คุณเคยถามตัวเองไหมว่า “คุณนั้นเกิดมาเพื่ออะไร?”
เกิดมาเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ไปวันๆ? เกิดมาเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วจากไป? หรือเกิดมาเพื่อที่จะเป็นตำนานให้โลกจดจำอย่าง จูเลียส ซีซาร์ , โรเบิร์ต ไอสไตน์หรือว่าทอมัส เอดิสัน
บางทีคุณอาจจะเกิดมาเพื่อที่จะมีความฝันและทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ แต่ละคนก็คงมีคำตอบแตกต่างกันไป ผมไม่รู้ว่าคำตอบของคุณคืออะไร แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อที่จะอยู่กับปัจจุบัน
อดีตและอนาคตมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจับต้องมันได้ อดีตเราไม่สามารถแก้ไขอะไรมันได้ ส่วนอนาคตมันเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เราเคยมีตัวตนอยู่ในอดีตของเราจริงและเราก็ไม่เคยมีตัวตนอยู่ในอนาคตเลยจริงๆ ช่วงเวลาเดียวที่เรามีตัวตนอยู่จริงๆ คือปัจจุบันเท่านั้น
คุณสามารถทำทุกอย่างที่คุณต้องการได้ในช่วงเวลาที่คุณมีตัวตนอยู่จริงๆ เท่านั้นและสำหรับคำถามถัดไปนั้นคือ “แล้วคุณคิดจะทำอะไรกับช่วงเวลาที่คุณมีตัวตนอยู่นี้ล่ะ?”
ถ้าคุณยังนึกไม่ออกลองฟังคำแนะนำจากผมดูไหม? สำหรับผู้ที่ผ่านชีวิตมาถึง 2 โลกแบบผมแล้วนี่ถือว่าเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดที่ผมจะให้คุณฟรีๆ เลยนะ
ผมมีคำแนะนำเดียวที่อยากแนะนำคุณ สำหรับคำถามที่ว่า “คุณคิดจะทำอะไรกับช่วงเวลาที่คุณมีตัวตนอยู่นี้”
คือคุณต้อง ‘ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด’
แค่นี้เหรอ? ใช่ แค่นี้แหละ มันเป็นคำแนะนำเพียงข้อเดียวที่ผมจะให้คุณ ไม่ว่าสิ่งที่คุณทำนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณอยากทำหรือไม่ก็ตาม คุณแค่ต้องทำมันออกมาให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด
ความโชคดีสำหรับผมแล้ว ก็คือการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและเมื่อเราได้ทำมันให้ดีที่สุดแล้ว คุณเชื่อผมเถอะ คุณจะกลายเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลกเลยเชียวล่ะ มากไปกว่านั้นผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมออกมา
แต่ถ้าหากคุณโชคร้ายหน่อย ก็คือต้องทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบถ้าหากว่าคุณยิ่งทำมันออกมาแย่ มันก็คงเป็นเรื่องที่โคตรแย่เอามากๆ แต่ถ้าหากว่าคุณทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้แล้ว มันก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแล้วล่ะ เพราะเราจะมีข้ออ้างปลอบใจตัวเองแล้วน่ะสิ
“ก็มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบ แต่ฉันทำมันออกมาดีที่สุดแล้วนะ แต่ผลลัพธ์มันออกมาได้แค่นี้จริงๆ” เมื่อคุณพูดแบบนี้แล้ว ใครจะกล้าว่าคุณ ขนาดจิตใต้สำนึกของคุณเองยังไม่กล้าโทษคุณด้วยซ้ำ ถ้าเราไม่ได้โกหก เราทำมันให้ดีที่สุดแล้วแต่ผลลัพธ์มันออกมาได้เท่านี้จริงๆ ถ้าคุณอยากได้ดีกว่านี้คุณคงต้องไปหาคนอื่นมาทำแทนฉันแล้วล่ะ
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุณชอบหรือไม่ชอบ ถ้าหากว่าคุณทำมันให้ดีที่สุดแล้ว คุณจะไม่มีวันนึกเสียใจขึ้นมาทีหลัง
และหากว่าคุณต้องจากไปในวันที่คุณไม่คาดคิด คุณก็จะไม่มีเรื่องอะไรให้เป็นห่วงเลยแม้แต่น้อย นึกย้อนกลับไปในอดีตก็จะไม่เสียดาย เมื่อต้องจากลาหายไปก็จะหมดห่วง ส่วนเรื่องของความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นมันก็เป็นเพียงแค่กำไรเท่านั้นเอง
ถ้าหากมันสำเร็จก็ได้กำไร เพราะนั่นย่อมเป็นสิ่งที่คุณคาดหวังเอาไว้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นเมื่อเราทำมันได้สำเร็จมันก็คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อย
แต่ถ้าหากมันล้มเหลวขึ้นมา ผมก็ยังคิดว่ามันเป็นกำไรอยู่ดี ที่ผมพูดแบบนี้เพราะผมถือว่ามันจะเป็นบทเรียนที่ติดตัวเราไปจนวันตาย
เมื่อเราได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว ผลสุดท้ายถ้ามันจะสำเร็จมันก็แค่ความสำเร็จ ถ้ามันจะล้มเหลวมันก็แค่ความล้มเหลว มันไม่ได้สำคัญมากมายเท่าไหร่นัก สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องราวระหว่างทางต่างหาก
ถ้าหากคุณได้โตเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง เมื่อคุณนึกถึงเรื่องราวในวัยที่ผ่านมาคุณจะนึกถึงอะไร ความสำเร็จหรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะไปถึงจุดหมาย? ถ้าคุณนึกภาพไม่ออก ลองนึกดูว่า เมื่อคุณเรียนจบมหาลัยออกมานั้น สิ่งที่สำคัญคือเกรดหรือช่วงเวลาที่คุณอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ ออกไปติวกับเพื่อน วันไนท์มิราเคิล ทำงานส่งอาจารย์ในช่วงเวลาเร่งรีบ (งานไฟลน)
ประกาศนียบัตรหรือเกรดมันไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก เมื่อนานไปสิ่งที่คุณยังจำได้ ไม่ใช่ตัวเลขของเกรดแน่ๆ แต่เป็นเรื่องราวในระหว่างนั้น เมื่อคุณโตขึ้น ความสำเร็จที่ผ่านมาของคุณจะกลายเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเท่านั้น ส่วนความล้มเหลวที่ผ่านมานั้นก็จะกลายเป็นเรื่องตลกขำขัน เมื่อมันผ่านไปคุณจะพูดถึงมันได้ประหนึ่งมุกตลกมุกหนึ่งเลยทีเดียวถึงแม้ช่วงเวลาที่มันเกิดขึ้นตอนนั้นคุณจะขำไม่ออกก็ตาม
‘ตอนนั้นฉันเรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเชียวล่ะ’ กับ ‘ตอนนั้นฉันต้องรีไทร์ตั้งสองรอบเลยล่ะ ฮ่าๆๆ’
คุณคิดว่าเมื่อคุณพูดแบบนี้ออกมา คนที่ฟังสนใจอยากจะฟังเรื่องราวแบบไหนมากกว่ากัน ผมคิดว่าคำถามที่คนฟังอยากจะถามคงไม่ใช่ ‘วิธีที่เรียนแล้วได้เกียรตินิยม’ แต่เป็น ‘ไปทำอีท่าไหนถึงโดนไทร์ตั้งสองรอบ’ ต่างหาก เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่อยากเรียนรู้จากข้อผิดพลาดมากกว่า
ในเมื่อสิ่งนั้นคุณได้ทำจนประสบความสำเร็จไปแล้วก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ใครจะต้องทำเหมือนคุณ แต่ถ้าหากคุณยังทำไมสำเร็จ นี่สิที่ควรค่าแก่การค้นหาคำตอบ คุณเห็นไหมว่า ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวมันก็มีคุณค่า มีข้อดีข้อเสียของตัวมันเอง
ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นอยู่มากมาย เช่น จูเลียส ซีซาร์คือรัฐบุรุษ แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ชาวโรมันความฝันของเขานั้นคือการได้เป็นจักรพรรดิปกครองโรมัน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับประสบความล้มเหลวไม่อาจทำตามได้อย่างที่ฝัน แต่ถึงแม้เขาจะประสบความล้มเหลวแต่เรื่องราวต่างๆ ของเขาที่เขาได้เผชิญกลับถูกเล่าขานบันทึกเป็นที่พูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ สิ่งสำคัญที่ผมอยากบอกคุณก็คือ คุณควรทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่คุณมีโอกาส ผลออกมาจะสำเร็จหรือล้มเหลวไม่สำคัญ เพราะสิ่งสุดท้ายที่จะหลงเหลืออยู่จริงๆ ก็คือเรื่องราวเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว คำแนะนำของผมมันก็เป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น คุณจะนำไปใช้หรือจะฟังเพียงแค่ผ่านๆ มันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ เวลามันไม่เคยคอยท่าและเราไม่เคยรู้หรอกว่าเข็มนาฬิกาชีวิตของเราจะไปหยุดที่ตรงไหน สุดท้ายผมขอให้พวกคุณทุกคนโชคดี..ผมมีชื่อว่าไตรภพ วีรเดชสกุล ชื่อเล่นของผมในโลกนี้คือหิน อันที่จริงผมเป็นคนที่อยู่อีกมิติหนึ่งที่บังเอิญได้พบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนทำให้ทะลุมิติมาอยู่ที่โลกนี้ ในตอนแรกผมรู้สึกสับสนและรู้สึกเคว้งคว้างไม่น้อย แต่พอผมได้คิดๆ ดูกลับพบว่า มันคงเป็นโชคชะตา ที่ทำให้ผมมาอยู่ที่นี่เวลานี้
ความฝันของผมในโลกเดิมนั้นคือการค้นหามิติคู่ขนาน ผมทำการทดลองมานานจนกระทั่งผมทำมันได้สำเร็จ
สิ่งที่ผมคิดนั้นมันคือความจริง โลกของผมต้องมีมิติที่เป็นโลกคู่ขนานและผมก็ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว โลกคู่ขนานที่ผมค้นหามาโดยตลอด
แต่มันก็ช่างเป็นความสำเร็จอันน่าเศร้า เพราะการค้นพบครั้งนี้มีแค่ผมเพียงคนเดียวกับเอไอปัญญานิ่มอีกหนึ่งที่รู้ ผมไม่มีโอกาสได้บอกกล่าวใครทั้งสิ้น ดังนั้นผมเองก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากนักว่านี่คือความสำเร็จ….
ยังไงก็ตามเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้จุดประกายไฟที่เพิ่งมอดดับไปในตัวผมขึ้นมา มันทำให้ผมมีความฝันขึ้นมาอีกครั้ง ความฝันที่ว่า ผมจะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม ผมคิดว่านี่คือโชคชะตาของผม มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมมาอยู่ที่นี่
ผมไม่เคยคิดหรอกนะว่าสุดท้ายแล้วผลมันจะออกมาเป็นยังไง โลกจะดีกว่าเดิมมากขนาดไหน แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงผมก็พร้อมจะยอมรับผลของมันเพราะผมได้ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว
ตอนนี้ระบบต่างๆ ที่ผมได้วางแผนเอาไว้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหน่วยพิทักษ์และการสร้างองค์กรให้ความช่วยเหลือต่างๆ วางโครงสร้างระบบต่างๆในอนาคต รวมไปถึงค่อยๆ พัฒนาเทคโนโลยีของโลกใบนี้ไปทีละนิด
แต่ไม่ว่าผมจะทำงานหลายอย่างมากมายขนาดไหนก็ตาม ผมก็ยังไม่ได้ละเลยการใช้ชีวิตที่ผมควรจะได้ใช้มัน ชีวิตที่จะได้เติบโตไปพร้อมกับเพื่อน ชีวิตที่จะได้เรียนรู้และพูดคุยกับคนรอบข้าง ชีวิตที่ผมไม่เคยมีเมื่อผมอยู่โลกเก่าของผม
ระหว่างที่ปิดเทอม 2 เดือนนั้นผมแทบจะไม่ค่อยได้ติดต่อกับใครเลยแม้กระทั่งเพื่อนที่สนิทที่สุดกับผมนั่นก็คือ ไอ้นัท ผมคิดว่าพอเจอหน้ากันมันต้องบ่นผมแน่ๆ ทำยังไงได้ล่ะ ช่วงปิดเทอมสองเดือนที่ผ่านมาผมยุ่งสุดๆ ไปเลยน่ะสิ เดี๋ยวผมก็คงต้องเพลาๆ เรื่องงานลงบ้างหน่อยแล้ว ยังวัยรุ่นวัยเยาว์อยู่แท้ๆ กลับใช้ชีวิตเหมือนคนวัยทำงานได้ซะนี่
อีกไม่ถึงสองชั่วโมงหลังจากนี้เดี๋ยวก็คงได้ไปนั่งฟังไอ้นัทบ่นที่มหาลัยแหงๆ อ้อผมลืมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียนและใช่แล้วตอนนี้ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สองอย่างเต็มตัวแล้ว..ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด
“ปิดเสียง” หินเอ่ยขึ้นมาเบาๆ เพื่อสั่งปิดนาฬิกาปลุก ก่อนที่จะงัวเงียลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ หินใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ
“ปีสองแล้วเหรอเนี่ย แก่ขึ้นมาอีกปีแล้ว นี่สินะเด็กที่กำลังโตเป็นผู้ใหญ่” หินเอ่ยขึ้นกับตัวเองในกระจก
‘กล้าพูดนะครับดอกเตอร์ อายุจริงๆ ก็ปาเข้าไปจะ 50 อยู่ละ’ เดวิดนึกขึ้นในใจ นี่ถ้ามันมีร่างแอนดรอยด์อยู่คงกำลังทำหน้ามองบนเบ้ปากอยู่เป็นแน่
“วันนี้มีอะไรกินบ้างเดวิด” หินถามขึ้นขณะที่กำลังเดินลงไปที่ห้องครัว
“มีซีเรียลกับนมครับดอกเตอร์”
“ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ ที่จะมากินอะไรแบบนั้น งั้นไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวไปหาอะไรกินที่ ม. เอา” หินเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองพร้อมกับเดินไปที่โรงรถ
“.........” เดวิด
‘เมื่อกี๊ไม่ใช่เพิ่งบอกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่เหรอ’ เดวิดคิดขึ้นในใจ มันเคยถามไปแล้วว่าหินอยากทานอะไรบ้างในตอนเช้า มันจะได้ให้คนซื้อของเข้ามาเก็บเอาไว้ได้ถูก แต่หินบอกว่าทานอะไรก็ได้ ไม่เรื่องมาก….ตอนนี้เดวิดได้รู้แล้วว่า คำว่าอะไรก็ได้ ไม่มีอยู่จริง
ภายโรงรถตอนนี้เต็มไปด้วยรถหรูยี่ห้อดังต่างๆ จากทั่วโลก มูลค่าของรถบางคันนั้นราคาแพงกว่าบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำ รวมๆ แล้วมูลค่ารถภายในโกดังนี้แพงกว่ามูลค่าบ้านไปอยู่มาก หินไม่ได้ซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ เขาได้ลองขับทุกคันแล้ว หลายๆ คันในนั้นได้ถูกเปลี่ยนอะไหล่ไปบ้าง เนื่องจากว่าช่วงแรกๆ ที่รถมาถึงหินได้ขับเอาไปชนบ่อยๆ …
หินเดินผ่านรถหรูรอบๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่จักรยานคู่ใจคันเดิมที่เขาใช้มาตั้งแต่ปีหนึ่ง
“นี่สิเพื่อนรักของฉัน” หินเอ่ยขึ้นก่อนจะขึ้นขี่จักรยานแล้วปั่นออกไปจากโกดัง
ไม่ใช่ว่าหินไม่อยากขับรถยนต์ไปมหาลัย แต่ทว่าระยะทางระหว่างบ้านและมหาลัยไม่ได้ไกลกันนัก ที่สำคัญเขาไม่อยากเจอปัญหาที่ต้องมาแย่งหาที่จอดรถยนต์แบบที่เขาเห็นเป็นประจำ เพราะมันคงทำให้เขาเสียสุขภาพจิตอยู่ไม่น้อย
หินปั่นจักรยานไปมหาลัยด้วยความอารมณ์ดีโดยไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ว่านับจากวันนี้จะมีเรื่องราวต่างๆ มากมายรอเขาอยู่
‘บอกดีไหมนะหรือไม่บอกดี? ’ เดวิดถามตัวเองขึ้นในใจ
ประมวลผลความคิดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดมันก็ได้คำตอบของตัวเอง
‘เออ ไม่บอกดีกว่าให้ไปรู้เองคงจะเซอไพรส์กว่าเยอะ’ คิดได้ดังนั้น เดวิดจึงหายเข้าไปในโลกอินเทอร์เน็ตทันที
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ในภาคนี้จะพูดถึงเรื่องราวชีวิตใน ม. ของหินเพิ่มมากขึ้นนะครับ ภาคที่ผ่านมา W ไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องราวตรงนี้สักเท่าไหร่