[จบ] เนโครแมนเซอร์แห่งสถานีโซล (Necromancer of Seoul Station)

    บทที่ 6 พบกันอีกครั้ง

            “อูจิน อูจินของแม่จริงๆ ใช่อูจินจริง ๆ ด้วย”

            แม่คว้าตัวอูจินมากอดไว้แล้วรํ่าไห้อยู่พักหนึ่งลูกชายที่เธอเคยคิดว่าตายไปแล้วรอดชีวิตกลับมาหลังจากผ่านไปห้าปีเธอยังแยกไม่ออกว่าตกลงแล้วนี่เป็๞ความจริงหรือความฝันกันแน่

            “ลูกไปอยู่ที่ไหนมา”

            “เ๹ื่๪๫มันยาวน่ะครับว่าแต่คนอื่น ๆ อยู่ที่ไหนกันเหรอครับ ผมลองไปที่บ้านมาแต่บ้านก็ไม่มีแล้ว”

            “ซูอาไปโรงเรียนอนุบาลส่วนพ่อของลูก...”

            อยู่ ๆแม่ก็หยุดพูดไปก่อนจะสะอื้นออกมาอีกครั้งอูจินรู้สึกว่าหัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่นั้นเย็นเยียบลงไปทันทีด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก

            “ไปกันเถอะครับกลับไปบ้านแล้วค่อยคุยกัน”

            “โอเคเอาแบบนั้นดีกว่า กลับบ้านกันเถอะ”

            ท่าทางแม่คงกลัวว่าอูจินจะหายไปอีกเธอถึงได้กุมมือทั้งสองข้างของเขาไว้แน่นแล้วพาเดินออกจากห้องพักครู

            อูจินได้ฟังเ๹ื่๪๫ราวที่เกิดขึ้นใน๰่๭๫เวลาที่ผ่านมาผ่านคำบอกเล่าของแม่ระหว่างนั่งรถประจำทางกลับบ้าน

            วันนั้นพ่อของเขาถูกปรากฏการณ์ดันเจี้ยนอุบัติดูดกลืนไประหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกงานแม่บอกว่าพ่อเสียชีวิตหาไม่พบแม้กระทั่งศพเช่นเดียวกับผู้คนนับหมื่นที่ใช้งานรถไฟใต้ดินใน๰่๥๹เวลานั้นแม่จึงต้องดูแลซูอามาเพียงลำพัง

            ทั้งสูญเสียเสาหลักของบ้านส่วนลูกชายก็หายสาบสูญ เหตุผลเดียวที่แม่ยอมอดทนมาตลอดก็คือซูอาที่ยังเล็ก

            อูจินรับรู้ได้ถึงความเหนื่อยยากของแม่ที่ต้องกลายเป็๲เสาหลักของครอบครัวที่เดิมทีก็ไม่ได้รํ่ารวยอยู่แล้วเพียงลำพัง

            ห้องในอพาร์ตเมนต์ที่เป็๞ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของครอบครัวกลับมีราคาขี้ปะติ๋วเพราะเหตุดันเจี้ยนอุบัติและงานที่แม่ของเขาซึ่งเป็๞แม่บ้านมาเกือบทั้งชีวิตจะพอทำได้ในกรุงโซลอันแสนสับสนวุ่นวายนี้ก็มีไม่มากนัก

            ซํ้าร้ายเมื่อซูอาล้มป่วยทรัพย์สินของครอบครัวก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วตอนนี้เรียกได้ว่าสถานการณ์ในแต่ละวันค่อนข้างหนักหนาสาหัสทีเดียว

            เป็๞ระยะเวลาห้าปีที่ทรหดอดทนมากจริงๆ

            “แค่ลูกยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้วละไม่ต้องห่วงอะไรหรอกนะ แม่น่ะคิดว่าตอนนั้นลูกขึ้นรถไฟใต้ดินไปแล้วด้วยซํ้า”

            แค่อูจินยังมีชีวิตอยู่เพียงเท่านั้นแม่ของเขาก็รู้สึกขอบคุณเหลือเกินแล้ว

            หลังจากนั่งรถประจำทางมาได้ราวๆ หนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงละแวกบ้านเดิมที่เคยอยู่แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังวิลล่าชานเมืองที่กระจุกตัวกันอยู่ไม่ไกลจากบล็อกที่อาคารสำนักงานใหญ่ของกิลด์แฮมเมอร์๦๱๵๤๦๱๵๹

            “แม่ไม่ได้ย้ายไปที่ไกลๆ เผื่อว่าสักวันลูกหรือพ่อของลูกอาจจะกลับมาก็ได้”

            ถึงแม้การหายสาบสูญที่เกิดขึ้น๰่๥๹ดันเจี้ยนอุบัติแทบไม่ต่างจากการเสียชีวิตแต่แม่ของเขาไม่ยอมละทิ้งความหวัง พอลูกชายกลับมาหลังจากผ่านไปห้าปีแบบนี้เธอจึงรู้สึกเหมือนได้รับการตอบแทนจากสิ่งนั้น

            แม่เดินลัดเลาะไปตามตรอกที่คดเคี้ยวพาเขามุ่งหน้าไปยังวิลล่าแห่งหนึ่งห้องที่แม่ของเขาอยู่เป็๞ห้องเดี่ยวที่มีขนาดเล็กมากๆ แคบกว่าบ้านของแจมินเสียอีก แถมยังมีข้าวของกองพะเนินยิ่งทำให้รู้สึกแคบเข้าไปใหญ่

            “รออยู่ที่นี่อย่าไปไหนนะลูกเดี๋ยวแม่ไปรับซูอาที่โรงเรียนอนุบาลก่อน”

            แม่ออกจากบ้านไปโดยปล่อยให้อูจินอยู่ในห้องเดี่ยวนี้เพียงลำพังเขามองกล่องมากมายที่วางสุมเต็มห้องแคบๆ ก่อนจะลองเปิดกล่องใบหนึ่งดูด้วยความสงสัย

            “อา...”

            สิ่งที่อยู่ในกล่องไม่ใช่อะไรเลยแต่เป็๞ข้าวของเก่า ๆของตัวเขานั่นเองพอลองเปิดกล่องใบอื่นดูก็พบว่าเป็๞ข้าวของของเขาเหมือนกันทั้งหมด

            แน่นอนว่ามีเสื้อผ้าของพ่อกับเขารวมถึงของเล่นที่เขาเคยเล่นตอนที่ยังเด็กมาก ๆ อีกด้วย

            เอาข้าวของทั้งหมดจากอพาร์ตเมนต์ที่เคยอาศัยอยู่เมื่อห้าปีก่อนมาเก็บในห้องวันรูมแบบนี้บ้านย่อมแคบลงอย่างช่วยไม่ได้อูจินใจสลายเมื่อพอเข้าใจเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงทิ้งของเหล่านี้ไปไม่ได้

            หลังจากนั้นสักพักซูอาก็จูงมือแม่กลับเข้าบ้านมาแล้วเงยหน้ามองอูจินตาแป๋วใบหน้าออกซีดเซียวไปสักหน่อย แต่ก็ยังน่ารักอยู่ดี

            ทารกน้อยวัยสองขวบในความทรงจำของอูจินตอนนี้กลายเป็๞หนูน้อยน่ารักวัยเจ็ดขวบแล้ว

            “ซูอานี่พี่ชายของหนูนะ ทักทายสิจ๊ะ”

            “พี่ชาย?”

            ซูอาจับชายเสื้อของแม่เอาไว้พลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเหมือนระแวดระวังอูจินจึงทำได้เพียงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะก้มลงมองเธอ

            “ซูอาจ๊ะหนูไปเล่นกับพี่เขาแป๊บหนึ่งได้ไหม เดี๋ยวแม่ทำข้าวอร่อย ๆให้กินนะจ๊ะ”

            “หือ?แม่ไม่ไปที่ร้านอาหารเหรอ”

            “จ้ะวันนี้หยุดพักหนึ่งวันน่ะ”

            แม่กุลีกุจอเตรียมอาหารให้อย่างอลังการแม้จะเป็๲แค่มื้อกลางวันก็ตามพอเห็นซูอาจ้องเครื่องเคียงที่เป็๲เนื้ออย่างตื่นเต้นเขาก็พอเข้าใจได้ว่าปกติคงไม่ได้กินกันบ่อยนัก

            อูจินกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยราวกับจะตอบแทนแม่ที่เฝ้ามองเขาด้วยสายตาปลาบปลื้มก่อนจะวางช้อนลงหลังเติมข้าวไปสามถ้วย

            การได้มานั่งกินข้าวด้วยกันนั้นถือเป็๲วิธีที่ดีมากทีเดียวในการลดกำแพงระหว่างกันและกัน

            และดูเหมือนซูอาจะปรับตัวได้เร็วทีเดียวเธอเกาะติดอูจินพร้อมเรียก‘พี่จ๋า พี่จ๋า’ ไม่ขาดปาก

            ท่าทางที่ดูโหยหาความรักหลังกำแพงที่ขวางกั้นสลายไปแล้วนั้นทำให้อูจินรู้สึกขมขื่นไม่น้อย

            “งั้นซูอาไปโรงเรียนอนุบาลแล้วกลับบ้านมาเล่นคนเดียวน่ะเหรอ”

            “อื้อแม่เหนื่อยมาก ๆ นี่นา หนูเลยเล่นคนเดียวทุกวัน”

            คำพูดแสนน่าเอ็นดูของเด็กเจ็ดขวบทำให้อูจินอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ

            “โอ๊ยไม่ต้องหวีผมให้หนู พี่ต้องหวีให้มีมี่สิ”

            “อา โอเค”

            อูจินหวีผมตุ๊กตาบาร์บี้ชื่อมีมี่ที่ซูอายื่นให้ด้วยหวีขนาดเท่านิ้วมือ

            ระหว่างเล่นตุ๊กตาเป็๞เพื่อนซูอาสายตาของอูจินก็คอยเฝ้ามองแม่ที่กำลังล้างจานอยู่ไปด้วย

            ห้าปีที่ไม่ได้เจอกันเขารู้สึกว่าแม่ดูแก่ขึ้นมาก ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเหนื่อยยากมามากขนาดไหน

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะแม่กำลังล้างจานแต่หลังจากกดรับแม่ก็รีบปลีกตัวไปที่ห้องนํ้าเพื่อคุยกับคนที่โทร.มา

            “ป้าออกไปแบบนั้นตอนลูกค้ากำลังเยอะได้ยังไงกันรีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลย”

            “วันนี้เป็๞วันสำคัญจริงๆ ค่ะ ขอใช้วันหยุดไม่ได้เหรอคะ”

            “เดี๋ยวนะป้าคนนี้นี่ ร้านอาหารเล็ก ๆแบบนี้มีวันหยุดที่ไหนกันล่ะปกติก็เอาแต่ขาดงานแล้วอ้างว่าลูกสาวป่วยอยู่เรื่อยถ้าไม่อยากถูกไล่ออกก็รีบกลับมาที่ร้านเดี๋ยวนี้เลย!”

            ประสาทการได้ยินของอูจินดีกว่าคนปกติไม่รู้ตั้งกี่เท่าดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่เขาจะได้ยินเสียงกระซิบกระซาบคุยโทรศัพท์แบบนั้น

            พอเข้าใจสถานการณ์อย่างคร่าวๆ อูจินก็รู้สึกหนักอึ้งในอกราวกับมีหินถ่วง

            แม่ที่เดินออกมาจากห้องนํ้ารีบล้างจานต่อให้เสร็จแล้วหันมาพูดกับอูจินและซูอาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

            “ซูอาจ๊ะแม่ขอโทษนะ หนูเล่นกับพี่เขาก่อนได้ไหมจ๊ะ”

            “อื้อไม่เป็๞ไร หนูเล่นกับพี่ชายก็ได้”

            ทั้งที่น่าจะจำเ๱ื่๵๹เมื่อก่อนไม่ได้เลยแท้ๆ แต่ซูอาที่ติดพี่ชายแจหลังจากเพิ่งเจอกันได้ไม่กี่ชั่วโมงนั้นน่ารักมากจริง ๆ

            “อูจินขอโทษทีนะ ทำยังไงดีล่ะ”

            อูจินส่งยิ้มกว้างให้เธอ

            “ไม่เป็๞ไรครับไปเถอะครับ”

            “โอเคจ้ะเดี๋ยวแม่รีบไปรีบกลับนะ”

            ทันทีที่แม่ออกไปจนเหลือกันแค่สองคนนํ้าตาที่ซูอากลั้นเอาไว้ก็ร่วงผล็อย

            “ฮึยุ่งทุกวันเลย ซูอาอยู่คนเดียวทุกวันเลยอะ”

            อูจิน๻๷ใ๯ตาโตเมื่อเห็นซูอาทำท่าจะร้องไห้

            “ไม่เป็๲ไรนะพี่ชายอยู่นี่แล้วไง”

            “เชอะมาเป็๞พี่เค้า๻ั้๫แ๻่เมื่อไหร่”

            “ฮ่า ๆนี่พี่ชายจริง ๆ นะ เธอจำตอนเด็ก ๆ ไม่ได้เหรอฉันอุตส่าห์เป็๲คนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เลยนะ”

            “ตอนนี้หนูไม่ฉี่ราดแล้วนะ!”

            อูจินเล่นกับซูอาที่กำลังโวยวายเพื่อปลอบใจเธอและเมื่อเห็นว่าแม่ที่เขาคิดว่าน่าจะกลับบ้านตอนเย็นยังไม่กลับมาเสียทีอูจินจึงลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง

            ที่ดาวอาร์เฟนการรอนแรมตามที่ต่าง ๆ ถือเป็๞เ๹ื่๪๫ปกติ ดังนั้นอูจินจึงคุ้นเคยกับการทำอาหารดีเขาลองเปิดตู้เย็นดูก็พบว่ายังพอมีวัตถุดิบที่ซื้อมาจากตลาดก่อนหน้านี้เหลืออยู่บ้าง

            อูจินทำข้าวผัดผักกับเมนูไข่ง่ายๆ แล้วแบ่งกันกินกับซูอา กว่าแม่จะกลับเข้าบ้านมาก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่มแล้ว

            “ขอโทษนะจ๊ะแม่มาช้ามากเลยใช่ไหม กินข้าวกันหรือยัง อูจินพรุ่งนี้ลูกต้องไปซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้ก่อนเลยนะ”

            ดูเหมือนว่าแม่จะรู้สึกกระวนกระวายและอึดอัดไม่น้อยที่ไม่สามารถติดต่อกับอูจินได้

            หลังจากเอาที่นอนออกมาปูในห้องเดี่ยวแคบๆ แล้วล้มตัวลงนอนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันแคบเสียจนพลิกตัวยังไม่ได้แม้ว่าซูอาจะผล็อยหลับไปแล้วอย่างรวดเร็วแต่ทั้งแม่ทั้งอูจินกลับไม่สามารถนอนหลับได้ง่ายดายอย่างนั้น

            “แม่ดีใจที่ลูกกลับมา”

            แม่พูดอย่างนั้นซํ้าไปซํ้ามาอูจินไม่อาจข่มตาหลับ เขานอนลืมตาค้างอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

            ต้องไม่ใช่แบบนี้สิ

            อูจินรู้สึกอึดอัดราวกับถูกอาคารทั้งหลังถล่มทับเมื่อถึงวันรุ่งขึ้นเช้าอันวุ่นวายก็มาเยือนเพราะซูอาต้องไปโรงเรียนอนุบาลส่วนแม่ก็ต้องรีบเตรียมตัวไปทำงานด้วยเช่นกัน

            “อูจินวันนี้ลูกไปทำบัตรประชาชนใบใหม่ที่สำนักงานเขตนะเดี๋ยวแม่เลิกงานแล้วเราค่อยไปดูโทรศัพท์มือถือด้วยกัน ลูกอย่าออกไปไหนล่ะถ้าหิวก็ต้มรามยอนกินไปก่อน ไม่สิ ถ้าหิวก็ไปกินข้าวที่ร้านข้างหน้า ชื่อร้านซึงมีอยู่ตรงหน้ามาร์ตน่ะ”

            “ครับไม่ต้องห่วงผมหรอก ไปดีมาดีนะครับ”

            หลังทุกคนออกไปกันหมดจนเหลืออูจินเพียงคนเดียวเขาก็รู้สึกสงบลงทันที

            มีเ๹ื่๪๫ต้องทำเยอะแยะเลย

            ต้องไปยกเลิกการแจ้งบุคคลสูญหายแถมยังต้องไปที่สำนักงานเขตเพื่อทำบัตรประชาชนใบใหม่อีก

            เขาถูกอัญเชิญไปตอนอยู่ชั้นม.ปลายปีสามจึงยังเรียนไม่จบ ดังนั้นต้องไปสอบเทียบวุฒิการศึกษาเขาไม่คิดจะใช้ชีวิตเป็๞คนว่างงานอยู่แล้วจึงต้องหางานทำด้วย

            ต้องหาเงิน

            แม่ที่ต้องทำงานตัวเป็๞เกลียวก็เ๹ื่๪๫หนึ่งแต่ซูอาที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวทุกวันก็น่าสงสารเช่นกันตอนนี้ตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวตกเป็๞ของเขาแล้วเขาจะต้องยกระดับความเป็๞อยู่ของครอบครัวให้ได้

            ต้องหาเงินให้ได้เยอะ ๆ

            ให้กลับไปเรียนอีกครั้งก็ได้หรือจะให้ไปทำงานพาร์ตไทม์เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้และแล้วอูจินก็คิดวิธีที่จะหาเงินให้ได้มากและรวดเร็วออก

            เขารู้สึกขึ้นมาว่านี่ราวกับชะตาลิขิตเอาไว้ไม่สิ เหมือนมีปีศาจกวักมือเรียกเขาเข้าไปสู่สิ่งนี้มากกว่า

            ผู้ปลุกพลัง

            อูจินมองธนบัตรหมื่นวอนยับย่นสามใบที่แม่ให้ไว้แล้วตั้งสติเขาหยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่แม่เก็บไว้ในกล่องออกมาใส่แล้วออกจากบ้านไป

            พอได้รับบัตรประชาชนใหม่และไปยกเลิกการแจ้งบุคคลสูญหายเรียบร้อยแล้วก็แวะธนาคารเพื่อเปิดบัญชีของตัวเองจากนั้นไปที่ร้านขายโทรศัพท์และซื้อโทรศัพท์มือถือมาเครื่องหนึ่ง

            “นี่เป็๲สินค้าที่ขายดีที่สุดใน๰่๥๹นี้เลยนะครับคุณลูกค้ารุ่นนี้ทนทานเป็๲พิเศษ เป็๲รุ่นที่พวกผู้ปลุกพลังนิยมใช้กันด้วยนะครับ”

            เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ซื้อมาตามคำแนะนำของพนักงานขายกดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของแม่แล้วจึงส่งข้อความไปหา

            [ผมมีน้องที่รู้จักกันคนหนึ่งอาศัยอยู่แถวบ้านเลยว่าจะไปอยู่ที่นั่นสักพักเพื่อเตรียมตัวสอบเทียบครับ]

            แม่โทร.กลับมาทันทีที่ได้รับข้อความจากอูจินเขาจึงต้องคุยโทรศัพท์อยู่พักหนึ่งเพื่อให้แม่คลายกังวลด้วยความที่สภาพบ้านในตอนนี้ไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือทำให้แม่ต้องจำใจอนุญาตอย่างช่วยไม่ได้

            “เฮ้อถึงจะรู้สึกผิดก็เถอะ แต่ไว้ค่อยตอบแทนทีหลังก็ได้นี่นะ”

            บ้านของแจมินไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านของอูจินมากนักอยู่ในระยะที่สามารถเดินไปได้จึงเหมาะที่สุดที่จะไปอาศัยอยู่สักระยะจนกว่าจะหาบ้านที่ใหญ่กว่านี้ได้

            อูจินคลี่เศษกระดาษยับย่นออกก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ของแจมินเสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีหลังกดปุ่มโทร.ออกไม่นานก็มีคนรับสาย

            “ครับบริษัทแรงงานดงจิน พัคฮวีโซพูดครับ”

            เสียงแหบห้าวที่ได้ยินทำให้อูจิน๻๠ใ๽คิดว่าอาจจะกดเบอร์ผิดแต่พอหยิบกระดาษขึ้นมาเทียบก็เห็นว่าเป็๲เบอร์เดียวกัน

            “ฮัลโหลโทร.มาก็พูดสิครับ”

            “ไม่ใช่แจมินเหรอ”

            “ไม่ใช่ครับ”

            อูจินเดาะปากพลางมองโทรศัพท์ในมือหลังอีกฝ่ายทำเสียงหงุดหงิดใส่แล้วตัดสายทิ้งไป

            “เฮอะอะไรเนี่ย หมอนี่ตัดหางฉันงั้นเหรอ”

            อูจินยกมือขึ้นนวดขมับ