ขวัญตา วรีรัตน์หรือน้องเฟย์เติบโตและอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านในซอยแห่งนี้มาั้แ่แรกเกิดคืนนี้เธอเรียนพิเศษเพื่อสอบเทอมสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัยกับเพื่อนๆจนใกล้เวลา 2 ทุ่มนั่งรถเมล์มาลงที่ปากซอย มีร้านขายอาหารแผงลอยหลายร้านเหมือนซอยอื่นๆในกทม.แวะทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านป้าสุ่นเ้าประจำเสร็จแล้วก็เดินเข้าซอยกลับบ้านของเธอที่อยู่ห่างไปประมาณ 100 กว่าเมตร ่นั้นเป็เวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษซอยนี้ปกติมีรถราและผู้คนสัญจรผ่านไปมาพอสมควรมีซอยเล็กซอยน้อยแยกเชื่อมต่อกับซอยอื่นอีกหลายซอยด้วยกันค่อนข้างมืดเพราะไฟให้แสงสว่างบนเสาไฟฟ้าตามถนนในซอยติดบ้างดับบ้างด้อยการดูแลบำรุงรักษาจากเ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
ก่อนจะถึงบ้านประมาณ 30-40 เมตรมีผู้ชายแต่งตัวซอมซ่อเหมือนพวกขี้ยา พุ่งออกมาจากมุมมืดกระชากกระเป๋าสะพายของเธอขวัญตาแย่งยื้อสายกระเป๋ากับไอ้ผู้ร้าย ปากก็ร้องะโให้คนช่วยแต่บังเอิญ่นั้นไม่มีผู้คนหรือรถผ่านมา ไอ้ขี้ยามันควักมีดออกมาขู่ถ้าไม่ให้กระเป๋ามันจะฆ่าทิ้งเสีย
ทันใดนั้น มีดที่ไอ้ผู้ร้ายหรือไอ้นักปล้นถืออยู่หลุดออกจากมือตัวมันกระเด็นและล้มลงกระแทกพื้น หมดสติไปโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามันโดนอะไรตัวหญิงสาวเองก็มองเห็นแค่เงาดำพุ่งเข้าใส่ไอ้นักปล้น แล้ววิ่งหายเข้าไปในซอยแยกโดยที่เธอแทบมองไม่เห็นว่าเงาดำเป็ใคร มาจากไหน หน้าตาเป็อย่างไร
มีวินรถจักรยานยนต์รับจ้างแถวปากซอยผ่านมาหลังเกิดเหตูบอกให้เธอที่กำลังตื่นใให้โทรแจ้งตำรวจส่วนตัวเขาโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยพยาบาลผู้ร้ายที่ยังนอนสลบอยู่ตำรวจเดินทางมาหลังรับเื่แจ้งความหน่วยกู้ภัยแจ้งว่าผู้ร้ายอาการหนักถึงขนาดกรามหักและกะโหลกร้าวจากการล้มลงฟาดพื้นตำรวจขอรายละเอียดของผู้ที่มาช่วยและทำร้ายผู้าเ็ขวัญตาไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรมากไปกว่าที่เธอเห็นเงาดำๆวิ่งมาปะทะและวิ่งหายไป
ขวัญตากลับเข้าบ้าน เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้พ่อและแม่ฟังท่านทั้งคู่ต่างตกอกใ เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับลูกสาวแต่มันเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในซอยนี้ เพราะมีการซื้อขายยาบ้ากันมากมายมีพวกขี้ยาที่ไม่มีงานทำอาศัยอยู่ในซอยที่ลึกเข้าไป ตักเตือนเธอให้ระมัดระวังตัวให้นั่งวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ปากซอยกลับบ้านแม้ระยะทางไม่ไกลนัก
เมื่อเข้านอนขวัญตานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนนั้นเป็ใครช่วยเธอแล้วก็วิ่งหายไป ทำไมไม่อยู่ถามไถ่ว่าเธอเป็อะไรไหมหรือเขาเป็คนร้ายที่วิ่งหนีใครมา แล้วบังเอิญมาชนผู้ร้ายที่กำลังปล้นเธอไม่ได้ตั้งใจมาช่วยเธอ คิดกลับไปกลับมาหลายตลบจนหลับไป
w
+ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ของขวัญตาประมาณ2 เดือน+
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวชานเมืองของกรุงเทพมหานครหญิงสาวอายุประมาณ 21 ปี นอนอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องพิเศษ มีสายยางให้น้ำเกลือสายวัดความดันการเต้นชีพจร หน้ากากออกซิเจนช่วยหายใจพร้อมท่อยางระโยงระยางเต็มไปบนร่างของเธอ ดูแล้วมันน่าสงสารสลดหดหู่ใจสำหรับหญิงสาววัยนี้หน้าตาเธอคมสวย แม้จะดูซีดไปบ้างเพราะอาการป่วย เธอกำลังนอนหลับหายใจสม่ำเสมอจากยานอนหลับที่คุณหมอให้พร้อมกับน้ำเกลือเครื่องตรวจวัดแสดงความดันที่ค่อนข้างต่ำ ชีพจรเต้นช้ากว่าปกติทางแพทย์ของโรงพยาบาลได้วินิจฉัยว่าเธอติดเชื้อและโลหิตเป็พิษเข้ามารับการรักษาร่วมสัปดาห์ อาการยังทรงตัวอยู่มีพยาบาลพิเศษคอยเข้ามาดูแลตรวจอาการเป็ประจำ
ครอบครัวของเธอมีฐานะดี มีคุณพ่อ สุธรรมไทยธำรง เป็นักธุรกิจสร้างตัวเองร่ำรวยมั่นคง คุณแม่สมศรี เคยทำงานเป็ครูปัจจุบันได้ออกจากงานมาทำหน้าที่แม่บ้าน คอยอบรมดูแลลูกๆและงานบ้านภายในครอบครัวมีลูกด้วยกัน 3 คนคนโตคือหญิงสาวทีป่วยอยู่บนเตียง กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งคนรองลงมาก็เป็ผู้หญิงอายุ 17 ปีกำลังเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเช่นกันส่วนคนเล็กเป็ผู้ชายอายุ 12 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นซุกซนตามประสาเด็กที่กำลังโต มีแม่บ้านสูงวัยคอยช่วยเหลืองานบ้านต่างๆชื่อน้ำอ้อยอยู่กับครอบครัวมาร่วม 20 ปี ั้แ่คุณแม่ครูตั้งท้องแรก
หญิงสาวคนป่วยคือ สุนิสา ไทยธำรงหรือน้องพลอย หลวงพ่อวัดใกล้บ้านเป็ผู้ตั้งชื่อให้ เพราะเธอเกิดตอนกลางคืนตอนเป็เด็กมีแววเฉลียวฉลาดและเรียนหนังสือเก่ง ขยัน เรียบร้อย ตามที่คุณแม่ครูสมศรีได้อบรมสั่งสอนมา แต่เธอก๋ากั่นชอบเล่นกีฬาประเภทออกกำลัง เช่น มวยไทย คาราเต้เทควันโด้ ว่ายน้ำและการวิ่งแข่ง ค่อนข้างผิดแปลกไปจากเด็กผู้หญิงทั่วไปน้องสาวชื่อ สุวิสา หรือน้องแก้ม เป็เด็กเรียบร้อย ชอบการบ้านการเรือนเข้าห้องครัวช่วยคุณแม่ทำกับข้าวกับปลา จนคุณแม่ยอมรับฝีมือความอร่อยสมกับเป็ผู้หญิงแม่ศรีเรือน ส่วนน้องชายคนเล็กชื่อ สุธีหรือน้องอ้วนเป็คนมีความคิดแปลกๆและชอบเล่นตลกโปกฮากับครอบครัวและเพื่อนๆ
w
เช้าวันอาทิตย์ น้องพลอยตื่นแต่เช้าออกมาเดินเล่นสนามหน้าบ้าน พร้อมกับเ้าดำ สุนัขไทยสีดำสนิทที่เธอเลี้ยงมาั้แ่ตัวยังเล็กแดดอ่อนๆลมพัดเบาๆ บรรยากาศน่ารื่นรมย์ เดินไปชมสวนกุหลาบหลากสีหลายแถวที่คุณแม่สมศรีปลูกไว้ในเรือนไม้ มีต้นดอกดาวเรือง ต้นมะลิส่งกลิ่นหอมเย็นทำให้เธอรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อยจากการดูหนังสือหนักเพื่อเตรียมสอบของเทอมสุดท้ายเธอจะได้รับปริญญาตรีจากสถาบันที่เรียนอยู่และมีแผนที่เรียนต่อปริญญาโทเพื่อความก้าวหน้าในอนาคตความคิดของเธอเลื่อนลอยไปและทบทวนการเรียนที่ผ่านมา
“อุ้ย”หญิงสาวอุทานด้วยความเจ็บ เธอเผลอเหยียบตะปู มันตำทะลุรองเท้าแตะที่สวมอยู่เป็เศษไม้ติดตะปูจากการต่อเติมเรือนต้นไม้ ที่คนงานไม่ได้เก็บกวาดให้เรียบร้อยเธอก้มลงดูมันมีเืไหลออกมาเปื้อนรองเท้า เธอรีบเขย่งเท้าเดินกลับเข้าบ้าน
“เป็อะไรหรือลูก ทำไมเดินขากะเผลกอย่างนั้น” คุณแม่สมศรีร้องถามเมื่อเห็นพลอยเดินเข้ามา
“ตะปูตำเท้าคะคุณแม่ แถวๆเรือนต้นไม้ หนูเดินไม่ระวัง เผลอไปเหยียบเศษไม้ที่คนงานทิ้งไว้”
“เจ็บมากไหมลูก ไปนั่งที่โซฟา เดี๋ยวแม่จะล้างแผลและใส่ยาให้”คุณแม่บอกด้วยความเป็ห่วง
พลอยรู้สึกปวดร้อนที่แผลนิดหน่อยปล่อยให้คุณแม่ล้างแผลกันการติดเชื้อ ทายาแก้อักเสบแล้วติดแผ่นพลาสเตอร์ทับไว้
“แผลค่อนข้างลึก มีเืออกเยอะหน่อยทายาห้ามเืมันหยุดไหลแล้ว แม่คิดว่าไม่ต้องไปหาหมอ นอนพักเสียนะอย่าเที่ยวเดินไปมา เดี๋ยวแผลมันระบม” คุณแม่บ่นพึมพำด้วยความเป็ห่วง
“คงไม่เป็ไรมากหรอกคะ พรุ่งนี้หนูไปสอบที่วิทยาลัยได้แน่นอน”พลอยตอบและไม่รู้สึกกังวล
“จะไปยังไง ขึ้นรถเมล์ไปคงลำบาก ให้คุณพ่อแวะไปส่งไหมตอนกลับค่อยนั่งแท็กซีกลับมา”
“ได้คะคุณแม่” พลอยยิ้มอย่างประจบประแจง
หลังจากการสอบซึ่งใช้เวลา 5 วันเสร็จไปเรียบร้อยและมั่นใจว่าเธอผ่านทุกวิชาแน่นอนอีกไม่นานคงได้รับปริญญาและได้ฉลองบัณฑิตใหม่กับเพื่อนๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานหรือเรียนต่อตามที่แต่ละคนฝันและวางแผนไว้ได้นัดกับเพื่อนๆไว้ว่าจะไปเลี้ยงฉลองหลังการสอบในวันหยุดสุดสัปดาห์
แม้ว่าพลอยทำการล้างแผลทายาทุกวันแต่มันไม่ได้ลดอาการปวดแสบปวดร้อนและการบวมลง พลอยคิดว่ามันเป็อาการเล็กน้อยยังคงทำการรักษาแผลด้วยตัวเองที่บ้านเมื่อเสร็จการสอบในวันศุกร์และหลังจากทานอาหารมื้อเย็นพลอยมีอาการปวดหัวตัวร้อนนิดๆเหมือนเป็ไข้ บอกคุณแม่ว่าได้ทานยาแล้วและขอตัวเข้าไปนอนแต่หัวค่ำ
w
“น้องอ้วน ขึ้นไปปลุกพี่พลอยเขาหน่อย นี่มันสายเกือบ 7 โมงเช้าแล้ว”คุณแม่บอกลูกชายคนเล็ก ขณะที่ตัวเองและแม่บ้านน้ำอ้อยวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าปกติพลอยตื่นแต่เช้าแม้เป็วันหยุดหรือไม่ได้ไปเรียนหนังสือคุณแม่คิดว่าพลอยคงเหนื่อยเพลียจากการดูหนังสือหลังการสอบ จึงตื่นสาย
“แล้วไปเรียกคุณพ่อกับพี่แก้มด้วยว่า อาหารเช้าพร้อมแล้ว”เด็กชายก็อิดเอื้อนนิดหน่อยตามประสา
“ผมกำลังเล่นเกมอยู่ หยุดไม่ได้ครับคุณแม่ ขอจบเกมก่อนนะครับ”
คุณแม่มองค้อนบอกด้วยเสียงเข้มๆ “ไปเดี๋ยวนี้นะ เด็กดีของแม่”
เด็กชายยอมวางมือถืออย่างเสียไม่ได้วิ่งขึ้นบันไดไปเคาะประตูห้องพลอยค่อนข้างแรงและะโเรียกพี่สาว
“ฟ้าแจ้ง ตะวันแดงแจ๋แล้วพี่พลอยทุกคนเขานั่งรอพี่ให้ลงไปทานมื้อเช้าพร้อมกัน” เคาะซ้ำอีกสองสามครั้งแต่ก็ไม่ได้ยินคำตอบ
“ตื่นได้แล้วพี่พลอย อะไรโตป่านนี้แล้ว ยังให้น้องมาปลุก”พูดแล้วก็ปิดปากยิ้ม พี่น้องคู่นี้เขาชอบเย้าแหย่กันเล่นเสมอเคาะประตูซ้ำอีกหลายครั้งแบบทำนองเพลง พยายามจะเปิดลูกบิดประตูเข้าไปแต่มันล็อคอยู่
“เป็ไรไปน้องอ้วน ส่งเสียงดังลั่นบ้านเดี๋ยวพี่เขาก็ใกลัวนะ” คุณแม่ถามขึ้นมา
“พี่เขาไม่ยอมตื่นครับคุณแม่ ผมทั้งเคาะทั้งเรียกเขาไม่ยอมลุกมาเปิดประตู” อ้วนตอบ
คุณแม่เดินขึ้นมาช่วยเคาะเรียกอีก ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับพยายามเปิดประตูพบว่ามันล็อคอยู่เริ่มกังวลเพราะลูกสาวบอกว่าไม่ค่อยสบายก่อนขึ้นมาเข้านอน
“พ่อ พ่อ ช่วยเอากุญแจห้องน้องพลอยมาไขเปิดประตูหน่อยลูกเป็อะไรไปไม่รู้ ไม่ลุกมาเปิดประตู” คุณแม่ะโบอกคุณพ่อสุธรรมด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
ทั้งคุณพ่อและน้องแก้มรีบขึ้นมาแล้วไขประตูเข้าไปพร้อมกันทุกคนตกตะลึงเพราะน้องพลอยนอนเหมือนคนสลบไสลไม่ได้สติ หายใจเบาๆคุณแม่เข้าไปเขย่าตัวส่งเสียงเรียก
“พลอย ตื่นเถอะลูก พลอย เป็อะไรไป” เริ่มร้องไห้น้ำตาไหลคุณพ่อเข้าไปเอามือแตะตรงหน้าผากและลำคอ รู้สึกว่ามันร้อนผ่าวแบบมีไข้สูง จับข้อมืออ่านชีพจรมันเต้นช้าและอ่อนมาก
“พ่อจะโทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน อย่าใไปน้องพลอยคงมีไข้ไม่ได้สติ” คุณพ่อพยายามปลอบใจทุกคนแม้ว่าตัวเองใจหายและใจเต้นแรงด้วยความเป็ห่วงและกังวล
คุณแม่ร้องไห้ไม่หยุดด้วยความเป็ห่วงลูกสาวน้องแก้มและน้องอ้วนเริ่มตาแดงเหมือนกลั้นน้ำตาไม่อยู่น้ำอ้อยแม่บ้านก็ร้องให้ตามคุณแม่ไปด้วยเพราะตัวเองเป็คนเลี้ยงดูแลน้องพลอยมาตั้งแรกเกิดจนโตคุณพ่อเองก็กระสับกระส่ายในขณะที่รอรถพยาบาล
w