เฉินอี้ยิ้มให้จางฝูลู่เมื่อได้ยินเสียงเรียกและทำหน้ามิรู้เื่รู้ราวฟังจากน้ำเสียงเขาก็รู้ว่าจางฝูลู่กำลังโกรธตนและอาหลิ่งก็ย้ำความมั่นใจให้กับเขาโดยการบอกว่า เสี่ยวจางจะกัดคอท่านแล้ว
“เถ้าแก่ถังจะให้ราคาข้าเท่าใดหรือ”เฉินอี้ถาม ไม่สนใจจางฝูลู่
เถ้าแก่ถังประคองห่อผ้าขึ้นมาถือราวกับสมบัติล้ำค่า
“ชิงเทียนเถากับสมุนไพรชนิดอื่นๆข้าให้เ้าสิบห้าตำลึงเงิน ส่วนโสมนี่……..” เถ้าแก่เงียบไป
จางฝูลู่ได้ยินว่าให้ค่าต้นชิงเทียนเถาสิบห้าตำลึงเงินก็ตาโตแล้วมิคาดคิดว่าสมุนไพรจะทำเงินได้มากเพียงนี้
“ส่วนโสมนี่ข้าให้เ้าแปดสิบตำลึงทอง!” เถ้าแก่กล่าวจบ จางฝูลู่ก็เข่าอ่อนแทบจะเป็ลมล้มพับไป
เฉินอี้เองก็ใมากเช่นกันเขามิคาดคิดว่าโสมนี้จะมีราคามากถึงแปดสิบตำลึงทอง
เถ้าแก่ถังเห็นอาการตกตะลึงของเด็กหนุ่มทั้งสองจึงอธิบายให้ฟัง
"โสมที่เสี่ยวอี้เก็บมานี้มีลักษณะสวยงามมาก และดูจากขนาดและน้ำหนักแล้ว น่าจะมีอายุราวๆ หนึ่งร้อยปีซึ่งถือว่าหาได้ยากมากในตอนนี้ เพราะส่วนมากโสมในธรรมชาติที่ถูกเก็บมาขายระยะหลังๆจะมีอายุอยู่ที่สองถึงยี่สิบปีเท่านั้น ถ้าคิดราคาตามอายุของโสมก็คือ อายุุต่ำกว่าสิบปีข้าจะให้ราคาที่สิบตำลึงทองโสมอายุสิบถึงสามสิบปีราคาจะอยู่ที่สิบห้าถึงยี่สิบห้าตำลึงทอง
ข้าเคยรับซื้อโสมอายุมากที่สุดอยู่ที่ห้าสิบปีแต่นั่นก็หลายปีมาแล้ว ตอนนี้ข้าได้จับโสมอายุร้อยปี จ่ายเงินไปแปดสิบตำลึงทองมิถือว่ามากอันใดเลย" เถ้าแก่ถังกล่าวพลางมองโสมด้วยความชื่นชม
โสมอายุร้อยปีนี้ เฉินอี้ได้มาจากเขาฝั่งตะวันตกซึ่งเป็สถานที่ที่เขาได้พบกับิญญาของหลี่ตงเฉิงนั่นเองก่อนที่ดวงิญญาของหลี่ตงเฉิงจะจากไปพร้อมกับิญญาพ่อกับแม่ของเขาหลี่ตงเฉิงมิมีสิ่งใดตอบแทนบุญคุณใหญ่หลวงของเฉินอี้เขาจึงบอกกับเฉินอี้เกี่ยวกับโสมอายุเกือบร้อยปีที่อยู่ใกล้ๆกับบริเวณที่เขาถูกสังหาร
หลี่ตงเฉิงเป็ทหาร เคยออกฝึกกลางป่าจึงรู้จักพืชสมุนไพรดี เมื่อเขาชี้จุดที่มีโสมให้เฉินอี้แล้วก็บอกกับเขาว่าอีกห้าปีให้เฉินอี้มาขุดโสมนี้ไปขายเขารับรองว่าจะไม่มีใครมาขุดมันออกไปก่อนอย่างแน่นอนเพราะได้ฝากฝังกับภูติอารักษ์ูเาและท่านเ้าที่ในป่าเรียบร้อยแล้ว
ของตอบแทนบุญคุณจากหลี่ตงเฉิงช่างมีมูลค่ามากมายนัก
เถ้าแก่ถังให้เด็กในร้านนำเงินแปดสิบตำลึงทองกับสิบห้าตำลึงเงินมาให้จางฝูลู่และเฉินอี้ตรวจนับจางฝูลู่นับด้วยมืออันสั่นเทามิคาดคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เห็นและััเงินมากมาย ขนาดนี้
จางฝูลู่นำเงินใส่กล่องห่อด้วยผ้าและเก็บไว้ก้นตะกร้า นำข้าวของอื่นๆ ปิดทับกล่องเงินให้มิดชิดเดินกอดตะกร้าไว้แนบอกตลอดทาง
“เหล่าจางข้าอยากจะไปที่โรงไม้ไฉกัง” อยู่ๆ เฉินอี้ก็กล่าวขึ้นจางฝูลู่ที่เดินกอดตะกร้าทำหน้างง
“เ้าจะไปทำอะไรที่นั่นอย่าบอกนะว่า…อาอี้….เ้าจะไปหาอู๋ชวนจริงๆ หรือ ข้านึกว่าเ้าล้อเล่นเสียอีก”จางฝูลู่ทำหน้าเหลอหลา
เฉินอี้หัวเราะ “มิใช่เช่นนั้นข้าเห็นว่าวันนี้ได้เงินมามาก ข้าจึงอยากจะได้ไม้ไปซ่อมแซมบ้านสักหน่อยตอนนี้ก็ใกล้จะถึงฤดูฝนแล้วด้วย”
“อ๋อ ได้ๆ เอาสิ เดี๋ยวเราไปดูไม้กันแล้วจะได้ติดต่อช่างไม้ด้วยเลย แหม ข้าใหมดเลยอาอี้นึกว่าเ้าจะเอาเื่อู๋ชวนจริงๆ เสียแล้ว” จางฝูลู่กล่าวด้วยความโล่งใจเฉินอี้ยิ้มพลางคิดในใจ ‘ใช่ เหล่าจาง ข้าเป็คนเอาจริงจะเอาคืนให้สาสมเลยด้วย’
จางฝูลู่พาเฉินอี้เดินมาถึงโรงไม้เข้ามาก็เจอกับเถ้าแก่ฉินพอดี
“อ้าว จางฝูลู่วันนี้วันหยุดของเ้ามิใช่รึ มาที่นี่ทำไมกัน” เถ้าแก่ฉินร้องถามในมือยังถือสมุดบัญชีอยู่
“พอดีว่าเพื่อนของข้า้าซื้อไม้ขอรับข้าจึงพามา” แล้วจางฝูลู่ก็แนะนำให้เฉินอี้รู้จักกับเถ้าแก่ฉิน
เถ้าแก่ฉินมองหน้าเฉินอี้เห็นว่าดวงตาของเขาผิดแปลกไป ซ้ำยังถือไม้เท้า ก็มิกล้าเอ่ยถามเฉินอี้ยิ้มและกล่าวว่า
“ข้าคงต้องรบกวนเถ้าแก่แล้ว ตาของข้ามองไม่เห็นอยากให้เถ้าแก่ฉินช่วยแนะนำไม้ที่จะนำไปซ่อมแซมบ้านเพื่อเตรียมรับหน้าฝนให้ข้าทีขอรับ”
“อ้อ ได้สิถ้าอย่างนั้นเ้ามานั่งรอทางนี้ก่อนเถิดนะประเดี๋ยวข้ากับจางฝูลู่จะไปดูไม้ให้เ้าเองจางฝูลู่เ้าไปบอกให้เด็กด้านในยกน้ำชามาให้เพื่อนของเ้าด้วยนะ” เถ้าแก่ฉินกล่าว
“ได้ขอรับเถ้าแก่อาอี้ เ้ารออยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวข้ามา”จางฝูลู่วางตะกร้าไว้ข้างเฉินอี้และเดินออกไป
เมื่อมีคนยกน้ำชามาให้เฉินอี้จึงเอ่ยถามกับคนผู้นั้น
“มิทราบว่าโต๊ะที่จางฝูลู่ใช้ทำงานอยู่ที่ไหนหรือ”
“อยู่ด้านหลังของท่านขอรับ”คนงานชายตอบ เฉินอี้พยักหน้ารับรู้
เมื่อคนยกน้ำชาเดินกลับไปเฉินอี้จึงลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่โต๊ะตัวนั้นและเริ่มมองหาสิ่งที่้าและเขาก็เห็นไอดำกลุ่มเล็กๆ โชยออกมาจากด้านหลังโต๊ะเขาจึงก้มตัวลงและเอื้อมมือเข้าไปจับ ก็ปรากฏว่ามีของบางสิ่งติดอยู่จึงดึงออกมาและนำไปมัดรวมกับถุงหอมและห่อด้วยเศษผ้าชายกระโปรงของป้าจาง
เมื่อเหน็บสิ่งของกลับไปที่เข็มขัดตามเดิมเรียบร้อยก็มีเสียงร้องถามขึ้น “ใครน่ะ”
เฉินอี้ได้ยินเสียงจึงลุกขึ้นยืน“อ้อ ข้าบังเอิญทำของตก แต่ตาข้ามองไม่เห็น จึงไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงที่ใด”
“เอ๋นั่นเ้านกฮูกผีนี่” อีกเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น
“นกฮูกผี?” เสียงแรกเอ่ยด้วยความฉงน
“ก็เ้าเด็กตาบอดเฉินอี้ที่เป็เพื่อนกับจางฝูลู่อย่างไรเล่า”
เฉินอี้ยืนนิ่งฟังเสียงสนทนา นกฮูกผี เฉินอี้ยิ้มอ่อนกับตัวเองในใจสมญานามนี้มิเคยได้ยินมานานแล้ว ในที่สุดมันก็กลับมาหาเขาแล้วสินะ
“มายุ่มย่ามแถวโต๊ะของเ้าเสมียนประเดี๋ยวก็มีใครคิดว่าเ้ามาขโมยของหรอก” เสียงแรกเอ่ยขึ้นน้ำเสียงออกแนวเย้ยหยัน เฉินอี้รู้ทันทีว่าต้องเป็อู๋ชวนแน่ๆ
“เ้าคืออู๋ชวนรึ”เฉินอี้ถาม
อู๋ชวนหน้าตึงขึ้นมาทันที“ข้าคืออู๋ชวน แล้วอย่างไร”
“ก็มิได้อย่างไรเพียงแต่จางฝูลู่เคยบอกข้าว่าเ้าเป็คนงานแบกไม้แล้วเหตุใดเ้าจึงเข้ามาอยู่ในห้องเสมียนที่นี่มิน่าจะใช่ที่ที่เ้าจะเข้ามาทำงานเลยนะ” เฉินอี้กล่าวนิ่งๆ
อู๋ชวนกำหมัดแน่นและเดินเข้าไปหาเฉินอี้“เ้าจางปากดีนั่น คงจะพ่นอะไรให้เ้าฟังเยอะเลยสิ ใช่ไหม เ้านกฮูกผี”
“ถ้าเหล่าจางเล่าให้ข้าฟังแล้วจะทำไมหรือ” เฉินอี้ยังคงยืนนิ่ง มิได้มีท่าทางหวาดวิตกเลยแม้แต่น้อย
อู๋ชวนเบ้ปากรู้สึกดูถูกเหยียดหยามที่เฉินอี้ช่างไม่เจียมตนแม้แต่น้อยว่าตนเองเป็คนพิการตาบอด
“ฮ่าๆๆตอนแรกข้านึกว่าไอ้จางฝูลู่มันจะกลับบ้านไปฟ้องแม่มันเสียอีก ที่ไหนได้มันกลับไปฟ้องให้คนตาบอดฟัง มันช่างไร้น้ำยาเสียจริง ข้าขำจนแทบพูดไม่ออกเลยฮ่าๆๆ” อู๋ชวนกับพวกพากันหัวเราะเสียงดัง เฉินอี้ยังคงยิ้มบางๆ อยู่เช่นเดิม
“เหล่าจางเขาไม่ได้ไร้น้ำยาหรอกแต่การที่เขามาเล่าให้ข้าฟัง เพราะเหล่าจางมิได้เห็นค่าอะไรในตัวเ้าเพียงเล่าให้คนพิการเช่นข้าฟัง ก็น่าจะเหมาะสมกับเ้าแล้ว”
สีหน้าของอู๋ชวนเปลี่ยนเป็บิดเบี้ยวและปราดเข้าไปหาเฉินอี้ทันทีมือของอู๋ชวนกำรอบคอเสื้อของเฉินอี้ไว้แน่นและดึงตัวเขาเข้ามาหา “ปากดีนักนะไอ้บอด”
“ทำไมจะทำร้ายข้าหรือ” เฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ