย่างกับรู้ความคิดของเด็กชายเบื้องหน้าตนเอง
“ไม่ต้องมากพิธี...”เด็กชายตระกูลโง้วกระทำตนราวกับผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ปานแม้แต่ผู้าุโใหญ่ของสมาพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม้เห็นในสายตาดูแล้วผู้าุโท่านนี้มีความเกี่ยวพันธ์สนิทกับตระกูลโง้วไม่น้อยเลยทีเดียว หาไม่แล้วคงไม่กล้าเชิดหน้าราวกิ่งก่าเช่นนี้
เด็กชายตระกูลโง้วเดินเข้ามาทางผู้มาก่อนทั้งสองเมื่อเห็นเด็กหญิงตระกูลซูรีบปรับใบหน้าให้โปรยยิ้มที่ทำให้ตาแคบลงไปจนดูราวกับจิ้งจอกเ้าเล่ห์
“น้องหงส์หนิง สวมชุดนี้แล้วยิ่งน่ารักขึ้นอีก”
“ขอบคุณพี่ใหญ่ลู่หานที่ชม”เด็กสาวใบหน้าแดงวูบ
-มุกจีบสาวที่เห้ยจริงๆ- เด็กชายหินยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเองฉาดหนึ่งอย่างอดไม่ได้จนเด็กชายตระกูลโง้วนามลู่หาน ชายหางตามามองอย่างดุร้าย
“ยุงที่นี่แยะจริงๆนะอากง”เด็กชายทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้หันไปกล่าวกับเฒ่าชราที่เดินเข้ามา เด็กหญิงตระกูลซูนามหงส์หนิงยกมือปิดปากกลั้นหัวร่อเบาๆ
“เหอะ...” โง้วลู่หานแค่นเสียงในลำคอ หากไม่ใช่อยู่ต่อหน้าเด็กสาวคงต้องสั่งสอนสักครั้งว่าควรวางตัวเช่นไร
เฒ่าชราไม่แม้แต่ชายตาแลเด็กชายหิน เดินเข้ามาก้มศีรษะให้กับโง้วลู่หานกับซูหงส์หนิงคราหนึ่งแล้วเดินไปถึงหน้าสุสานที่สร้างจากปูนขนาดใหญ่ เห็นทำท่าล้วงบางสิ่งออกมาวางที่ป้ายสุสานก่อนจะมีเสียงดังลั่นครืนเบาๆตรงหน้าที่เคยเป็ป้ายสุสานเปิดเป็ช่องพอให้เดินเข้าไปได้อย่างสะดวกสบายเพียงแต่กลิ่นอับที่พัดโชยออกมา่แรก ออกจะยากทนทานไปหน่อย
เมื่อประตูเปิดออกผู้เฒ่าอี้ชางสู่กำลังจะเดินเข้าไปเด็กชายหินกลับส่งเสียงขึ้นว่า
“เดี๋ยวก่อนครับกง ผมขอเวลาสักครู่นะครับ”
เด็กชายไม่รอคำตอบวิ่งออกไปตรงที่ที่รถมาจอดส่งซึ่งนับเป็จุดที่สูงที่สุดของสุสานแห่งนี้ เด็กยืนมองขึ้นไปบนฟ้าอยู่เนินนานจนโง้วลู่หานเริ่มพ่นลมหายใจอย่างอดกลั้นเต็มทนหากไม่มีเด็กหญิงยืนอยู่ข้างๆ คงได้เดินไปตบกะโหลกเด็กชายสักทีแม้แต่ผู้เฒ่าอี้ชางสู่ยังเริ่มไม่พอใจขณะนั้นเองเด็กหญิงซูหงส์หนิงกลับก้าวเดินไปยืนข้างเด็กชายหินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยกันภายใต้บรรยากาศที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งแสงดาวส่องแสงสกาวเต็มท้องฟ้านับว่าเป็วันที่ท้องฟ้าสวยงามอย่างยิ่ง เด็กชายโง้วลู่หานยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกขัดใจอย่างมากสองมือกำหมัดแน่นแทบอดรนทนไม่ไหวไปทุบตีเด็กน้อยไม่รู้ความสักครั้ง
“ท้องฟ้าสวยมากเลย” ซูหงส์หนิงกล่าวราวกับลำพึงรำพัน
“อืม...” เด็กชายตอบ “ผมจะจดจำไว้จำว่าผมยืนอยู่ใต้ท้องฟ้าเดียวกับเตี่ยกับม่าม้ายืนอยู่” เด็กหญิงได้ฟังตัวสั่นไหวหางตาปรากฏน้ำตาหยดหนึ่งใหลออกมา
“เตี่ย ม่าม้า” เด็กชายกำหมัดชูขึ้นฟ้า “ลาก่อนครับ”เด็กชายตระโกนขึ้นไปสุดเสียง
เด็กหญิงซูหงส์หนิงยกมือปาดน้ำตา ส่งยิ้มให้เด็กชาย ก่อนหันหลังเดินกลับไปที่หน้าสุสานราวกับได้ปลดเปลื้องความในใจ ผู้เฒ่าอี้ชางสู่ก็รีบเดินนำหน้าลงไปทันทีตามด้วยเด็กหญิง ส่วนเด็กชายโง้วลู่หานยืนรอจนเด็กชายหินมาถึงกล่าวกระซิบขึ้นว่า
“ไร้สาระ เ้าเด็กขยะต่อไปอยู่ให้ห่างๆเธอ” กล่าวจบเด็กชายผลักอกเด็กชายหินถอยไปก่อนตนเองจะเร่งเดินตามหลังเด็กหญิงไปอย่างรวดเร็ว
เด็กชายหินยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนก้าวเท้าเข้าประตูยังอดหันมามองเบื้องนอกเป็ครั้งสุดท้ายไม่ได้ ก่อนเดินหายลงไปสุสานพร้อมกับประตูสุสานเลื่อนปิดลง
ตึง....
.................