"ผู้นี้คือ..."ทั้งสองเขม่นกันอยู่สักพัก ซ่งอี้ก็เป็นฝ่ายละสายตากลับไปก่อน เขาหันไปถามหมิงเป่าจู
"เขาเขาคือ..." จะให้นางแนะนำอย่างไรเล่า หมิงเป่าจูปวดหัวเหลือเกิน อีกอย่างนางก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องแนะนำ
"ข้าเป็นใครไม่จำเป็นต้องบอกคนนอก รีบไปกันเถอะ หากช้ากว่านี้แล้วเกิดเรื่องขึ้น เจ้าจะเสียใจภายหลัง"หลี่ไหวฺอวี้แค่นเสียงเยาะ พลางเอ่ยเร่งเร้า
ถ้อยคำนี้ฟังดูคลุมเครือหากซ่งอี้เป็นคนนอก หลี่ไหวฺอวี้ก็ย่อมเป็นคนในครอบครัว
หมิงเป่าจูอยากเอ่ยปากอธิบายแต่พอได้ยินประโยคหลังก็ตกใจจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว
จำต้องกล่าวอำลาซ่งอี้ด้วยสีหน้าร้อนรนจากนั้นก็เดินตามหลี่ไหวฺอวี้ไปทางอีกฟากของสะพาน โดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มพึงพอใจที่มุมปากของอีกฝ่าย
"ท่านถอดหน้ากากออกดีกว่าหลี่อวิ๋นกับเป่าอวี้จะได้จำได้ตั้งแต่แรกเห็น"
ผู้คนในขบวนแห่ยังคงเนืองแน่นผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว กลับยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองที่เพิ่งพบกันพลัดหลงกันอีกครั้งหลี่ไหวฺอวี้จึงจับข้อมือของหมิงเป่าจูเอาไว้ตลอดเวลา
พอได้ยินคำกล่าวของนางเขาก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองนางอย่างพินิจ "ข้าตามเจ้ามาถึงเชิงสะพานก่อนที่เจ้าจะถอดหน้ากากออกด้วยซ้ำ"
หลังจากได้ยินเสียงที่คล้ายกับหมิงเป่าจูเขาก็ขึ้นไปยืนบนที่สูงเพื่อมองหา ก็สามารถแยกแยะนางจากผู้คนนับร้อยได้อย่างง่ายดายและพยายามมุ่งหน้าไปทางลำคลองอย่างสุดชีวิต
ครั้นจะตะโกนเรียกก็คงไม่ทันและต้องไม่ได้ยินเป็นแน่เขาจึงเลือกกระโดดไปตามจุดที่อยู่สูงตามริมถนน
แต่พอใกล้ถึงอยู่รำไรกลับเห็นนางตบบ่าบุรุษผู้หนึ่งพลางพูดคุยกันอย่างสนิทชิดเชื้อ
ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดเขาจึงหยุดฝีเท้า แล้วมองดูอยู่เป็นนานสองนาน...
"ใส่หน้ากากก็จำได้หรือทำได้อย่างไร"
พูดราวกับว่าง่ายหมิงเป่าจูทำตาปริบๆ เป็นเชิงไม่เชื่อ หน้ากากผีในงานเทศกาลล้วนมีลักษณะคล้ายคลึงกันนางจึงจำซ่งอี้ผิดว่าเป็นเขา
"ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเสียหน่อย..."
แท้จริงแล้วหลี่ไหวฺอวี้เองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงจำนางได้ตั้งแต่แรกเห็นท่ามกลางผู้คนมากมายถึงเพียงนั้นแต่พอนึกถึงบทสนทนาของสตรีสองนางเมื่อครู่ ก็วนเปลี่ยนทิศทาง
"ทั้งถนนสายนี้คงไม่มีใครแต่งตัวซอมซ่อ มีแต่รอยปะชุนทั้งตัวเหมือนเจ้าอีกแล้วล่ะ"
ดวงตากลมโตของหมิงเป่าจูขึงจ้องหลี่ไหวฺอวี้เขม็งใครจะรู้เขากลับหลบสายตาและจูงนางเดินต่อไป ทำให้นางไม่สามารถระบายโทสะออกมาได้
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของผู้คนล้วนมีสีสันงดงามอย่างไรเสียเทศกาลผีที่ยิ่งใหญ่ก็จัดเพียงปีละครั้ง ทุกคนจึงสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้ตนเองโดดเด่นสะดุดตา
เดิมทีนางยังซาบซึ้งอยู่บ้างที่เขาหาตัวนางพบได้อย่างรวดเร็วแต่บัดนี้กลับไม่หลงเหลือความรู้สึกนั้นอยู่แล้ว
แรงกดดันต่ำๆ และอารมณ์หดหู่อย่างสังเกตได้ชัดของคนข้างหลังทำให้หลี่ไหวฺอวี้ยิ่งหงุดหงิด เขาดึงหน้ากากออกจากใบหน้าอย่างไม่ลังเลถือไว้ในมือโดยไม่สวมใส่
หมิงเป่าจูเห็นการกระทำของเขาก็แค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เหตุใดเขาจึงไม่มีความอดทนเอาเสียเลย!
ทั้งสองเดินเงียบไปตลอดทางคิดแต่เพียงว่าต้องหาคนให้พบก่อนเป็นสำคัญ แม้ว่าจะกุมมือกันแน่นแต่ไม่มีใครปริปากสักคำ
ฝ่ายหลี่อวิ๋นเดิมทีคิดว่าในที่สุดก็มีโอกาสได้อยู่กับหลี่ไหวฺอวี้ตามลำพังแต่นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายก็ยังคว้าน้ำเหลว แม้แต่ชายเสื้อเขาก็ยังหลุดมือ นางไหลตามฝูงชนไปค่อนข้างไกลกว่าจะสบโอกาสปลีกตัวออกมาได้
นางถอดหน้ากากออกแล้วเดินหาหลี่ไหวฺอวี้ไปทั่วท้องถนนโชคดีที่ยังจำแบบหน้ากากของเขาได้ หวังว่าจะหาเขาพบก่อนคนอื่น จะได้มอบถุงเหอเปาในมือให้อีกฝ่าย
เดินไปเดินมาก็มาโผล่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามพอคิดจะหมุนตัวกลับ ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางเอาไว้
กลุ่มคนขี้เมาเพิ่งออกมาจากหอสุราเหลือบมาเห็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามปานบุปผาอย่างหลี่อวิ๋นต่างก็เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นในใจ หลังสบตากันแวบหนึ่งก็เข้ามารุมล้อมนางเอาไว้
หลี่อวิ๋นรู้สึกถึงลางร้ายตั้งแต่ที่พวกเขามองมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยยิ้มลามกบนใบหน้าของคนเหล่านั้นขณะย่างสามขุมเข้ามาหานาง
ทุกย่างก้าวราวกับค้อนทุบลงบนอกบีบคั้นจนนางหายใจไม่ออก
"น้องสาวบ้านไหนช่างงดงามเสียจริง"คนที่เป็นหัวหน้าลูบคางพลางมองเรือนร่างของหลี่อวิ๋นด้วยสายตาจาบจ้วง
"จะหลบอะไรเล่าไม่ได้ยินพี่ใหญ่ข้าถามรึ"
ชายร่างเล็กด้านข้างเห็นหลี่อวิ๋นถอยหลังกรูดจึงเข้าไปกดไหล่ของนางไว้ พยายามจะเชยคางนางขึ้นมาให้เห็นชัดๆ
"พะ...พวกเจ้าจะทำอะไร!"หลี่อวิ๋นหวาดกลัวจนตัวสั่น ถูกตรึงร่างจนขยับไม่ได้ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าในพริบตา
ท่าทางที่เหมือนจะร้องไห้นั้นยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาของบุรุษที่ดูมีอำนาจที่สุดในกลุ่ม
"เฮ้ทำอะไรหยาบคายเช่นนี้เล่า เห็นหรือไม่ว่าทำให้น้องสาวคนงามหวาดผวาหมดแล้ว"
บุรุษผู้นั้นปัดมือของลูกน้องออกแล้วเอื้อมมือไปบีบคางของหลี่อวิ๋น ก่อนจะพิจารณาใบหน้าของนางอย่างพึงพอใจ
สัมผัสบนพวงแก้มทำให้หลี่อวิ๋นหัวใจบีบรัดน้ำตาไหลรินอาบแก้มไม่หยุดราวกับไข่มุกที่ร่วงหลุดออกจากสาย
"โอ้ๆๆ พวกเจ้าดูสิหน้าตางดงามเช่นนี้ แม้แต่ตอนร้องไห้ก็ยังมีเสน่ห์เหลือเฟือ ต่างจากสตรีที่บ้านเหล่านั้นลิบลับ"
โฉมงามหลั่งน้ำตาย่อมน่าสงสารแต่คนกลุ่มนี้กลับไม่รู้สึกเวทนาแม้แต่น้อย กลับยิ่งเหิมเกริมได้ใจลวนลามนางอย่างไม่เกรงกลัว
"ว่าอย่างไรน้องสาว พานพบถือเป็นวาสนา ติดตามพี่กลับจวนเถิด พวกเราจะได้ไปมีความสุขด้วยกัน!ฮ่าๆๆ!"
บุรุษผู้นั้นหัวเราะอย่างชั่วร้ายบรรดาลูกสมุนข้างหลังต่างพากันหัวเราะตาม
"ไม่ไป! พวกเจ้าอย่าเข้ามานะข้ามากับสหาย พวกเขาจะตามมาในไม่ช้านี้!"
หลี่อวิ๋นพยายามดิ้นรนแต่ก็ไร้ผล เรี่ยวแรงของนางเทียบกับคนกลุ่มนี้แล้วก็เหมือนตั๊กแตนห้ามรถ[1] มดเขย่าต้นไม้[2]
"สหายเจ้ารึฮ่าๆ ต่อให้บิดาเง็กเซียนฮ่องเต้ลงมา ข้าก็ไม่กลัว!"
บุรุษที่เป็นหัวหน้าโบกมือลูกสมุนสองคนก็ก้าวขึ้นมาจับไหล่ของหลี่อวิ๋นทั้งซ้ายและขวาลากนางไปยังทิศทางหนึ่ง
"ช่วยด้วย!ช่วยข้าด้วย! ขอร้องล่ะ ช่วยข้าด้วย!"
หลี่อวิ๋นร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาแต่ไม่ว่านางจะตะโกนดังแค่ไหน พวกเขาก็เดินผ่านไปราวกับมองไม่เห็น
พ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงขายของอยู่ต่างก็ก้มหน้าก้มตาแสร้งทำเป็นจัดข้าวของ หลี่อวิ๋นตัวสั่นเทิ้มร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง วันนี้นางคงต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของคนต่ำช้าสามานย์เหล่านี้แล้วหรือ
ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งก็กระโดดข้ามหัวพวกเขาไปเตะเข้าที่หลังของลูกสมุนคนหนึ่งที่กำลังฉุดหลี่อวิ๋นเต็มแรง
ทุกคนตกตะลึงหันกลับไปมองก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแค่นเสียงเยาะ แล้วลงมืออีกครั้งโดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ตั้งตัว
หลี่ไหวฺอวี้!
เป็นหลี่ไหวฺอวี้!
หลี่อวิ๋นยกมือขึ้นป้องปากปล่อยให้น้ำตาแห่งความโสมนัสไหลรินอาบแก้ม ความรู้สึกโล่งใจที่รอดชีวิตและความปลื้มปีติที่ได้รับความช่วยเหลือคละเคล้าปนเป
ขณะถูกดึงตัวออกไปด้านข้างอย่างกะทันหันก็ตกใจจนเกือบกรีดร้องออกมา เคราะห์ดีที่อีกฝ่ายเอ่ยปากขึ้นเสียก่อน จึงไม่ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ
"เสี่ยวอวิ๋นเจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่"
หมิงเป่าจูเห็นหลี่อวิ๋นยืนนิ่งราวกับคนไร้วิญญาณกลัวว่านางจะได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ จึงรีบคว้าตัวนางมาหลบหลังเสา
"เป่าจู! ข้าตกใจแทบแย่..."
หลี่อวิ๋นตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่างเมื่อเห็นว่าเป็นหมิงเป่าจูก็โผเข้ากอดอีกฝ่าย ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
"ไม่เป็นไรแล้วไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องกลัว หลี่ไหวฺอวี้มีวรยุทธ์เยี่ยมยอด จัดการอันธพาลไม่กี่คนได้สบายมาก"หมิงเป่าจูปลอบไป ก็คุยโวโอ้อวดไป
แต่ดูเหมือนจะพูดเร็วเกินไปหน่อยแม้หลี่ไหวฺอวี้จะได้เปรียบอยู่บ้าง เนื่องจากการจู่โจมกะทันหันทำให้อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวแต่เห็นได้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ใช่กระจอกงอกง่อย
เชิงอรรถ
[1] ตั๊กแตนห้ามรถ(螳臂当车) หมายถึงคนที่ไม่ประเมินกำลังของตนเอง จนทำให้ตนเองต้องเดือดร้อน
[2] มดเขย่าต้นไม้(蚍蜉撼树) ใช้เปรียบเปรยกับคนที่มีกำลังวังชาอันน้อยนิดริจะสู้กับคนมีกำลังหรืออำนาจมาก ถือเป็นการไม่ประมาณตน