“อูจิน อูจินของแม่จริงๆ ใช่อูจินจริง ๆ ด้วย”
แม่คว้าตัวอูจินมากอดไว้แล้วรํ่าไห้อยู่พักหนึ่งลูกชายที่เธอเคยคิดว่าตายไปแล้วรอดชีวิตกลับมาหลังจากผ่านไปห้าปีเธอยังแยกไม่ออกว่าตกลงแล้วนี่เป็ความจริงหรือความฝันกันแน่
“ลูกไปอยู่ที่ไหนมา”
“เื่มันยาวน่ะครับว่าแต่คนอื่น ๆ อยู่ที่ไหนกันเหรอครับ ผมลองไปที่บ้านมาแต่บ้านก็ไม่มีแล้ว”
“ซูอาไปโรงเรียนอนุบาลส่วนพ่อของลูก...”
อยู่ ๆแม่ก็หยุดพูดไปก่อนจะสะอื้นออกมาอีกครั้งอูจินรู้สึกว่าหัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่นั้นเย็นเยียบลงไปทันทีด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก
“ไปกันเถอะครับกลับไปบ้านแล้วค่อยคุยกัน”
“โอเคเอาแบบนั้นดีกว่า กลับบ้านกันเถอะ”
ท่าทางแม่คงกลัวว่าอูจินจะหายไปอีกเธอถึงได้กุมมือทั้งสองข้างของเขาไว้แน่นแล้วพาเดินออกจากห้องพักครู
อูจินได้ฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นใน่เวลาที่ผ่านมาผ่านคำบอกเล่าของแม่ระหว่างนั่งรถประจำทางกลับบ้าน
วันนั้นพ่อของเขาถูกปรากฏการณ์ดันเจี้ยนอุบัติดูดกลืนไประหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกงานแม่บอกว่าพ่อเสียชีวิตหาไม่พบแม้กระทั่งศพเช่นเดียวกับผู้คนนับหมื่นที่ใช้งานรถไฟใต้ดินใน่เวลานั้นแม่จึงต้องดูแลซูอามาเพียงลำพัง
ทั้งสูญเสียเสาหลักของบ้านส่วนลูกชายก็หายสาบสูญ เหตุผลเดียวที่แม่ยอมอดทนมาตลอดก็คือซูอาที่ยังเล็ก
อูจินรับรู้ได้ถึงความเหนื่อยยากของแม่ที่ต้องกลายเป็เสาหลักของครอบครัวที่เดิมทีก็ไม่ได้รํ่ารวยอยู่แล้วเพียงลำพัง
ห้องในอพาร์ตเมนต์ที่เป็ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของครอบครัวกลับมีราคาขี้ปะติ๋วเพราะเหตุดันเจี้ยนอุบัติและงานที่แม่ของเขาซึ่งเป็แม่บ้านมาเกือบทั้งชีวิตจะพอทำได้ในกรุงโซลอันแสนสับสนวุ่นวายนี้ก็มีไม่มากนัก
ซํ้าร้ายเมื่อซูอาล้มป่วยทรัพย์สินของครอบครัวก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วตอนนี้เรียกได้ว่าสถานการณ์ในแต่ละวันค่อนข้างหนักหนาสาหัสทีเดียว
เป็ระยะเวลาห้าปีที่ทรหดอดทนมากจริงๆ
“แค่ลูกยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้วละไม่ต้องห่วงอะไรหรอกนะ แม่น่ะคิดว่าตอนนั้นลูกขึ้นรถไฟใต้ดินไปแล้วด้วยซํ้า”
แค่อูจินยังมีชีวิตอยู่เพียงเท่านั้นแม่ของเขาก็รู้สึกขอบคุณเหลือเกินแล้ว
หลังจากนั่งรถประจำทางมาได้ราวๆ หนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงละแวกบ้านเดิมที่เคยอยู่แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังวิลล่าชานเมืองที่กระจุกตัวกันอยู่ไม่ไกลจากบล็อกที่อาคารสำนักงานใหญ่ของกิลด์แฮมเมอร์
“แม่ไม่ได้ย้ายไปที่ไกลๆ เผื่อว่าสักวันลูกหรือพ่อของลูกอาจจะกลับมาก็ได้”
ถึงแม้การหายสาบสูญที่เกิดขึ้น่ดันเจี้ยนอุบัติแทบไม่ต่างจากการเสียชีวิตแต่แม่ของเขาไม่ยอมละทิ้งความหวัง พอลูกชายกลับมาหลังจากผ่านไปห้าปีแบบนี้เธอจึงรู้สึกเหมือนได้รับการตอบแทนจากสิ่งนั้น
แม่เดินลัดเลาะไปตามตรอกที่คดเคี้ยวพาเขามุ่งหน้าไปยังวิลล่าแห่งหนึ่งห้องที่แม่ของเขาอยู่เป็ห้องเดี่ยวที่มีขนาดเล็กมากๆ แคบกว่าบ้านของแจมินเสียอีก แถมยังมีข้าวของกองพะเนินยิ่งทำให้รู้สึกแคบเข้าไปใหญ่
“รออยู่ที่นี่อย่าไปไหนนะลูกเดี๋ยวแม่ไปรับซูอาที่โรงเรียนอนุบาลก่อน”
แม่ออกจากบ้านไปโดยปล่อยให้อูจินอยู่ในห้องเดี่ยวนี้เพียงลำพังเขามองกล่องมากมายที่วางสุมเต็มห้องแคบๆ ก่อนจะลองเปิดกล่องใบหนึ่งดูด้วยความสงสัย
“อา...”
สิ่งที่อยู่ในกล่องไม่ใช่อะไรเลยแต่เป็ข้าวของเก่า ๆของตัวเขานั่นเองพอลองเปิดกล่องใบอื่นดูก็พบว่าเป็ข้าวของของเขาเหมือนกันทั้งหมด
แน่นอนว่ามีเสื้อผ้าของพ่อกับเขารวมถึงของเล่นที่เขาเคยเล่นตอนที่ยังเด็กมาก ๆ อีกด้วย
เอาข้าวของทั้งหมดจากอพาร์ตเมนต์ที่เคยอาศัยอยู่เมื่อห้าปีก่อนมาเก็บในห้องวันรูมแบบนี้บ้านย่อมแคบลงอย่างช่วยไม่ได้อูจินใจสลายเมื่อพอเข้าใจเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงทิ้งของเหล่านี้ไปไม่ได้
หลังจากนั้นสักพักซูอาก็จูงมือแม่กลับเข้าบ้านมาแล้วเงยหน้ามองอูจินตาแป๋วใบหน้าออกซีดเซียวไปสักหน่อย แต่ก็ยังน่ารักอยู่ดี
ทารกน้อยวัยสองขวบในความทรงจำของอูจินตอนนี้กลายเป็หนูน้อยน่ารักวัยเจ็ดขวบแล้ว
“ซูอานี่พี่ชายของหนูนะ ทักทายสิจ๊ะ”
“พี่ชาย?”
ซูอาจับชายเสื้อของแม่เอาไว้พลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเหมือนระแวดระวังอูจินจึงทำได้เพียงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะก้มลงมองเธอ
“ซูอาจ๊ะหนูไปเล่นกับพี่เขาแป๊บหนึ่งได้ไหม เดี๋ยวแม่ทำข้าวอร่อย ๆให้กินนะจ๊ะ”
“หือ?แม่ไม่ไปที่ร้านอาหารเหรอ”
“จ้ะวันนี้หยุดพักหนึ่งวันน่ะ”
แม่กุลีกุจอเตรียมอาหารให้อย่างอลังการแม้จะเป็แค่มื้อกลางวันก็ตามพอเห็นซูอาจ้องเครื่องเคียงที่เป็เนื้ออย่างตื่นเต้นเขาก็พอเข้าใจได้ว่าปกติคงไม่ได้กินกันบ่อยนัก
อูจินกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยราวกับจะตอบแทนแม่ที่เฝ้ามองเขาด้วยสายตาปลาบปลื้มก่อนจะวางช้อนลงหลังเติมข้าวไปสามถ้วย
การได้มานั่งกินข้าวด้วยกันนั้นถือเป็วิธีที่ดีมากทีเดียวในการลดกำแพงระหว่างกันและกัน
และดูเหมือนซูอาจะปรับตัวได้เร็วทีเดียวเธอเกาะติดอูจินพร้อมเรียก‘พี่จ๋า พี่จ๋า’ ไม่ขาดปาก
ท่าทางที่ดูโหยหาความรักหลังกำแพงที่ขวางกั้นสลายไปแล้วนั้นทำให้อูจินรู้สึกขมขื่นไม่น้อย
“งั้นซูอาไปโรงเรียนอนุบาลแล้วกลับบ้านมาเล่นคนเดียวน่ะเหรอ”
“อื้อแม่เหนื่อยมาก ๆ นี่นา หนูเลยเล่นคนเดียวทุกวัน”
คำพูดแสนน่าเอ็นดูของเด็กเจ็ดขวบทำให้อูจินอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ
“โอ๊ยไม่ต้องหวีผมให้หนู พี่ต้องหวีให้มีมี่สิ”
“อา โอเค”
อูจินหวีผมตุ๊กตาบาร์บี้ชื่อมีมี่ที่ซูอายื่นให้ด้วยหวีขนาดเท่านิ้วมือ
ระหว่างเล่นตุ๊กตาเป็เพื่อนซูอาสายตาของอูจินก็คอยเฝ้ามองแม่ที่กำลังล้างจานอยู่ไปด้วย
ห้าปีที่ไม่ได้เจอกันเขารู้สึกว่าแม่ดูแก่ขึ้นมาก ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเหนื่อยยากมามากขนาดไหน
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะแม่กำลังล้างจานแต่หลังจากกดรับแม่ก็รีบปลีกตัวไปที่ห้องนํ้าเพื่อคุยกับคนที่โทร.มา
“ป้าออกไปแบบนั้นตอนลูกค้ากำลังเยอะได้ยังไงกันรีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลย”
“วันนี้เป็วันสำคัญจริงๆ ค่ะ ขอใช้วันหยุดไม่ได้เหรอคะ”
“เดี๋ยวนะป้าคนนี้นี่ ร้านอาหารเล็ก ๆแบบนี้มีวันหยุดที่ไหนกันล่ะปกติก็เอาแต่ขาดงานแล้วอ้างว่าลูกสาวป่วยอยู่เรื่อยถ้าไม่อยากถูกไล่ออกก็รีบกลับมาที่ร้านเดี๋ยวนี้เลย!”
ประสาทการได้ยินของอูจินดีกว่าคนปกติไม่รู้ตั้งกี่เท่าดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่เขาจะได้ยินเสียงกระซิบกระซาบคุยโทรศัพท์แบบนั้น
พอเข้าใจสถานการณ์อย่างคร่าวๆ อูจินก็รู้สึกหนักอึ้งในอกราวกับมีหินถ่วง
แม่ที่เดินออกมาจากห้องนํ้ารีบล้างจานต่อให้เสร็จแล้วหันมาพูดกับอูจินและซูอาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ซูอาจ๊ะแม่ขอโทษนะ หนูเล่นกับพี่เขาก่อนได้ไหมจ๊ะ”
“อื้อไม่เป็ไร หนูเล่นกับพี่ชายก็ได้”
ทั้งที่น่าจะจำเื่เมื่อก่อนไม่ได้เลยแท้ๆ แต่ซูอาที่ติดพี่ชายแจหลังจากเพิ่งเจอกันได้ไม่กี่ชั่วโมงนั้นน่ารักมากจริง ๆ
“อูจินขอโทษทีนะ ทำยังไงดีล่ะ”
อูจินส่งยิ้มกว้างให้เธอ
“ไม่เป็ไรครับไปเถอะครับ”
“โอเคจ้ะเดี๋ยวแม่รีบไปรีบกลับนะ”
ทันทีที่แม่ออกไปจนเหลือกันแค่สองคนนํ้าตาที่ซูอากลั้นเอาไว้ก็ร่วงผล็อย
“ฮึยุ่งทุกวันเลย ซูอาอยู่คนเดียวทุกวันเลยอะ”
อูจินใตาโตเมื่อเห็นซูอาทำท่าจะร้องไห้
“ไม่เป็ไรนะพี่ชายอยู่นี่แล้วไง”
“เชอะมาเป็พี่เค้าั้แ่เมื่อไหร่”
“ฮ่า ๆนี่พี่ชายจริง ๆ นะ เธอจำตอนเด็ก ๆ ไม่ได้เหรอฉันอุตส่าห์เป็คนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เลยนะ”
“ตอนนี้หนูไม่ฉี่ราดแล้วนะ!”
อูจินเล่นกับซูอาที่กำลังโวยวายเพื่อปลอบใจเธอและเมื่อเห็นว่าแม่ที่เขาคิดว่าน่าจะกลับบ้านตอนเย็นยังไม่กลับมาเสียทีอูจินจึงลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง
ที่ดาวอาร์เฟนการรอนแรมตามที่ต่าง ๆ ถือเป็เื่ปกติ ดังนั้นอูจินจึงคุ้นเคยกับการทำอาหารดีเขาลองเปิดตู้เย็นดูก็พบว่ายังพอมีวัตถุดิบที่ซื้อมาจากตลาดก่อนหน้านี้เหลืออยู่บ้าง
อูจินทำข้าวผัดผักกับเมนูไข่ง่ายๆ แล้วแบ่งกันกินกับซูอา กว่าแม่จะกลับเข้าบ้านมาก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่มแล้ว
“ขอโทษนะจ๊ะแม่มาช้ามากเลยใช่ไหม กินข้าวกันหรือยัง อูจินพรุ่งนี้ลูกต้องไปซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้ก่อนเลยนะ”
ดูเหมือนว่าแม่จะรู้สึกกระวนกระวายและอึดอัดไม่น้อยที่ไม่สามารถติดต่อกับอูจินได้
หลังจากเอาที่นอนออกมาปูในห้องเดี่ยวแคบๆ แล้วล้มตัวลงนอนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันแคบเสียจนพลิกตัวยังไม่ได้แม้ว่าซูอาจะผล็อยหลับไปแล้วอย่างรวดเร็วแต่ทั้งแม่ทั้งอูจินกลับไม่สามารถนอนหลับได้ง่ายดายอย่างนั้น
“แม่ดีใจที่ลูกกลับมา”
แม่พูดอย่างนั้นซํ้าไปซํ้ามาอูจินไม่อาจข่มตาหลับ เขานอนลืมตาค้างอยู่อย่างนั้นทั้งคืน
ต้องไม่ใช่แบบนี้สิ
อูจินรู้สึกอึดอัดราวกับถูกอาคารทั้งหลังถล่มทับเมื่อถึงวันรุ่งขึ้นเช้าอันวุ่นวายก็มาเยือนเพราะซูอาต้องไปโรงเรียนอนุบาลส่วนแม่ก็ต้องรีบเตรียมตัวไปทำงานด้วยเช่นกัน
“อูจินวันนี้ลูกไปทำบัตรประชาชนใบใหม่ที่สำนักงานเขตนะเดี๋ยวแม่เลิกงานแล้วเราค่อยไปดูโทรศัพท์มือถือด้วยกัน ลูกอย่าออกไปไหนล่ะถ้าหิวก็ต้มรามยอนกินไปก่อน ไม่สิ ถ้าหิวก็ไปกินข้าวที่ร้านข้างหน้า ชื่อร้านซึงมีอยู่ตรงหน้ามาร์ตน่ะ”
“ครับไม่ต้องห่วงผมหรอก ไปดีมาดีนะครับ”
หลังทุกคนออกไปกันหมดจนเหลืออูจินเพียงคนเดียวเขาก็รู้สึกสงบลงทันที
มีเื่ต้องทำเยอะแยะเลย
ต้องไปยกเลิกการแจ้งบุคคลสูญหายแถมยังต้องไปที่สำนักงานเขตเพื่อทำบัตรประชาชนใบใหม่อีก
เขาถูกอัญเชิญไปตอนอยู่ชั้นม.ปลายปีสามจึงยังเรียนไม่จบ ดังนั้นต้องไปสอบเทียบวุฒิการศึกษาเขาไม่คิดจะใช้ชีวิตเป็คนว่างงานอยู่แล้วจึงต้องหางานทำด้วย
ต้องหาเงิน
แม่ที่ต้องทำงานตัวเป็เกลียวก็เื่หนึ่งแต่ซูอาที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวทุกวันก็น่าสงสารเช่นกันตอนนี้ตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวตกเป็ของเขาแล้วเขาจะต้องยกระดับความเป็อยู่ของครอบครัวให้ได้
ต้องหาเงินให้ได้เยอะ ๆ
ให้กลับไปเรียนอีกครั้งก็ได้หรือจะให้ไปทำงานพาร์ตไทม์เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้และแล้วอูจินก็คิดวิธีที่จะหาเงินให้ได้มากและรวดเร็วออก
เขารู้สึกขึ้นมาว่านี่ราวกับชะตาลิขิตเอาไว้ไม่สิ เหมือนมีปีศาจกวักมือเรียกเขาเข้าไปสู่สิ่งนี้มากกว่า
ผู้ปลุกพลัง
อูจินมองธนบัตรหมื่นวอนยับย่นสามใบที่แม่ให้ไว้แล้วตั้งสติเขาหยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่แม่เก็บไว้ในกล่องออกมาใส่แล้วออกจากบ้านไป
พอได้รับบัตรประชาชนใหม่และไปยกเลิกการแจ้งบุคคลสูญหายเรียบร้อยแล้วก็แวะธนาคารเพื่อเปิดบัญชีของตัวเองจากนั้นไปที่ร้านขายโทรศัพท์และซื้อโทรศัพท์มือถือมาเครื่องหนึ่ง
“นี่เป็สินค้าที่ขายดีที่สุดใน่นี้เลยนะครับคุณลูกค้ารุ่นนี้ทนทานเป็พิเศษ เป็รุ่นที่พวกผู้ปลุกพลังนิยมใช้กันด้วยนะครับ”
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ซื้อมาตามคำแนะนำของพนักงานขายกดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของแม่แล้วจึงส่งข้อความไปหา
[ผมมีน้องที่รู้จักกันคนหนึ่งอาศัยอยู่แถวบ้านเลยว่าจะไปอยู่ที่นั่นสักพักเพื่อเตรียมตัวสอบเทียบครับ]
แม่โทร.กลับมาทันทีที่ได้รับข้อความจากอูจินเขาจึงต้องคุยโทรศัพท์อยู่พักหนึ่งเพื่อให้แม่คลายกังวลด้วยความที่สภาพบ้านในตอนนี้ไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือทำให้แม่ต้องจำใจอนุญาตอย่างช่วยไม่ได้
“เฮ้อถึงจะรู้สึกผิดก็เถอะ แต่ไว้ค่อยตอบแทนทีหลังก็ได้นี่นะ”
บ้านของแจมินไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านของอูจินมากนักอยู่ในระยะที่สามารถเดินไปได้จึงเหมาะที่สุดที่จะไปอาศัยอยู่สักระยะจนกว่าจะหาบ้านที่ใหญ่กว่านี้ได้
อูจินคลี่เศษกระดาษยับย่นออกก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ของแจมินเสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีหลังกดปุ่มโทร.ออกไม่นานก็มีคนรับสาย
“ครับบริษัทแรงงานดงจิน พัคฮวีโซพูดครับ”
เสียงแหบห้าวที่ได้ยินทำให้อูจินใคิดว่าอาจจะกดเบอร์ผิดแต่พอหยิบกระดาษขึ้นมาเทียบก็เห็นว่าเป็เบอร์เดียวกัน
“ฮัลโหลโทร.มาก็พูดสิครับ”
“ไม่ใช่แจมินเหรอ”
“ไม่ใช่ครับ”
อูจินเดาะปากพลางมองโทรศัพท์ในมือหลังอีกฝ่ายทำเสียงหงุดหงิดใส่แล้วตัดสายทิ้งไป
“เฮอะอะไรเนี่ย หมอนี่ตัดหางฉันงั้นเหรอ”
อูจินยกมือขึ้นนวดขมับ