“โทรศัพท์ก็รับหน่อยเด้อ… โทรศัพท์ก็รับหน่อยเด้อ…” เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ในจังหวะสามช่าของแม่กกธูปดังขึ้น ทำเอาคนที่กำลังซึ้งอยู่คนเดียวหลุดออกจากภวังค์แห่งความหลัง
“ฮะ!! จริงเหรอคะคุณตำรวจ…” ทันทีที่รับสายนั้นเสียงของแม่กกธูปพูดออกมาด้วยความตกใจ เกียกกายเริ่มรับบทเป็นคนสอดรู้สอดเห็นโดยอัตโนมัติ ถึงตัวจะอยู่ในมุ้งแต่ก็พยายามเงี่ยหูฟังคนด้านนอกอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เสียงดังอะไรกันแต่เช้าวะ” ทีปกรตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งบิดขี้เกียจหมุนตัวไปมาอยู่บนพื้นด้านข้างเกียกกาย เมื่อไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับจากเพื่อนรักจึงแหงนหน้าไปมองด้วยความสงสัย
“จุ๊ ๆ ๆ” เกียกกายทำเสียงให้เพื่อนรักเงียบ ๆ อย่าขัดสมาธิในการแอบฟังระดับเทพของตน ซึ่งตอนนี้ใบหูแทบจะไปรวมกับมุ้งอยู่แล้ว
“ค่ะ ๆ ได้ค่ะ”
“จะแอบฟังทำไมวะ เดี๋ยวเขาก็มาเล่าให้ฟังเองแหละ” พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าที่กระทบลงบนพื้นไม้เดินเข้ามาใกล้มุ้งของสองหนุ่มเพื่อนรัก ส่องดูว่าคนที่อยู่ด้านในตื่นขึ้นมาหรือยัง
“อ้าว…ตื่นกันแล้วเหรอจ๊ะ เมื่อเช้าแม่เห็นว่ายังหลับกันสบายก็เลยไม่ได้ปลุก แต่ตื่นแล้วก็ดีเลยจ้ะ เมื่อกี้ตำรวจโทรมาบอกว่าเจอรถมอเตอร์ไซค์แล้ว แต่…” เสียงหยุดชะงักไปสักครู่ แม่กกธูปตลบมุ้งให้ขึ้นไปทับด้านบนและลงมานั่งขัดสมาธิด้านข้างเกียกกาย ส่วนทีปกรเห็นดังนั้นจึงดีดตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งด้วยอีกคนเตรียมพร้อมตั้งใจฟัง
“แต่อะไรครับ” เกียกกายถามด้วยความตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นเต็มทน
“ไอ้คนที่ขโมยรถ มันขับรถไปชนกับต้นไม้ตอนนี้มันบาดเจ็บอยู่โรงพยาบาลจ้ะ แล้วมันก็โวยวายว่าไอ้ชัชเป็นคนทำ พูดแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมา พอตำรวจเค้นมันมากเข้าสุดท้ายมันก็สารภาพว่า ไอ้ชัชมันติดหนี้พนันบอลอยู่หลายหมื่น จึงวางแผนหลอกให้กกธูปออกมาเพื่อที่จะขโมยรถ พอกกธูปมาตามนัดมันจึงปาหินใส่แต่ไม่คิดว่าการทำแค่ครั้งเดียวจะทำให้กกธูปถึงกับตาย ไอ้ชัชโวยวายที่มันฆ่ากกธูปและขู่ว่าจะไปแจ้งตำรวจ มันจึงฆ่าไอ้ชัชไปด้วยอีกคนเพื่อเป็นการปิดปาก ระหว่างที่กำลังขับรถไปขายมันก็เห็นวิญญาณไอ้ชัชมายืนขวางหน้ารถจึงหักหลบชนกับต้นไม้จ้ะ” แม่กกธูปถอนใจออกมาด้วยความเวทนาในชะตากรรมของไอ้ชัช เด็กหนุ่มที่เคยเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย และรู้สึกโล่งใจที่ลูกชายของตนยังไม่ตายอย่างที่พวกนั้นเข้าใจ
“แล้วศพของชัชล่ะครับ” เกียกกายถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ตอนนี้ทางตำรวจกำลังค้นหาอยู่จ้ะ แต่แม่คิดว่าอีกไม่นานก็น่าจะเจอเพราะอยู่ใกล้กับที่พ่อหนุ่มทั้งสองไปเจอกกธูปยังไงล่ะจ๊ะ” สองเพื่อนรักได้แต่มองหน้ากันทำตาปริบ ๆ
ทีปกรนึกถึงวิญญาณเด็กหนุ่มเมื่อคืนที่มีการเอ่ยชื่อของกกธูปและบังคับให้ตนช่วย จึงนำเหตุการณ์ทั้งหมดมาปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราว
“ไอ้ชัชที่ว่านี่ ตัวผอม ๆ คิ้วหนา ๆ เสียงเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มรึเปล่า”
“ใช่จ้ะ ว่าแต่พ่อหนุ่มรู้ได้ยังไงจ๊ะ” แม่กกธูปรู้สึกแปลกใจในสิ่งที่หนุ่มแปลกหน้าถามขึ้น
“ผมก็แค่เดา ๆ น่ะครับ เด็กวัยรุ่นน่าจะคล้าย ๆ กัน” การพูดแบบไม่สบตานี้ทำให้เกียกกายสังเกตอาการได้ว่าเพื่อนรักมีพฤติกรรมแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะคิดว่าน่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง
“เอ่อใช่… วันนี้ช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่จะพามันไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพพวกหนุ่ม ๆ จะไปด้วยกันไหมจ๊ะ”
“ผมสองคนคงต้องขอตัวกลับบ้านล่ะครับ ขืนอยู่ต่อคืนนี้คงต้องนอนค้างที่นี่อีกคืนเป็นแน่” เกียกกายรีบปฏิเสธทันที
“จริงสิแม่ลืมไปเสียสนิท ถ้าอย่างนั้นก็กินข้าวกินปลากันก่อนกลับนะจ๊ะ” เมื่อพูดจบแม่กกธูปจึงเดินลงด้านล่างทิ้งให้สองหนุ่มต่างถิ่นเตรียมตัวกลับบ้าน
วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 10.38 น.
“เมื่อคืนฉันเจอผีไอ้เด็กชัชด้วยแหละ มันมานั่งทับบนตัวฉันบังคับให้ฉันช่วยให้มันฟื้นขึ้นเหมือนกกธูปไม่งั้นจะเอาฉันไปอยู่ด้วย” ทีปกรพูดขึ้น ในขณะที่ทั้งสองกำลังขับรถกลับบ้าน
“มิน่าล่ะนายถึงได้รู้ว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง แล้วนายทำยังไง”
“ดีที่ได้เขมทัตมาช่วยไม่งั้นแย่แน่” ทีปกรได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ ที่เรื่องทั้งหมดจบลงสักที
“ได้กลับบ้านจริง ๆ แล้วสินะ หวังว่าคงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทางอีก คิดถึงพี่ธาจะแย่อยู่แล้วเนี่ย” เกียกกายก็ทำเสียงออดอ้อนเมื่อพูดถึงชื่อของธาริณี คนที่ฟังอยู่ด้านข้างรู้สึกหมั่นไส้ในกิริยาทะเล้นของเพื่อนรักได้แต่ผลักหัวเบา ๆ อย่างหยอกล้อ
“ทะลึ่งใหญ่แล้วนะ…” เสียงหัวเราะหัวดังขึ้นจากเพื่อนรักทั้งสอง คล้ายกับว่าเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง บุรุษชุดดำนั่งมองจากด้านหลังรถด้วยใบหน้าอมยิ้มไปตลอดการเดินทาง