Chapter 20
เสียงะโของอิกซ์ดังขึ้นเเทนที่เสียงนาฬิกาปลุกเหมือนทุกวัน
ภายในห้องนอนสไตล์มินิมอลผสมคลาสติกเตียงนอนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สีเทาเรียบ ใกล้ๆมีหน้าต่างที่ทีม่านสีขุ่นบังไว้ตรงกันข้ามมีตู้หนังสือสีน้ำตาลไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายเเนววางเรียงกันเป็ระเบียบใกล้ๆมีโต๊ะหนังสือซึ่งไปค่อยจะเป็ระเบียบเรียบร้อยสักเท่าไหร่เพราะเขาพึ่งใช้งานไปเมื่อคืนพร้อมกับโน้ตบุ้คที่กำลังรอคอยให้ไมเคิลมาชาร์ตเเบตซึ่งตอนนี้สัญลักษณ์ตรงมุมล่างขวากำลังกะพริบเเสงสีเเดงอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อได้ยินเสียงของอิกซ์ไมเคิลก็ตื่นขึ้นอย่างงัวเงียก่อนจะเอื้อมไปจับร่างของอิกซ์มาถือไว้เบื้องหน้าราวกับคว้าลูกเทนนิส เพราะสัญชาติญาณจากการทำเป็ประจำทำให้คว้าตัวอย่างไม่พลาดเป้าด้วยความเคยชิน
"โอ้ยหยุดร้องได้เเล้วน่า ยังเช้าอยู่เลยนะ"
"เช้าก็บ้าเเล้ว นี่มันจะสายเเล้วนะ"
"สายอะไรเล่าก็นาฬิกายังไม่ปลุกเล... "
ไมเคิลตอบกลับอย่างงัวเงียเเล้วหันไปมองนาฬิกาเเต่เมื่อหันไปกลับไม่พบเเละเมื่อเลื่อนสายตาไปอีกนิดก็พบว่านาฬิกาดิจิตอลทรงสี่เหลี่ยมขอบมนของเขาที่ควรจะต้องส่งเสียงปลุกทุกเช้ากลับลงไปนอนเเอ้งเเม้งกับพื้น
ในตอนนั้นไมเคิลได้หน้าเสียไปหนึ่งจังหวะเเละปล่อยอิกซ์ออกจากมือโดยไม่รู้ตัว สองมือทำไปโดยสัญชาติญานณเขาจับผ้าห่มผืนใหญ่พับด้วยเวลาเพียงเสี้ยววิเเละหยิบนาฬิกาขึ้นมาเปิดดูเวลาในตอนนี้ด้วยความกังวล
ถึงตอนนั้นใบหน้าของไมเคิลก็ถอดสียิ่งกว่าเก่า
8.34
เลขเพียงสามตัวเเต่กลับเเสดงความหมายออกมาในตอนนั้นมากมาย
เเปดโมงสามสิบสี่นาที
เขากำลังสายเเล้ว!!!
เเละสายมากด้วยถ้ายังไม่รีบไปจัดการเื่ของตัวเองให้เรียบร้อยโชคดีที่อิกซ์รู้งานมันจึงทำตัวว่านอนสอนง่ายใน่เวลาเร่งรีบของไมเคิลโดยการนั่งอยู่บนเตียงนิ่งๆไม่ต่อล้อต่อเถียง จนเมื่อเอ่ยปากชมก็ได้รู้ว่ามันเเค่หวังข้าวเช้าเท่านั้นเอง นับเเต่ตอนนั้นเสียงชมก็เปลี่ยนเป็คำว่าตะกละไปเเล้ว
"ทำไมนายไม่เรียกให้มันเร็วกว่านี้เล่า!!"
ไมเคิลกล่าวประโยคที่คุ้นเคยซึ่งมักจะเอ่ยออกมาจากปากของคนตื่นสายซึ่งนั่นก็คือการโทษคนปลุกระหว่างที่กำลังวิ่งสี่คูณร้อยเข้าไปอาบน้ำเเละกวาดของลงใส่กระเป๋านักเรียน
"เราก็พึ่งตื่นเหมือนเ้านั่นเเหละเเค่ตื่นก่อนเเปปเดียว… ปลุกเ้าทันก่อนเก้าโมงก็ดีขนาดไหนเเล้วเเละทำไมนาฬิกาถึงได้ตกอย่างนั้นเล่า ผิดที่เ้านั่นเเหละไม่ดู"
"ใครจะไปรู้ล่ะว่านาฬิกามันจะล้มนายออกไปรอก่อนเลยไป ขอฉันจัดของในกระเป๋าเเปปนึง"
ไมเคิลบอกเเล้วเอามือตบๆไอเเพดเเละของกระจุกกระจิกในกระเป๋าอย่างรีบลนโดยระหว่างนั้นก็ใช้มือเก็บของชิ้นเล็กใส่ช่องที่มีขนาดพอดีกันในกระเป๋าไปด้วย
ถ้าหากถามว่าทำไมนาฬิกาของไมเคิลถึงตกอยู่บนพื้นก็คงต้องพูดตั้งเเต่ตอนที่ไมเคิลกับอิกซ์เห็นพ้องต้องกันว่าวันนี้นอนพักคงไม่เสียหายอะไร
เป็เหตุการณ์สั้นๆอันเกิดจากการล้มตัวลงนอนของ ไมเคิล หลังจากการฝึกซ้อมอย่างหนักมือที่ควรจะเหวี่ยงเป็พาราโบลาลงหมอนอย่างพอดิบดีกลับปัดนาฬิกาจนนอนเเอ้ง เเม้งไปอยู่กับพื้นตามปกติไมเคิลควรจะรู้ตัวจากเสียงนาฬิกาตกเเต่เมื่อง่วงเขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเเล้วเเถมตอนตกพื้นก็กระเเทกไปโดนปุ่มปิดเเจ้งปลุกอีกต่างหากเพราะอย่างนั้นจึงไม่มีอะไรปลุกไมเคิลขึ้นมาจากภวังค์เเบบวันนี้ เเม้เขาจะตื่นเองได้เเต่เมื่อวานก็เกิดเื่ขึ้นหลายอย่าง เลยทำให้ตื่นสายเกินกว่าที่ควรจะเป็ไป
ไมเคิลรีบลงมาจากห้องนอนทันทีเสียงฝ่าเท้ากะเเทกขั้นบันไดตามจังหวะการสับขาซึ่งเป็เสียงที่เร็วเเละเบาที่สุดไม่นานนักมาถึงห้องครัวซึ่งห่างจากบันไดเพียงเเค่ไม่กี่ก้าวไมเคิลวางกระเป๋าไว้ที่บันไดจุดเดิม ที่เดียวกับเมื่อวานเเล้วเร่งเดินเข้าไปทักทายซาร่าทันที
"อรุณสวัสดิ์ครับคุณเเม่"
"อ้าวตื่นเเล้วเหรอ ทานข้าวหน่อยไหมจ้ะ"
ซาร่าพูดตอบหลังจากหันมาเเละยิ้มให้เเต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา
"ไม่เป็ไรครับวันนี้ผมน่าจะไม่ทันเเล้วเเล้วลิซ่าล่ะ เธอคงไม่ได้ออกไปโรงเรียนเเล้วใช่ไหม"
"น้องเริ่มเรียนสิบโมงน่ะวันนี้กลุ่มผู้ปกครองของลิซ่าเเจ้งมา ตอนนี้น้องน่าจะเเต่งตัวอยู่"
"เเต่ของผมไม่มีเเจ้งงั้นคงต้องไปเเล้วล่ะครับ จะสายเเล้ว ขอบคุณสำหรับข้าวกล่อง"
ไมเคิลพูดอย่างเร่งรีบเเละหยิบกล่องข้าวลายสก็อตสีเหลืองนวลตัดกับน้ำตาลอันคุ้นเคยขึ้นมาจากโต๊ะจากนั้นหอมเเก้มคุณเเม่สุดที่รักของตน
เเม้ซาร่าจะรู้ว่าลูกชายของตนนั้นกำลังไปโรงเรียนสายเเต่เพราะเป็คนที่ไม่คิดอะไรมากกอปรกับนี่ไม่ใช่เื่ปกติที่เกิดขึ้นเป็ประจำเธอจึงไม่ได้ว่าอะไรเเละเชื่อว่าลูกชายของเธอคงจะมีเหตุผลที่ทำให้ตื่นสายหรือไปโรงเรียนสายอย่างวันนี้
ซึ่งเหตุผลในวันนี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะไมเคิลเเทบไม่เคยตื่นสายเลย ตารางชีวิตที่ควรจะดำเนินไปตามปกติจึงรวนไปหมดเขาหยิบเเซนด์วิชที่เรียงรายอยู่ในจานขึ้นมาหนึ่งชิ้นเเล้วงับเข้าปาก กลิ่นหอมของขนมปังช่วยให้กระปรี้กระเปร่าเเต่ทว่านาฬิกาที่บอกเวลาอันกระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆดันทำให้กระปรี้กระเปร่ามากกว่ามาก
"ผมไปก่อนนะครับ"
"จ้าไปดีมาดีน..."
ซาร่ายังพูดไม่ทันจบไมเคิลก็รีบวิ่งออกไปทันทีเสียจนเธออดยิ้มออกมาไม่ได้
ปกติโรงเรียนจะเปิดรั้วโรงเรียนให้เข้าตอนหกโมงครึ่งซึ่งเป็เวลาที่ไมเคิลมาโรงเรียนตามปกติโดยจะมีการโฮมรูมตอนเเปดโมงเช้า เเละเริ่มเรียนคาบเเรกในเวลาเก้าโมง
ทว่าในตอนนี้เป็เวลาเเปดโมงห้าสิบซึ่งเป็เวลาที่เหลือให้ลุ้นเเค่ว่าจะไปสายเเค่ไหนเท่านั้นกับภาวนาให้ครูเข้าสอนสอนช้ากว่าปกติ โดยกว่าจะไปถึงตัวเลือกที่ครูเข้าสายก็คงจะปัดตกไปเเล้ว
"นายพอจะมีเวทมนตร์เพิ่มความเร็วอะไรไหมอิกซ์เเบบร่ายเเล้ววิ่งปรู้ดเดียวถึง เเถมไม่ต้องมาหอบเเบบนี้ด้วย"
เสียงของอิกซ์นั้นอู้อี้เล็กน้อยเกิดจากการเคี้ยวเเซนด์วิชหยับๆระหว่างวิ่งไป เเต่เเม้คำพูดจะฟังไม่ออกเเค่ไหน อิกซ์ก็ฟังออก
"จะว่าไปก็มีเเต่เ้าคงไม่เสียเวลามาเรียนรู้ก่อนหรอกใน่เวลาเเบบนี้หรอกจริงไหม"
"เเล้วนายร่ายใส่ฉันไม่ได้รึไงเล่า"
"มันเป็คาถาล็อกเป้าที่ร่ายใส่ได้เฉพาะตัวคนร่ายเองเท่านั้นจะร่ายให้คนอื่นต้องมีอาร์ติเเฟคประเภทสนับสนุนนะรู้ไว้ซะด้วยถ้าเป็คาถาที่ช่วยสนับสนุนหรือรักษา"
ได้ยินเเบบนั้นไมเคิลก็ไม่ถามอะไรต่ออีกเพียงเเต่วิ่งเพื่อไปขึ้นรถเมล์ซึ่งห่างจากที่นี่ประมาณเจ็ดร้อยเมตรให้ทันเพราะถ้าเขาตกรถรอบที่กำลังจอดรออยู่คงต้องรออีกเป็ยี่สิบนาทีเเน่ๆกว่ารถจะวนมาอีก
คำพูดของไมเคิลเริ่มกลายเป็เสียงอู้อี้เพราะยัดเเซนด์วิชเข้าปากให้หมดในทีเดียวจะได้เพิ่มความคล่องตัวเเละอิ่มท้องเพราะอย่างมากเขาก็ตื่นสายสุดถึงเเค่เจ็ดโมงเท่านั้นเวลาสายขนาดนี้ขนาดวันหยุดยังไม่บ่อยนักที่จะตื่น เเละไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆสำหรับไมเคิล
เขาไม่ใช่คนที่ระเบียบจัดหรือต้องเพอร์เฟคขนาดที่ว่าตื่นเช้าทุกวันก็เเค่เป็คนที่วางเเผนกิจวัตรประจำวันตัวเองอยู่ตลอดพอมันรวนเลยค่อนข้างที่จะเกิดความลนลานในการใช้ชีวิตยามเช้า
คงต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับตารางขีงิตหน่อยเเล้วล่ะมั้งเนี่ย
ไมเคิลคิดพลางโกยอ้าวะโขึ้นรถบัสที่เตรียมจะออกตัวเเล้วนั่งลงทันทีอย่างน้อยการมาสายก็ทำให้ได้เรียนรู้อยู่เื่หนึ่ง.. ไม่สิ สองเื่
เป็ไปได้ก็อย่าสายอีกดีกว่า
ไมเคิลตั้งมั่นไว้อย่างนั้น ไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหน เพลียดเค่ไหนเขาก็จะไม่สายเเบบนี้อีกเเล้ว
เเละจนเเล้วจนรอด ไมเคิลก็มาถึงได้โดยสวัสดิภาพถึงจะโดนคุณครูเขาบ่นที่มาสาย เเต่เพราะไฮสคูลเเห่งนี้ไม่มีระบบคะเเนนความประพฤติจึงได้รับโทษให้เป็เวรทำความสะอาดห้องเพิ่มวันนี้หนึ่งวัน ซึ่งถือเป็โทษสถานเบา
ก็เเหงอยู่เเล้วด้วยพละกำลังที่รีดเค้นออกมาเพื่อวิ่งให้เร็วที่สุดเเละความบังเอิญที่คุณครูเขาเข้ามาสอนสายกว่าปติเกือบสิบนาทีทำให้ไมเคิลเข้าเรียนสายเพียงเเค่ไม่กี่นาทีถึงจะมาในสภาพหอบเเหกเเละเหงื่อโชกจนเเทบไม่เป็อันเรียนในคาบเเรกเลยก็ตาม
ถ้าไม่นับการวิ่งมาราธอรเมื่อหกเดือนที่เเล้วเขาก็ไม่เคยสู้ชีวิตเท่านี้มาก่อน
จนพอคาบเเรกจบ ไมเคิลก็กลับมาสู่สภาวะปกติเหมือนเดิมเขาเปลี่ยนหน้าต่างไอเเพดที่เคยเป็ชีตเรียนวิทยาศาสตร์เป็หน้าจอโน้ตเลคเชอร์เพราะฟังเเทบไม่รู้เื่จากการที่หอบเเหกจนกลบเสียงครูไปหมดใน่เเรกๆจึงต้องกาสมุดจดของคนอื่นมาลอกตาม
เเม้ไมเคิลจะมาสปีดในตอนท้ายคาบที่เริ่มจะหายเหนื่อยก็ปะติดปะต่อเนื้อหาไม่รู้เื่เสียเเล้ว ดีที่ไมเคิลอ่านล่วงหน้ามาบางส่วนไม่งั้นคงได้ปล่อยเบลอไปตามยถากรรม เเละเพราะทุกคนในห้องรู้ดีว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นจึงไม่มีใครสงสัยเลยที่ไมเคิลนั้นมาสายถึงจะรู้ดีว่าไมเคิลมักจะมาเป็คนเเรกของห้อง
เเละระหว่างที่ไมเคิลกำลังนั่งคุยกับอิกซ์พลางรอเรียนวิชาต่อไปตามปกตินั้นเลียมก็เดินเข้ามา
“อรุณสวัสดิ์! เมื่อคืนเพลียขนาดนั้นเลยเหรอนาย”
“ไม่น่าจะอรุณสวัสดิ์เเล้วมั้ง สายเเล้วนี่ ส่วนเื่เพลียก็เพลียจริงๆเเหละ เหมือนโดนเตียงดูดให้จมไปเลย”
ไมเคิลตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆเป็เวลาเดียวกับที่เลียมเขยิบตัวมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามตนเพื่อให้คุยสะดวกขึ้นเนื่องจากตรงนั้นเป็ที่ที่ไม่มีคนมานั่งอยู่เเล้วเพราะจำนวนนักเรียนเป็เลขคี่ไมเคิลจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
“เเต่ฉันกลับตรงกันข้ามนะ กลับไปก็ออกกำลังกายให้หนักๆเลยล่ะเพราะเครื่องร้อนล่ะมั้ง”
“เเต่มันก็ดึกเเล้วนี่ นายออกไปซ้อมข้างนอกงั้นเหรอเมื่อคืน”
“เปล่า อพาร์ตเม้นต์ฉันมีฟิตเนส ส่วนอาวุธที่ใช้ปกติก็เป็มีดยาง”
เลียมตอบเเล้วหยิบมีดพกรูปร่างคล้ายกับอาร์ติเเฟคที่ ไมเคิลได้จับเมื่อวานขึ้นมาเเม้จะได้เห็นเเค่ชั่วครู่ เเต่เขาก็จำได้ว่ารูปร่างมันเหมือนกันเปี๊ยบเพียงเเค่เป็สีเขียวเเละทำจากยางเท่านั้น
“ท่านอาจารย์สั่งทำเลียนเเบบเพื่อใช้ฝึกจะได้ไม่สะดุดตาน่ะ ใช้เเต่มีดจริงๆมันก็อันตรายใช่ไหมล่ะยิ่งเเทบไม่ได้ใช้ต่อสู้หรือป้องกันตัวจริงๆจังด้วยเเล้วใช้เเค่มีดยางเด้งดึ๋งอันนี้ดีกว่า”
ว่าเเล้วเลียมก็ดีดมีดเล่นราวกับไม้บรรทัดยาง ก่อนจะเก็บมันลงไป
“ทำไมนายอยู่อพาร์ตเม้นต์ล่ะ...ฉันไม่ได้จะดูถูกนะเเต่เห็นนายบอกว่ามีคุณปู่เป็อาจารย์เลยคิดว่าน่าจะให้อารมณ์ความรู้สึกเเบบหนังยุทธภพที่มีตระกูลใหญ่ๆอยู่ในบ้านหลังั์ อะไรเเบบนี้”
“ที่จริงก็คล้ายๆนั่นเเหละ เเต่บ้านใหญ่มันไกลเลยกลับอาทิตย์ละครั้งครอบครัวของฉันก็ไม่ได้ใหญ่โตหรอก ก็อยู่กันอย่างปกติดี”
เลียมโกหกไป เพราะจากการพิจารณาเเล้วยังไม่พูดเื่ของเขาเเละตระกูลให้ไมเคิลรับรู้จะดีกว่า
“พูดถึงครอบครัวที่นายบอกว่าคุณปู่เป็อาจารย์งั้นท่านก็เคยเป็ผู้อาร์ติเเฟคเหมือนกันเหรอ”
“ก็ประมาณนั้น เเต่ตอนนี้วางมือเเล้วล่ะ อาร์ติเเฟคสืบทอดให้พี่ชายไปเเล้วส่วนของฉันเป็ของญาติอีกคนหนึ่งที่ให้มาเขาบอกว่าไม่จำเป็ต้องใช้เเละอยากเป็คนธรรมดาที่ไม่มีพันธะมากกว่า”
ระดับเสียงในการสนทนาของเลีบมเริ่มเบาลงเรื่อยๆต่างจากไมเคิลที่ยังคงความดังไว้เหมือนเคยเพราะตั้งเเต่เมื่อกี้เขาได้บอกให้อิกซ์พรางเสียงเอาไว้เเล้วเเต่ที่ไม่ได้บอกเลียมก็เป็เพราะหากบอก ก็ต้องบอกเช่นเดียวกันว่าเขามีอิกซ์ซึ่งก็ไม่รู้จะอธิบายถึงตัวตนของอิกซ์อย่างไรเหมือนกันหากถูกถามขึ้น
“งั้นเหรอ สุดยอดไปเลยนะ”
“ท่านอาจารย์น่ะของจริงเลยล่ะ ขนาดฉันใช้อาร์ติเเฟค ยังสู้ไม่ได้เลย”
ไมเคิลอ้าปากหวอเล็กน้อย ก่อนจะปิดปากลงเเล้วจึงคุยต่อถ้าไม่ใช้อาร์ติเเฟคนั่นก็เเปลว่าเป็ฝีมือล้วนๆ เเถมยังฝีมือช่ำชองมากด้วย
บทสนทนาเป็ไปอย่างราบรื่นถึงไมเคิลจะมีบางส่วนที่รู้สึกตงิดใจกับเื่ในครอบครัวของเลียมเเต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
จนพอได้เวลาเริ่มเรียนคาบต่อไปหลักจาก่พัก สิริรวมเวลาประมาณสิบนาทีก็มีเสียงดังขึ้นจากบริเวณหน้าห้องนักเรียนทุกคนเดินอ้อยอิ่งกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเองโดยสัญชาตญาณ เเต่ทว่า…
ครืด–
เสียงดังมาจากหน้าห้องก็จริงเเต่ไม่ใช่เสียงกริ่งเริ่มคาบอย่างที่ควรจะเป็ก็จริงอยู่ที่หลังจากนั้นอีกไม่กี่นาทีจะมีเสียงนั้นดังตามเวลาเเต่เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อกี้คือเสียงเปิดประตูพร้อมกับมีร่างของชายคนหนึ่งเดินเข้ามาต่างหาก
ชายคนนั้นเป็ชายกลางคนผมสีขาวชุดสูทสีน้ำตาลตัดกับสีเเดงเืหมูเเละรองเท้าสีดำหนัง หน้าตาคมเข้มเเละจริงจังส่วนสูงที่ทำให้ดูไม่เหมือนกับคนสูงอายุตามปกติทั่วไปที่ควรจะมีท่าทางดูใจดี
ใช่เเล้วโฮบาร์เดินเข้ามาพร้อมกับไม้เท้า เพียงเเต่ยืนอยู่เเค่ตรงหน้าประตูเท่านั้นไม่ได้เดินเข้าไปที่โต๊ะที่หน้าห้องเรียนเหมือนกับเวลาที่เขาจะต้องเข้ามาประกาศอะไร
เเน่อยู่เเล้ว เพราะเขาไม่ได้จะมาประกาศอะไรในวันนี้
“ไมเคิล...ไมเคิล ลี”
เสียงนั้นทำให้ไมเคิลที่มองเรื่อยเปื่อยอยู่นอกหน้าต่างหันมามองต้นเสียงเเละพอโฮบาร์เห็นว่าไมเคิลสังเกตุเห็นตนเเละรู้ว่าเขากำลังพูดถึงอยู่เเล้วเขาก็กระเเอมออกมา
“ผมมีเื่จะคุยกับคุณหน่อยที่ห้องผู้อำนวยการ อีกห้านาทีมาพบผมด้วยถ้าครูถามบอกครูที่ปรึกษาได้เลยว่าคุณไปหาผมตามที่บอกพอดีผมมีเื่ที่้าถามเพิ่มเติม คุณคงไม่ปฏิเสธ จริงไหม”
“ค…ครับ?”
คำพูดอันรวบรัดเเละเหมือนจะเเฝงว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นห้ามปฏิเสธทำให้ไมเคิลตอบรับด้วยรูปเเบบคำถามออกไปโดยไม่รู้ตัวเเต่โฮบาร์ก็ไม่ได้ติดใจอะไร
“งั้นผมขอตัวก่อน”
บทสนทนาจบลงภายในไม่กี่บรรทัด เเละประตูห้องก็ปิดลงเมื่อประตูห้องถูกปิดอีกครั้งเสียงกริ่งเริ่มเรียนวิชาต่อไปก็ดังขึ้นคลายความเกร็งจากนักเรียนทุกคนลงไป
“นายว่าผู้อำนวยการเรียกฉันไปทำอะไรน่ะอิกซ์”
ไมเคิลถามระหว่างที่กำลังเดินไปยังห้องของผู้อำนวยการทั้งที่ออกมาตามหลังไม่ถึงนาทีเเละมีทางเดียวที่จะไปยังห้องของผอ.ได้เเต่เขากลับไม่พบกับผู้อำนวยการตามทางเดินเลย
“เหตุการณ์เมื่อวานอยู่เเล้ว ไม่มีทางที่จะเป็อย่างอื่นอย่าเผลอพูดออกไปมากเเล้วกัน พวกเื่อาร์ติเเฟคที่เ้ามีกับเื่เวทมนตร์”
“ทำไมล่ะ นายบอกว่าผู้อำนวยการเขาก็เป็ผู้วิเศษไม่ใช่เหรอ”
“เื่นั้นก็จริงอยู่ เเต่เราไม่มีหลักฐานนี่ว่าเ้านั่นเป็ศัตรูกับวอยด์บางทีเขาอาจจะเล่นละครสืบเื่ของพวกเราเอาไปบอกวอยด์ร่างหลักเพื่อมาชิงอาร์ติเเฟคเ้าอีกรอบก็ได้
เก็บข้อมูลไปให้ไส้ศึกน่ะเป็เื่ปกติจะตายไม่มีใครเชื่อใจได้ตลอด่หรอก อย่างน้อยก็กันไว้ดีกว่าเเก้ไงล่ะ”
“เเต่ว่า..อ่า..ก็ได้ๆนายก็ช่วยเตือนๆหน่อยเเล้วกันนะถ้าฉันเผลอพูดออกไปถึงฉันจะไม่ใช่พวกปากไวปากเปราะก็เถอะ”
“เข้าใจก็ดีเเล้ว”
อิกซ์พูดเเล้วเเปลงกลับเป็สร้อยคอขนาดจิ๋วซึ่งเล็กเป็ครึ่งของครึ่งจากขนาดปกติไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกเเละใช้เวทมนตร์ในการส่องทางข้างหน้า
อิกซ์บอกเขาว่าสำหรับผู้วิเศษที่มีลำดับขั้นหรือความสามารถที่มากกว่าถึงจะไม่เห็นร่างของสัตว์อัญเชิญของคนอื่นโดยชัดเจนเเต่ก็จะเห็นเป็ลางๆเเละพอรู้ว่าคืออะไร นั่นคือสาเหตุที่ทำไมอิกซ์ถึงเกาะบ่าหรือบินวนเวียนต่อไปไม่ได้
เเอด…
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ตอนเเรกเขาคิดว่าผู้อำนวยการคงยังเดินมาไม่ถึงเพราะระหว่างทางไม่มีวี่เเววของการเดินสวนทางกันเเม้เเต่ครั้งเดียวเเต่ผู้อำนวยการโฮบาร์กลับนั่งรออยู่ราวกับว่ารอมานานเเล้วไมเคิลก็ไม่ได้เอะใจอยู่นานนัก เมื่อได้ยินเสียงของโฮบาร์ไมเคิลก็สงบสติอารมณ์เเละทำตามที่เขาบอกทันที
"เชิญนั่งสิ"
เสียงโฮบาร์ดังขึ้นพร้อมผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ขัดเงาตรงหน้า
"เอาชาหรือกาเเฟหน่อยไหมเเต่คุณยังดื่มกาเเฟไม่ได้นี่นะ"
"ไม่เป็ไรครับผอ."
"เรียกผมโฮบาร์เถอะถ้าไม่เอาชาก็ไม่เป็ไร"
โฮบาร์กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลอันเป็ปกติเสียงที่ให้ความรู้สึกเหมือนผู้สูงอายุใจดีถือเป็เสียงที่เขาใช้ตามปกติในชีวิตประจำวันเพียงเเค่เมื่ออยู่ในหน้าที่ของผู้อำนวยการก็ต้อง เเสดงท่าทางอีกเเบบนึงเพื่อให้ดูน่าเคารพนับถือ ซึ่งที่เขาเรียกไมเคิลมาคุยไม่ใช่เรียกมาในฐานะผอ.
จริงอยู่ที่เขาใช้อำนาจของผู้อำนวยการในการเรียกตัว ไมเคิลมา เเต่ที่เขาขอให้ไมเคิลมาในครั้งนี้คือ้าคุยกับ ไมเคิลในฐานะคุณครูเท่านั้น
“ผมจะถามเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานคุณพอจะให้ความร่วมมือกับผมในการตอบคำถามได้ไหม”
“ถ้าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรผมก็ตอบได้ครับไม่มีปัญหา เเต่เื่นี้เกี่ยวกับประกาศระวังภัยไหม”
ไมเคิลถามก่อน ถึงข้าวกลางวันจะอร่อยเพราะเป็ฝีมือของซาร่าเเต่หลายวันเข้าก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน การที่ไม่ได้เดินออกไปไหนเลยถ้าต้องออกก็ต้องให้ครูตามไปด้วยนั่นค่อนข้างน่าเบื่อ ใช่ว่าเขา้าที่จะขัดขืนเพราะรู้ว่าผู้อำนวยการทำเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา และถ้าเป็เื่นั้นจริงๆจะได้โล่ง อกเพราะมันกำลังจะจบลงเเล้ว
ซึ่งคำตอบก็เป็ตามที่ไมเคิลหวัง
โฮบาร์ให้คำตอบจากสิ่งทีไม่เคิลถามเป็การพยักหน้า
“ผมรู้ว่าพวกคุณคงอึดอัดกันเเต่ไม่ต้องห่วง ในเมื่อ วอยด์กลับไปเเล้วการยุติเเผนระวังภัยก็ไม่ไกลเกินเอื้อม…เเค่ในตอนนี้ เเละนั่นคือสิ่งที่ผมจะถาม”
โฮบาร์กระเเอ่มอีกครั้งเเล้วพูดต่อท่าทีดูกระอักกระอ่วนเพราะในตอนนั้นเขากำลังคิดว่าควรพูดอย่างไรเพื่อวนเข้าเื่พลังเวทโดยไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยในตัวของเขา
หารู้ไม่ว่าเพราะฝีมืออิกซ์ไมเคิลได้ทำทีระเเวดระวังโฮบาร์ไปเเล้วเรียบร้อย
“ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเเละวอยด์…เ้านั่น้าอะไร มันได้พึมพำอะไรบอกคุณถึงเเผนของมันบ้างไหม?”
“วอยด์? คุณรู้จักชื่อของเขาด้วยเหรอครับ”
ไมเคิลที่นึกเอะใจกล่าวถามกลับ
“อย่าบอกนะว่าคุณก็รู้จักมาก่อน…ไม่ใช่สิผมเคยเจอเขามาก่อนน่ะคุณลี หลายครั้งด้วย”
ดูโฮบาร์จะใไม่น้อยที่รู้ว่าไมเคิลก็รู้จักกับวอยด์เเต่เขาคิดได้ว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ที่ควรพูดในตอนนี้จึงจบเื่นี้เอาไว้เเละรอคำตอบจากไมเคิล มือสองข้างเอาขึ้นมาวางบนโต๊ะเขาเอามือสองข้างประสานกันเเล้วโน้มตัวเอาคางมาใกล้ๆบริเวณมือเป็เชิงว่ากำลังฟัง
ส่วนทางด้านไมเคิลนั้นจากการคุยกันผ่านโทรจิต ก็สรุปออกมาได้ว่าเื่นี้สามารถบอกออกไปได้ ไม่มีปัญหา
“ผมรู้เเค่ว่าคนที่ชื่อวอยด์้าของบางอย่างของผมครับเขาพุ่งเข้ามาเเล้วก็ทำบางอย่างที่เหมือนกับเอาเราไปอยู่อีกโลกนึงจากที่ผมได้ยินเพื่อนคนอื่นๆ จะหนีหรือโทรหาใครก็ไม่ได้ เขาถามดีๆก่อน...ไม่สิอันที่จริงน่าจะเรียกว่าขู่นิ่มๆมากกว่าครับ เเล้วพอผมไม่เเสดงตัวออกไปเขาก็ทำอะไรสักอย่าง จนรู้ว่าของที่้าอยู่ที่ผม เขาพุ่งเข้ามาครับ น่ากลัวมากเเต่เพราะผมเเละเลียมช่วยกันเอาของในห้องมาป้องกันตัวไว้ ไปๆมาๆมันก็ล้มลงไป”
ดูก็รู้ว่าโกหก
อย่างน้อยก็ในความคิดของอิกซ์ที่ได้ฟังเื่ที่ดัดเเปลงมาของไมเคิลโดยเฉพาะส่วนท้ายนั้นดูไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย หลังคอของไมเคิลร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเพราะไมเคิลก็เริ่มรู้ตัวเเล้วเหมือนกันว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อเลย
“ขนาดพูดเองเขายังรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อเลย สู้บอกว่าการร่วมเเรงร่วมใจของเพื่อนในห้องยังจะน่าเชื่อถือกว่าอีกให้ตายสิ หวังว่าผู้อำนวยการจะไม่คิดสงสัยเขามากเกินไปนะ”
ไมเคิลคิดในใจยาวเป็พรืดในตอนนี้ตกอยู่ในเหตุการ์ณที่อยู่ภายในใจเป็หมื่นล้านคำเเต่บอกอะไรออกมาไม่ได้สักคำสุดๆ หากนี้เป็การ์ตูน เหงื่อคงไหลโชกด้วยความเลิกลักเสียยิ่งกว่าเขื่อนเเตกเเน่ๆ
ในห้องเกิดบรรยากาศที่เงียบจนน่าอึดอัดขึ้นมาอีกครั้งเเละเเล้วในที่สุดโฮบาร์ก็พูดขึ้น
“คุณบอกความจริงกับผมได้นะผมไม่บอกใครหรอก”
“เื่เมื่อกี้เป็เื่จริง…จริงๆนะครับอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ เพราะที่จริงเพื่อนในห้องก็ช่วยด้วย”
“นั่นยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่คนอื่นในห้องบอกผมเเล้วว่าคุณกับคุณครอสวอลล์เป็คนจัดการ”
“พวกเขาคงกลัวล่ะมั้งครับ”
เสียงโต้ตอบกันยังคงดังอย่างต่อเนื่องยาวนานเสียจนอยากจะมุดดินหนีไม่ก็ะโออกไปเสียให้รู้เเล้วรู้รอดว่าทุกอย่างเเละความจริงมันเป็ยังไง
โฮบาร์ยังคงเค้นความจริงด้วยน้ำเสียงใจเย็นเเละสุขุมเเต่เมื่อคุยไปเรื่อยๆ ก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณที่ได้รับจากการคุยกับเด็กนับร้อยว่าต่อให้ถกเถียงต่อไปก็คงไม่ได้คำตอบเขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน
การจะให้เด็กพูดความจริงก็ต้องทำให้เกิดความเชื่อใจสินะ
เขาเดินไปหยิบไม้เท้าที่พิงอยู่ใกล้ๆก่อนจะเคาะมันให้เเปรเปลี่ยนกลายเป็ไม้คทาต่อหน้าไมเคิล….