เสียงเท้าแ่เบาดังขึ้นพร้อมปรากฎร่างเพรียวบางของหญิงสาวนางหนึ่ง
ร่างนั้นค่อย ๆ เยื้องย่างไปสู่ทิวทัศน์ขุ่นมัว ไหล่น้อย ๆ สั่นระรัว น้ำใสที่ไหลรินอาบพวงแก้มยิ่งทำให้วิสัยทัศน์ข้างหน้าพลันมัวหมองยิ่งขึ้น
ขาขาวนวลก้าวย่างออกห่างจากลานตระกูลซิกนัสเรื่อย ๆ ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งมาหยุดนางไว้
“วิกกี้!”
“วิกกี้! รอก่อน รอเดี๋ยว…” เสียงทุ้มนั่นขาด่ไปพักหนึ่ง ก่อนจะเปล่งเรียกหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง คงจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากอัลเฟรด
เขาพยายามวิ่งตามเธอก่อนที่เธอจะจากไป
อัลเฟรดเห็นทุกอย่าง ทั้งปฏิกิริยาที่ลูเซียสมีต่อวิกกี้ และหมอนั่นใช้ถ้อยคำแบบไหนกับเธอบ้าง
ในใจของเขารู้สึกปวดร้าวราวเข็มพันเล่มกำลังทิ่มแทง
เ้าเด็กนั่น ทำร้ายสิ่งที่สวยงามขนาดนี้ได้อย่างไร
อัลเฟรดกำมือแน่น แววตาเคียดแค้นถูกฉายชัดขึ้นในสายตา แต่แววตาของเด็กชายค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเมื่อได้มองไปยังหญิงสาวตรงหน้า
แม้เธอจะทำสีหน้าไม่พอใจเพียงไหน ถึงคิ้วนั้นจะขมวดเป็ปมจนทำให้ใบหน้าเล็กมีรอยย่น แต่เธอก็ยังคงสวยงามที่สุดในสายตาของเขาเสมอ สวยมากพอที่ทำให้เขาลืมความแค้นต่อลูเซียสเมื่อครู่ได้
“วิกกี้ อย่าไปฟังที่หมอนั่นพูดเลยนะ มันก็แค่ขยะของตระกูล” อัลเฟรดพูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คำพูดมันไร้ค่าพอ ๆ กับมูลสุนัขนั่นแหละ อย่าเอามาเปรอะเปื้อนตัวดีกว่า”
…อย่าให้ของแบบนั้นทำให้เธอเสียน้ำตาได้เลย อัลเฟรดได้แต่คิดในใจ น้ำตาของคนที่เขารักเป็ดั่งน้ำกรดหยดลงไปทั่วร่างเขา แค่ได้เห็นมันก็เ็ปแล้ว
แต่เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดพวกนั้นทำให้วิกกี้ขยะแขยงในตัวเขามากยิ่งขึ้นไปอีก
สายตาของวิกกี้จ้องมองเขาอย่างเอาเื่ เธอรู้ว่าเธอไม่ควรพูดสิ่งต่อไปนี้ แต่สำหรับคนโง่ที่มีสามัญสำนึกไม่เท่าคนทั่วไปอย่างอัลเฟรด เธอคงต้องพูดมันออกไปแบบตรงไปตรงมาเสียที
วิกกี้พยายามหยุดไหล่ที่สั่นเทา และดวงตาที่รื้นน้ำของตน ควบคุมตนให้มองไปยังชายโง่เขลาตรงหน้า
“อัลเฟรด ฉันชอบลูเซียส…ไม่ได้ชอบนาย”
แค่ประโยคสั้น ๆ นี้ก็ทำให้ชายตรงหน้าขาอ่อนแรงจนแทบทรุดไปกับพื้นแล้ว
…แต่ฝันร้ายของเขาก็ยังไม่จบ เมื่อเสียงหวานที่เคยน่าฟังยังคงพูดต่อไป
“ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ที่นายมาสารภาพรักกับฉันแล้วะโมากอดอย่างไร้ยางอาย ก็คงไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น!” มือเล็กถูกยกขึ้นมาปาดน้ำตาบนหน้าอย่างลวก ๆ ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น
“แล้วคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านายผลักลูเซียสลงแม่น้ำนั่นจนฉันต้องลงไปช่วย นายกลับยังกล้ามาใส่ไฟฉันว่าฉันเป็คนทำ” เธอเงยหน้าขึ้นมาสบหน้ากับอัลเฟรด ดวงตากลมโตที่เขาเคยหลงใหลตอนนี้กลับถูกย้อมไปด้วยความเกลียดชังที่เขาไม่้า
“…นายรู้มั้ยว่า ตอนนี้ลูเซียสเกลียดขี้หน้าฉันจนไม่อยากเห็นหน้าฉันอีกแล้ว”
อัลเฟรดไม่คิดว่าแผนอัน ‘ชาญฉลาด’ ของตนจะถูกอ่านออกจนหมดเปลือก ขาที่สั่นอยู่แล้วยิ่งอ่อนแรงจนทั้งร่างของเขาลงไปกองอยู่ที่พื้น สายตาเลื่อนลอย หน้าซีกขวาชาทั้งแถบ ทุกคำพูดจุกอยู่ในลำคอด้วยความเสียใจ
ร่างเล็กของวิกกี้ค่อย ๆ ก้าวมาหาอัลเฟรดที่ล้มพับ เธอโน้มลงพร้อมยื่นมือน้อย ๆ ไปเกี่ยวกำไลข้อมือกระดิ่งพรวนของเขา
“นี่ไม่ใช่ของนาย…ไม่ใช่ของลูเซียส เป็แค่ก้อนกองขยะสกปรกชิ้นนึงแค่นั้น” เธอกระชากกำไลที่ ‘เคย’ เป็ของเขาออกมา และจัดการเผามันด้วยพลังจิตขั้นต้น
เศษเถ้าของมันกระจายลงเต็มพื้น วิกกี้เหยียบซ้ำอีกครั้งด้วยความไม่ไยดี ก่อนจะพุ่งทะยานตัวออกจากเขตตระกูลซิกนัสโดยไม่หันหลังกลับมาอีก
หัวใจของอัลเฟรดก็ถูกแผดเผาไปพร้อมกับกำไลข้อมือเส้นนั้นเช่นกัน…
“เสร็จแล้วเหรอหลานอา”
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ขอบคุณผู้าุโมากนะครับที่ทำตามคำขอแสนเอาแต่ใจของหลานสาวผมเป็ครั้งสุดท้าย”
“ไม่เป็ไรหรอก ยังไง ‘ตระกูลพาโว’ ของท่านก็ดีต่อตระกูลซิกนัสของเรามาตลอด …ต่อจากนี้ก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
“ขอบคุณครับผู้าุโ ไปกันเถอะวิกกี้”
“ขอบคุณค่ะท่านผู้าุโ” ‘วิกตอเรีย พาโว’ โค้งให้กับชายมีอายุตรงหน้าด้วยความนอบน้อม
หลังทำความเคารพกันเรียบร้อย สองอาหลานตระกูลพาโวก็ทะยานออกไปนอกเขตตระกูลซิกนัส
ครู่ต่อมา...
“ปล่อยมือได้หรือยัง”
วิกกี้สะบัดมือออกอย่างแรง ใบหน้าเล็กแสดงสีหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์เมื่อมองคนตรงหน้า
“เฮ้อ” ชายหนุ่มสูงอายุถอนหายใจคราหนึ่ง “...วิกกี้สิ่งที่ทำไปก็เพื่อตระกูลนะ”
“ใช่พวกแกทำเพื่อตระกูล แต่ฉันทำเพื่อท่านพ่อ คิดหรือว่าถ้าพวกแกไม่จับตัวท่านพ่อไว้ ฉันจะยอมพวกแกแบบนี้”
คุณอาได้แต่ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายอีกครั้ง สายตานั้นเหลือบมองไปที่หลานสาว แน่นอนว่าเป็สายตาที่ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์ของเครือญาติ
“ไปได้แล้ว”
วิกกี้ได้แต่กัดฟันแล้วเดินตามไป
แต่ในใจเธอยังอาลัยอาวรณ์ถึงลูเซียสอยู่เสมอ หัวใจแทบแหลกสลายกับทุกอย่างที่ออกมาเป็แบบนี้
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดต้องมายอมรับชะตากรรมที่โหดร้าย
เธอได้แต่บังคับขาของตนก้าวออกไปสู่นรกภูมิ
เสียงหวานอันแ่เบาได้เอ่ยถึงชายอันเป็ที่รักครั้งสุดท้าย
…ลาก่อนนะ...ลูเซียส
อีกด้านหนึ่ง
อัลเฟรดที่ถูกต่อว่าไปมากมายก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแววตาไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต ในหัวยังคงคิดถึงเื่ราวต่าง ๆ ที่เพิ่งจบลงไป
‘ทำไมกันล่ะ เรา...ทำผิดตรงไหน’ อัลเฟรดยังคร่ำครวญอยู่ในใจ
ไม่สิ นี่ไม่ใช่ความผิดของเรา เขาเหลือบกลับไปมองที่ตระกูลซิกนัสด้วยหางตา ความรู้สึกขยะแขยงเริ่มก่อตัวขึ้น
ทั้งหมดเป็ความผิดของหมอนั่น... ถ้าไม่มีหมอนั่นสักคน เขาคงได้ลงเอยกับวิกกี้ คงจะรักกันอย่างที่หวัง และเธอจะได้มีความสุขพร้อมรอยยิ้มของสองเรา
เขาคิดถึงภาพสวยงามในอนาคตต่าง ๆ นานา และภาพความชั่วร้ายที่ผ่านมาของ ‘ลูเซียส’
ในใจพลันเกิดความเคียดแค้นชิงชัง
คนที่ไม่มีประโยชน์ในตระกูล คนที่เป็ดังขยะ คนที่ไร้ซึ่งคุณค่าในการเหลียวแล แต่กลับสามารถพังแผนที่สวยงามของเขาลงได้
แผนที่จะทำให้อนาคตของเขาเป็ดังอุดมคติ แผนที่ทำให้เขาได้อยู่กับวิกกี้
ถ้ามันสำเร็จ เขาคงเป็ดั่งองค์ชายตัวน้อยที่ได้รับความสุขจนมากล้น
แต่ก็ถูกขัดขวางครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเศษขยะที่น่าขยะแขยงอย่างเ้านั่น
อา… ใช่แล้ว
ถ้าไม่มีมันสักคนชีวิตคงจะดีกว่านี้..
ถ้าไม่มีมันสักคนทุกอย่างคงไม่ต้องลงเอยแบบนี้..
พอคิดได้แบบนั้น ความผิดทั้งหมดที่ตัวเองก่อก็ถูกยกไปให้เป็ความผิดของผู้ที่ไม่ได้ก่อ
แววตาที่เขามองกลับไปที่ตระกูลเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
‘ลูเซียส ฉันจะทำให้แกอยู่อย่างไม่เป็สุข!’ ในวินาทีนั้นเขาได้สาบานกับตัวเองอย่างจริงจัง
ในห้องอาหารที่เต็มไปด้วยความสุขของครอบครัวเล็ก ๆ ลูเซียสที่นั่งรับประทานอาหารกับน้องสาว และคุณพ่อ เขาไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้มีต้นอ่อนแห่งความเกลียดชังถูกหว่านไว้ และกำลังผลิบานขึ้นมาอย่าง ช้า ๆ
เมื่อเขารับประทานอาหารเสร็จ เขาก็ชวนป๊อบปี้ไปที่ลานฝึก ลูเซียสเริ่มเล่าถึงการฝึกพลังจิตระดับออร่าขั้นต้นของเขาให้เธอฟัง
เมื่อได้ฟังแบบนั้นป๊อบปี้ก็ขอให้เขาช่วยแสดงมันออกมาให้เธอดู
ลูเซียสหลับตาตั้งสมาธิ เขาค่อย ๆ หมุนวนออร่าตามที่ตนฝึกปรือมา ก่อนจะดูดซับมันเข้ามาในตัวเช่นเดิม
ใช้เวลา 30 นาทีในการก่อตัวของวังวนออร่า และอีก 30 นาทีในการดูดกลืนออร่าเข้ามาภายในแทบทุกส่วนของร่างกาย
ร่างกายของเขาขับของเสียสีดำออกมาเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีปริมาณน้อยกว่าเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว กลิ่นที่ออกมาก็ไม่รุนแรงมากเท่าครั้งก่อน
ป๊อบปี้ตาเบิกโพลงด้วยความใ ก่อนที่จะวิ่งออกไปจากลานฝึก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าอันแตกตื่นของน้องสาว ลูเซียสก็ลืมตาขึ้น แต่ก็เห็นเงาของเธออยู่ไกลลิบเสียแล้ว
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ป๊อบปี้กลับมาพร้อมหนังสือเล่มหนาสองสามเล่ม
“นี่ค่ะท่านพี่”
เขามองไปที่หนังสือด้วยความงงงวยก่อนจะส่งสายตาสื่อถามไปว่า ‘ให้พี่เหรอ?’
ป๊อบปี้พยักหน้าด้วยแววตาจริงจัง
ลูเซียสรับกองหนังสือเล่มนั้นมาวางไว้กับพื้น และเปิดอ่านทำความเข้าใจมันทันที
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเขาก็เข้าใจสิ่งที่ป็อปปี้สื่อ หนังสือทั้งสามเล่มพูดเกี่ยวกับการทำ ‘พลังจิตระดับออร่า’ ให้บริสุทธิ์มากที่สุด
จากนั้นให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายส่วนนั้นจะถูกชำระล้าง ทำให้มี ‘สิ่งสกปรก’ ถูกขับออกมา
ในตำราบอกไว้ว่ามันเป็สิ่งที่ยาก แต่มันจะเป็รากฐานที่มั่นคงในการฝึกต่อไปได้ แต่มันก็มาพร้อมวิธีฝึกที่แปลกประหลาด
วิธีฝึกบอกไว้ว่าเราจำเป็ต้องดึงพลังจากชั้นบรรยากาศเข้าสู่ร่างกายช้า ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็ต้องทำเยี่ยงนั้นต่อไปถึง 30 วัน
ระยะ 30 วันนั้นคือการฝึกต่อหนึ่งส่วน ไม่ว่าจะเป็ส่วนลำตัว ส่วนท้อง ส่วนต้นแขน ส่วนต้นขา ส่วนมือ ส่วนเท้าหรือศีรษะนับเป็หนึ่งส่วนเท่านั้น
ถ้าทำตามวิธีตามตำราข้างต้นคงจะต้องใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่าสองปี
“เป็แบบนั้นคงฝึกนานแน่” ลูเซียสพึมพำเบา ๆ
“ใช่ค่ะ หนูน่ะเคยฝึกโดยวิธีนี้สำเร็จแค่ในบริเวณไหล่ทั้งสองข้าง” เด็กสาวยกไหล่น้อยทั้งสองข้างขึ้นประกอบการพูด “ผลที่ออกมาคือทำให้ไหล่ของหนูเบาสบายอย่างบอกไม่ถูกเลยแหละ แต่ของเสียที่ออกมามันน้อยกว่าของท่านพี่”
ป๊อบปี้มองดูของเสียด้วยความสนใจ ก่อนที่แววตานั้นจะฉายประกายอะไรบางอย่างออกมา
“ท่านพี่…”
คำเดียวสองพยางค์ที่ออกมาจากเด็กน้อยคนนี้ เต็มไปด้วยความคิดทะเล้น
ลูเซียสเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมพยักหน้ารับคำอย่างช่วยไม่ได้
“ครับ ๆ เดี๋ยวพี่สอนให้นะ”
“เย่ รักท่านพี่ที่สุดเลย”
ในขณะที่ป๊อบปี้ะโโลดเต้นเป็กระต่ายอยู่นั้น สายตาของผู้เป็พี่กลับไม่ได้มองไปที่สาวน้อยตรงหน้า แต่กลับมองไปที่ด้านนอกลานฝึก
เขาได้สบสายตากับอัลเฟรด สายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นกำลังมองมาที่เขาอย่างกินเืกินกินเนื้อ
เราไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีกว้า...