"แล้วคะแนนของนักพรตอิสระได้เท่ากับของพวกเราหรือเปล่า?"เทียนฉินเอ่ยถามเหม่ยหลินอีกครา
เหม่ยหลินหันมาส่ายหน้าพร้อมตอบ
"ไม่เท่ากันหรอก! ของนักพรตอิสระจะได้แค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น"
"ทำไมถึงไม่เท่ากันล่ะ?"
"คือปกติแล้วทางสี่นิกายจะอนุญาตให้เฉพาะคนที่เป็ตัวแทนของหัวเมืองต่างๆเท่านั้น แต่บังเอิญมีการเปิดทางเข้าแดนลับทางอื่นด้วยจึงให้โอกาสหรือพูดอีกอย่างว่าให้เป็เหมือนด่านหน้าเข้าไปปะทะกับคนของแคว้นอื่นก่อน เพื่อความสะดวกปลอดภัยของพวกเรา"
"อืม! มันเป็อย่างนี้นี่เอง"
"ขอบใจเ้ามากที่ช่วยอธิบายให้เข้าใจ"เทียนฉินพยักหน้าส่งยิ้มให้กับเหม่ยหลินด้วยความจริงใจ
"ยังมีอีกเื่หนึ่ง! คราวนี้หลังจากที่แดนลับเปิดให้เข้าไปแล้ว ผู้แข่งขันทุกคนจะมีระยะเวลาอยู่ในนั้นเพียงหนึ่งปีเท่านั้น! เมื่อครบกำหนดเวลาที่ทางออกเปิดแล้ว หากใครยังไม่ยอมออกมาก็จะติดอยู่ในนั้นไปตลอดจนกว่าจะถึงกำหนดอีกห้าสิบปีต่อมา!"
ทันทีที่สิ้นเสียงของจงอี้เฉิน ผู้คนนับร้อยต่างจับกลุ่มพากันซุบซิบไปทั่วบริเวณ
"เข่นฆ่ากันในนะยะเวลาหนึ่งปี นี่มันสมรภูมิรบหรืออย่างไรกัน!" หูอี้หนานแห่งเมืองคงิบ่นพึมพำอยู่ในใจ
"ทางเข้าแดนลับใกล้จะถึงเวลาเปิดแล้ว! ผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่มีแผ่นหยกขอให้เตรียมตัวให้พร้อม!!"
"แน่นอนว่ายังมีเวลาพอให้คนที่สำนึกเสียใจ ผู้ใดที่คิดถอนตัวตอนนี้ให้นำแผ่นหยกมาคืนที่ข้าทันที!"
ทันทีที่จงอี้เฉินเอ่ยกล่าวออกมา เหล่าผู้เข้าแข่ง ขันทั้งหลายต่างก็เกิดอาการลังเล โดยเฉพาะนัก พรตอิสระเ่าั้
อย่างไรก็ตาม ด้านกลุ่มคนที่เป็ตัวแทนของเมืองต่างๆเ่าั้ แม้หลายคนจะเริ่มออกอาการเคร่ง เครียดบ้าง แต่ก็ไม่มีใครเลือกที่จะถอนตัวสักคน
"ชีวิตของคนเราเมื่อได้มีโอกาสเช่นนี้! หากล้มเลิกไม่รีบไขว่คว้า ต่อไปก็ไม่ทราบว่าจะได้มีโอกาสเข้ามาอีกหรือไม่!"
"ใช่! พูดให้ฟังง่ายก็ไม่ใช่แค่ต้องฆ่าเพิ่มอีกสักคนหรือไร?"
"แค่รอดออกมาได้ โอกาสเข้าร่วมสี่นิกายก็ไม่ใช่จะไม่มี ต่อให้ไม่ได้เข้าร่วมกับนิกายใดแต่อยู่ข้างในอาจได้รับโชควาสนาบางอย่างก็เป็ได้"
กลุ่มนักพรตอิสระทั้งหลายต่างกล่าวปลุกใจปลอบขวัญกันอย่างเต็มที่ สิ่งนี้ย่อมทำให้เ้าเมืองทั้งหลายต่างพึงพอใจเป็อย่างมาก เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อมีคนเข้าไปเพิ่มคนหนึ่ง ก็เหมือนสร้างโอกาสให้คนของเขามีโอกาสรอดเพิ่มมากขึ้น
"เอาละ! ได้เวลาแล้ว!!"
เสียงของจงอี้เฉินดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้เสียงกลุ่มคนต่างๆที่กำลังพูดคุยพลันเงียบหายไปทันที
"ตอนนี้พวกเราสี่นิกายจะร่วมมือกันเพื่อเปิดแดนลับ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายที่ตัดสินใจเข้าไปแสวงหาโชควาสนา อย่าได้ลืมเื่ผูกสัญญาบนแผ่นหยกบันทึกคะแนนของพวกเ้าด้วย"
การผูกสัญญาก็ไม่ใช่วิธีการที่ยากอะไร เพียงประทับเศษเสี้ยวจิติญญาของตัวเองลงไปในแผ่นหยกเท่านั้นเอง
จากนั้นผู้นำของสี่นิกายจึงเริ่มหยิบวัตถุบางอย่างออกมา มีลักษณะเป็รูปสามเหลี่ยมมีด้ามจับคล้ายธงผืนเล็กผืนหนึ่งเป็ มีลวดลายอักขระสลักจารึกเอาไว้
"มาเริ่มกันเลยเถอะ!!"
เมื่อจงอี้เฉินผู้าุโสูงสุดของนิกายจิตนิรันดร์กล่าวให้สัญญาณจบ ตัวแทนที่เหลือของสามนิกายก็พุ่งเหาะเหินไปอยู่คนละมุม จากนั้นตัวแทนทั้งสี่นิกายจึงเริ่มถ่ายเทพลังเข้าสู่ธงอาคมของตนเอง เพียงไม่นานธงอาคมทั้งสี่ก็เริ่มส่องแสงสว่างเรืองรองพุ่งลอยขึ้นไปบนฟ้าทันที
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ครู่ต่อมาท่ามกลางสายตาของผู้เข้าแข่งขัน ธงอาคมทั้งสี่ก็เริ่มเปล่งแสงพลังลี้ลับออกมาเชื่อมโยงพวกมันเข้าด้วยกัน
ตู้ม!!
ทันทีที่ธงอาคมทั้งสี่เชื่อมโยงเข้าหากันนั้น ก็ปรากฏเป็แสงสว่างสีขาวพุ่งยิงลงไปบริเวณปากทางเข้า
จากนั้นตรงปากทางเข้าแดนลับก็เริ่มมีคลื่นพลังงานสั่นไหวอย่างรุนแรง เพียงไม่นานก็เกิดเป็รอยแยกมิติรอยหนึ่งเริ่มขยายตัวออกอย่างช้าๆ
ครู่ต่อมาปรากฎซุ้มประตูเก่าแก่โบราณประตูหนึ่งที่เต็มไปด้วยอักขระลวดลายซับซ้อนมากมาย ให้กลิ่นอายราวกับมันผ่านพ้นวันเวลามาแล้วเนิ่นนาน
บนคานเหนือประตู ก็ปรากฏป้ายเก่าแก่โบราณแผ่นหนึ่งมีตัวอักษรที่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจมหาศาล จับใจความได้ว่า
"แดนลับสลักหลอมรวม"
"ไปเร็ว! ทุกคนรีบพุ่งเข้าไปที่ประตูบานนั้น"จงอี้เฉินะโบอกผู้เข้าแข่งขันทั้งหลาย
หลังจากที่ได้ยินเสียงเตือนของทั้งสี่นิกาย บางคนเริ่มพุ่งเข้าไปข้างในทันที แต่ก็มีบางคนที่ยังลังเลรอให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นล่วงหน้าเข้าไปก่อน
เทียนฉินหันซ้ายหันขวามองดูผู้เข้าแข่งขันทยอยกันเข้าไป ก่อนจะเหินร่างมุ่งหน้าเข้าไปยังรอยแยกมิติกลางซุ้มประตูบานนั้นอย่างไม่รีบไม่ร้อน
เมื่อเทียนฉินได้ัักับรอยแยกมิติดังกล่าว เขาก็พบว่ารอยแยกมิตินี้มีพลังดึงดูดมหาศาลขุมหนึ่งฉุดรั้งดึงตัวเขาเข้าไปด้านใน
หลังจากร่างถูกดูดเข้ามาในมิตินี้แล้ว เทียนฉินก็พบว่ารอบกายเขามีแต่ความมืดมิดจนไม่อาจมองเห็นแม้แต่นิ้วมือของตัวเอง เพียงเวลาผ่านไปไม่นาน สองตาเทียนฉินก็หวนกลับมามองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง
เทียนฉินเริ่มมองสำรวจไปรอบๆด้านอย่างระมัด ระวัง ตอนนี้เขารู้สึกได้เพียงว่าตนเองกำลังอยู่ในป่าทึบแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็พบเห็นแต่ต้นไม้สูงใหญ่ที่เขาแทบจะไม่รู้จักเลยสักนิด
"ไม่ได้มาอยู่ท่ามกลางป่าเขาแบบนี้นานแล้วสินะ!"
เทียนฉินพลันนึกย้อนกลับไปตอนที่เขาทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้ใหม่ๆ ตอนนั้นยังเป็เด็กน้อยที่ไม่รู้เื่การฝึกฝนวิชาอะไรเลย หลบหนีคนของพรรคหมาป่าทมิฬเข้าไปอยู่ในป่า อาศัยเคล็ดวิชาที่ได้มาจากระบบฝึกฝนเคี่ยวกรำอยู่ภายในป่ากับสัตว์อสูรเพียงลำพัง
"หืม!"
เสียงบางอย่างปลุกสติเทียนฉินให้ตื่นจากภวังค์ เขารีบหันไปมองทางต้นเสียงนั้นทันที
ภาพตรงหน้าปรากฎเป็สัตว์ชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายหมีป่ามีรูปร่างใหญ่โตขนดำขลับเป็เงางาม
ยืนแยกเขี้ยวยิงฟันมองจ้องมาที่เทียนฉินด้วยท่าทางดุร้ายน่ากลัว
ขณะที่เทียนฉินมองสำรวจร่างหมีป่าตัวนั้นอยู่ไม่นาน ร่างใหญ่โตสีดำกลับพุ่งทะยานเข้ามาหาเขาอย่างดุร้ายทันที!!
ฟุ่บ!
เมื่อหมีป่าตัวนั้นพุ่งทะยานมาจวนเจียนจะถึงตัวเขานั้น เทียนฉินไม่รอช้าเขวี้ยงหมัดอันหนักหน่วงออกไปราวกับูเาลูกนึงก็ไม่ปาน
เปรี้ยง!
เทียนฉินซัดหมัดของเขาเข้าเต็มเบ้าตาของหมีป่าตัวพอดิบพอดี
ตู้ม!!
"โฮ้กก!!" หมีป่าตัวนั้นกระเด็นหงายท้องเปล่งเสียงร่ำร้องคำรามออกมาอย่างเ็ปแสนสาหัส
เทียนฉินไม่รอช้าพุ่งตัวเข้ามาคว้าจับลำคอของหมีป่าตัวนั้นไว้แน่น อีกมือเรียกดาบสะบั้นจันทร์ออกมาจากแหวนมิติทันที!
ฉั้บ! โฮ้กก!
ดาบสะบั้นจันทร์วาดตัดขาข้างหนึ่งของหมี่ป่าอย่างง่ายดาย เทียนฉินมองสำรวจร่างหมีป่าตัวนั้นอย่างละเอียด จึงพบว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเสมือนจริงในมิติมายาอะไรทั้งนั้น แต่เป็เหมือนดินแดนแห่งหนึ่งในโลกจริงๆ ถ้าเกิดพลาดพลั้งตายขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอันใดอีกแล้ว
เมื่อสรุปความคิดของตัวเองได้แล้ว เทียนฉินจึงตัดสินใจฆ่าหมีป่าแล้วควักเอาแกนอสูรออกมา จากนั้นจึงรีบพุ่งทะยานออกไปจากที่ตรงนี้ทันที
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเทียนมุ่งเดินไปข้างหน้าบุกตะลุยไปในป่าเพียงลำพังอย่างไม่ไหวหวั่น ในระหว่างทางเขาลงมือสังหารสัตว์อสูรไปไม่ใช่น้อย
แต่กลับไม่พบเจอผู้คนหรือได้รับโชควาสนาอะไรทั้งสิ้น
หือ!!
ในขณะที่เทียนฉินกำลังมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวด เร็วนั้น พลันปรากฎลูกศรดอกหนึ่งพุ่งมาหาเขาอย่างไร้สิ้นเสียงเตือนอันใด!
ฉึก!
เทียนฉินเบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณในทันที แล้วหันกลับมามองด้านหลัง พบเพียงลูกศรดอกนั้นที่พลาดเป้าหมายกลับไปปักอยู่กลางต้นไม้ห่างจากตัวเขาไม่ไกล
"ผู้ใดกัน!"
เทียนฉินเอ่ยปากถามไปทางที่ลูกศรนั้นพุ่งมาอย่างเกรี้ยวกราด
เพียงสิ้นเสียงะโของเทียนฉิน พลันปรากฎร่างชายหนุ่มชุดม่วงในมือของเขาถือคันธนูสีดำอันใหญ่ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ
"ไม่คิดว่าเ้าจะสามารถหลบลูกศรของข้าได้!" ชายหนุ่มชุดม่วงคนนั้นยิ้มออกมาก่อนกล่าว
เทียนฉินหลี่ตามองไปที่ชายหนุ่มสลับกับคันธนูที่อยู่ในมือของเขาอย่างสนใจ
"เ้ากับข้าไม่เคยพบเจอกันกับมาลอบทำร้ายกันอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร?"เทียนฉินเอ่ยถามเสียงราบเรียบ เขามั่นใจในทันทีว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่คนที่มาจากแคว้นฉู่เหมือนอย่างเขาแน่นอน
จบตอนที่ 14