ความปรารถนาดีที่นางคิดจะมอบให้แม่ทัพอี้ กลับมิถูกมองเห็นเสียนี่ แต่มิเป็นไร คนให้อยากมอบ แต่คนรับมิอยากได้ก็ช่างปะไร
จ้าวจินเออร์มิได้สนใจว่าแม่ทัพอี้จะยินยอมหรือไม่ นางทำเพียงหันไปมองคนบนบัลลังก์สูง เพื่อบอกให้รับรู้และจากนั้น
“วู้มม”
นางได้ส่งพลังการรักษาไปยังแม่ทัพอี้ แสงประกายสีทองที่ค่อยๆ ไหลออกจากร่างกายของหญิงสาว แผ่กระจายไปล้อมรอบร่างกายของแม่ทัพอี้ โดยที่อีกฝ่ายยังมิทันที่อีกฝ่ายจะได้ตั้งตัว
หากมีเวลาตั้งตัวนานกว่านี้ เกรงว่าคงจะต้องไปคุยกับอดีตบรรพชนเสียแล้ว ใครจะคิดว่าจวินเทียนหลงจะทำให้อีกฝ่ายเหลือพลังชีวิตเพียงแค่สามในสิบส่วนกันเล่า
ร่างกายที่บอบช้ำจากการโดนทำร้ายจากฝีมือของคนข้างกายนาง ก็กลับมาสู่ภาวะปกติพร้อมกับพลังการรักษาที่สลายหายไป
แต่จะกล่าวเช่นนั้นก็มิถูก นอกจากพลังชีวิตที่สูญหายไปจากการโจมตีของเทียนหลงแล้ว ยังมีร่องรอยความเสียหายจากการต่อสู้ที่หลงเหลืออยู่จึงทำให้แม่ทัพอี้อ่อนแอลงเร็วเช่นนี้
‘ก็ถือเสียว่านางชดเชยแทนคนของนางแล้วกัน’
เมื่อร่างกายของแม่ทัพอี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว นางจึงถอนพลังกลับมาและนั่งมองอีกฝ่ายที่กำลังตกตะลึงไปพร้อมๆ กับขุนนางของแคว้นต้าเฉียง
“นะ นี่ มัน”
“พลังธาตุ”
“องค์หญิงจ้าวมีพลังธาตุ”
“พลังธาตุแสง แถมยังเป็นระดับสูงสุด”
“ท่านรู้ได้เช่นไรแม่ทัพอี้ ราชวงศ์แคว้นจ้าวจะมีพรสวรรค์เช่นนี้ก็มิแปลก” เสนาบดีซูเอ่ยขึ้นมาอย่างยอมรับมิได้
“หากระดับของพลังปราณของมิใช่ขั้นสูงสุด ก็มิสามารถรักษาได้รวดเร็วเช่นนี้ แถมนางยังไม่มีอาการอ่อนเพลียจากการใช้พลังรักษาเยียวยาข้า อีกทั้งจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ ข้ายังมีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้เรื้อรังแต่ตอนนี้หลังจากที่ข้าได้ลองเดินพลังปราณดูแล้ว ร่างกายของข้าไร้อาการบาดเจ็บที่เคยมีมา ราวกับว่า...มันมิเคยเกิดขึ้น นี่มัน...จะเกินไปแล้ว”
ระหว่างที่กล่าวออกมา ใบหน้าที่ตกตลึงปะปนไปด้วยความสงสัยใครรู้มากมาย เข่าของแม่ทัพอี้ก็ค่อยๆ อ่อนลง จนทหารที่พยุงเกิดความสงสัย เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ทหารที่ช่วยพยุงอยู่ออกไป
ตรงกันข้ามกับต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ที่ทำเพียงนั่งเฉยๆ บนลังก์ของตนเองและเฝ้าดูเหตุการณ์ด้านล่างอย่างสนุกสนาน
ความอวดดีของแม่ทัพอี้ที่มีมานานกำลังจะถูกดับลงด้วยฝีมือของสตรีที่ยังมิได้ออกเรือน ช่างน่ามองเสียจริง
“ข้าน้อยแม่ทัพอี้เหวินซิง ขอคารวะองค์หญิงจ้าวพะยะค่ะ” ไม่ว่าอย่างไรการที่นางทำเช่นนี้ ก็คือว่าเป็นการดีแก่ข้าทั้งสิ้น อี้เหวินซิงคิดในใจ
“ตึ่ง” เข่าของทหารอันทรงเกียรติได้ทรุดลงกับพื้นอีกครา
“ช่างเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำเพื่อชดเชยที่คนของข้าทำเกินกว่าเหตุก็เท่านั้น ท่านลุกขึ้นเถิด” จ้าวจินเออร์ตอบกลับไปอย่างไม่คิดจะใส่ใจ
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” แม่ทัพอี้เอ่ยตอบพร้อมกับเดินกลับไปยังตำแหน่งของตนเอง
เมื่อเหตุการณ์กลับสู่ความเรียบร้อยแล้ว เหล่าขุนนางเองที่ไม่สามารถทำอันใดได้ จากการที่ฮ่องเต้มิได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงสงบปากสงบคำลง
ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอง เมื่อให้โอกาสจ้าวจินเออร์ได้แสดงฝีมือออกไปแล้วจึงกลับเข้าสู่จุดประสงค์ที่ต้องการเชิญนางมาในวันนี้
“ในเมื่อแคว้นจ้าวส่งองค์หญิงคนสำคัญมายังแคว้นของข้า เช่นนั้นองค์หญิงคงทราบแล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้ ได้เกิดความผิดปกติบริเวณป่าม่านหมอก ซึ่งเกี่ยวพันถึงสี่แคว้นด้วยกัน” ยามนี้ใบบหน้าที่เคยติดเล่นกลับมาตึงอีกครั้ง ราวกับต้องการย้ำเตือนเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
“เพคะ แล้วอย่างไรเล่า” จินเออร์ตอบกลับไปด้วยใบหน้าคล้ายใสซื่อ
ทำเอาเหล่าขุนนางที่กำลังรับฟังไปด้วย คล้ายรู้สึกว่ากำลังถูกหมิ่นอยู่อย่างไรอย่างนั้น กับท่าทีของนางที่คล้ายใส่ใจแต่มิสนใจ
“หากเจิ้นจำมิผิด ไม่ทราบว่าองค์หญิงได้รับรู้เรื่องผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่กำลังจะสุกและร่วงหล่นแล้ว” แม้ว่าจะเคืองในตัวนางเพียงที่ทำราวกับมิใส่ใจในคำพูดของเขา แต่เขาก็ทำอันใดมิได้ ใครใช้ให้เข้าใช้แผนนี้เชิญนางเข้าวังมากันล่ะ
“เพคะ ทราบแล้วอย่างไร” หึ อยากให้ข้าเล่นเป็นหมากเจ้านัก ก็จับข้าไปวางในกระดานให้ได้ก็แล้วกัน
ยังมิทันที่ต้าเฟยเฉิงจะกล่าวอันใดออกมา เหล่าขุนนางที่ทนฟังมิได้ก็กล่าวตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน
“นี่ องค์หญิงท่านจะเกินไปหน่อยหรือไม่” เสนาบดีซูเอ่ย
บรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับมาตึงเครียดอีกครา
“ใจเย็นๆ ท่านเสนาบดี เจิ้นกำลังคุยกับกู้หลุนจินหรงกงจู่ มิใช่ท่าน” น้ำเสียงเข้ม เอ่ยออกมาพร้อมกับใบหน้าที่คล้ายจะมีโทสะบางเบา
‘หากเจ้ามิหยุด คนที่จะเจ็บตัวจะเป็นข้า เจ้าขุนนางชั่ว’
“ฝ...ผ่าบาท กระหม่อมขอประทานอภัยพะยะค่ะฝ่าบาท” เสนาบดีซูเอ่ยออกมาอย่างสั่นกลัว ด้วยวาจาที่ตรัสออกมา ทำเอาเหล่าขุนนางกำลังรับรู้ได้ถึงโทสะที่เริ่มก่อตัวขึ้นของเจ้าบัลลังก์ทันที
“อืม เช่นนั้นองค์หญิงมิคิดว่า ความวิเศษของผลไม้จะก่อให้เกิดสิ่งใดบ้างหรือ” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ยังคงตรัสต่อไป
“ก็แค่ผลไม้ลูกหนึ่งเท่านั้น หากก่อปัญหามากนัก เช่นนั้นเพียงทำลายมันทิ้งก็สิ้นเรื่อง ดีหรือไม่เพคะ” ใบหน้างามตอบคำถามกลับ จากนั้นจึงกลอกตาไปมาราวกับว่าคำถามเช่นนี้ น่าเบื่อยิ่งนัก
ทำเอาคนฟังถึงกับกัดฟันกรอด มิให้ริมฝีปากกระตุกและขำออกมา ในท่าที
“ฮ่า ๆ ๆ เจิ้นชอบวิธีของท่านนะ จริงหรือไม่ท่านแม่ทัพอี้” คนบนบัลลังก์เอ่ยตอบออกไป พร้อมกับหันไปขุนนางของตนเองเพื่อถามความเห็น
“เอ่อ ขอรับฝ่าบาท” แม่ทัพอี้เอ่ยตอบกลับไปเสียงแผ่ว แต่อาการของเขาตอนนี้ช่างแตกต่างจากคำพูดโดยสิ้นเชิง จากใบหน้าที่สับสนและงุนงงในคำตอบคล้ายอยากจะเอ่ยค้านออกมา แต่ก็ต้องเก็บวาจาเอาไว้
“เช่นนั้นชินอ๋องเล่า จะจัดการอย่างไร” ใบหน้าคมเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับกระตุกยิ้มเบาบาง เมื่อหันไปถามบุรุษที่ตลอดมาทำเพียงนั่งนิ่งๆ ราวกับหุ่น
“ทำลาย” เสียงเข้มและดุดันตอบกลับมา
“เยี่ยม เหมาะสมยิ่งนัก ดั่งเช่นกิ่งทองใบหยกจริงเชียว” มือหนาตบไปที่บัลลังก์ ก่อให้เกิดเสียงดั่งสนั่น ท่าทีแสดงออกมาราวกับกำลังชอบใจยิ่งนักในคำตอบนั้น
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ชื่นชม”
“แล้วพวกท่านมิกลัวหรือว่า จะเกิดสงครามการแย่งชิงระหว่างสี่แคว้นขึ้นมา เวลานั้นแล้ว แผ่นดินคงลุกเป็นไฟ ราษฎรเดือดร้อน ทหารมากมายจะล้มตายจากเหตุการณ์ครั้งนี้”
“กระหม่อมคิดว่าคงมิใช่ปัญหาของแคว้นฉินและจ้าวกระมัง เรื่องนี้คงต้องให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงตัดสินพระทัยเองพะยะค่ะ”
“ดี ดียิ่ง”