ตอนที่ 4 พี่ใหญ่ (1)
ซ่งจื่อเฉินย่อมบอกปัดการพบหน้าซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ เดิมเขาอยากไปพบคนผู้นั้นเพียงลำพัง ทว่าสุดท้ายก็พามู่ชิวไปด้วย เขากังวลว่าพอตนเองได้เจอคนคนนั้นแล้วจะทนไม่ไหว ส่งกำปั้นชกเข้าที่ใบหน้า
จนถึงตอนนี้เขายังคงไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดซ่งจื่อเซวียนต้องฆ่าเขา ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจหลักการเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ทว่าอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็พี่น้องกัน ตัวเขาเองแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีความคิดที่เป็ภัยต่อราชบัลลังก์ของพี่ชาย ถ้าเช่นนั้นเหตุผลใดกันแน่ที่พี่ชายของเขาจะต้องฆ่าน้องชายซึ่งจงรักภักดีต่อตนเองให้ได้
ตอนซ่งจื่อเฉินไปถึงห้องโถงรับแขกในสวนดอกไม้พร้อมมู่ชิว ซ่งจื่อเซวียนก็ได้รออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
“พี่ใหญ่”
ซ่งจื่อเฉินข่มความสับสนในจิตใจเอาไว้ ก่อนเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนมพลางสาวเท้าเดินเข้าไปหา ในความทรงจำของเขา ความจริงแล้วซ่งจื่อเซวียนดีต่อเขามาก ถึงแม้จะค่อนข้างเข้มงวด ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็คอยเป็ห่วงเขาอยู่เสมอ องค์ชายสองพระองค์ที่ไม่มีเสด็จแม่ปกป้อง เมื่ออาศัยอยู่ในวังหลวงก็ย่อมต้องดูแลกันและกัน แต่เขาอายุน้อยกว่าซ่งจื่อเซวียนมากถึงสิบปี ในยามที่พี่ชายลำบากที่สุดจึงแทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงรู้สึกผิดในใจเสมอมา อยากช่วยทำอะไรให้บ้าง
เพราะเป็พี่น้องแท้ๆ เขาจึงไม่เคยระแวงซ่งจื่อเซวียน เชื่อมั่นว่าคนผู้นี้จะไม่มีทางทำร้ายเขาไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าซ่งจื่อเซวียนจะให้เขาทำอะไร เขาก็ไม่เคยแคลงใจหรือต่อต้านแม้สักนิด คิดแค่อยากช่วยคนผู้นี้แย่งชิงราชบัลลังก์มาให้ได้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าคนที่เขาพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ พอหันกลับมาก็เอามีดแทงเขาอย่างรุนแรง
ความหมางใจที่ถูกลอบแทงข้างหลังนี้ราวกับได้ไหลเวียนไปพร้อมกับเืในกาย แช่แข็งจิตใจของเขาอย่างถึงที่สุด หากไม่ได้ประสบกับตัวมาครั้งหนึ่ง บางทีเขาอาจไม่มีทางเชื่อไปตลอดชีวิตว่าพี่ชายที่เขาช่วยเหลือหมดใจจะปองร้ายเขา ทว่าเมื่อตื่นจากฝันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก หรือคนผู้นี้จะพูดอะไรอีก เขาก็ไม่มีทางตกหลุมพรางแบบเดียวกันอีกครั้งอย่างเด็ดขาด
พอเห็นเขามาแล้วซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้า สายตามองไปยังมู่ชิวที่ก้มหน้าทำความเคารพอยู่ด้านหลัง แม้จะใอยู่บ้าง แต่กลับนั่งลงบนเก้าอี้หินที่อยู่ข้างๆ อย่างสุขุม “พี่น้องคุยกัน เ้าให้คนอื่นออกไปก่อนเถอะ”
ยังไม่ทันที่ซ่งจื่อเฉินจะเอ่ยปาก มู่ชิวก็ขานรับด้วยเสียงทุ้มต่ำก่อนแล้วรีบถอยออกไปนอกสวน ซ่งจื่อเฉินแอบอารมณ์เสียอยู่ในใจ ทว่ามาคิดดูอีกที หากซ่งจื่อเซวียนเริ่มวางแผนปองร้ายเขาั้แ่ตอนนี้ ตัวเขาเอ่ยปากปกป้องมู่ชิว เกรงว่าจะไม่เป็ประโยชน์ต่อมู่ชิวเสียด้วยซ้ำ เมื่อคิดแบบนี้เขาก็สบายใจขึ้น “พี่ใหญ่มีอะไรก็ว่ามาเถอะ ข้าฟังอยู่”
“เ้าอย่าเอายาถอนพิษให้เขาบ่อยเกินไป ให้เขาได้พอลำบากอย่างเสียบ้าง จะได้ไม่ทำตัวี้เี”
ซ่งจื่อเซวียนมองตามหลังมู่ชิวที่เดินออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ครั้งนี้เกิดเื่กับพระชายาของเ้า แม้จะเป็เหตุสุดวิสัย แต่ก็ยากที่จะปกปิดความผิดพลาดที่เกิดจากความหละหลวมได้ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ต้องลงโทษให้หนักหน่อยถึงจะถูก”
“รับทราบ” ซ่งจื่อเฉินขานรับ แต่กลับเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
เขาพอจะจำได้ ดูเหมือนซ่งจื่อเซวียนพูดเื่พวกนี้กับเขาไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เตือนเขาเื่สถานะของมู่ชิวทั้งทางตรงและทางอ้อมครั้งแล้วครั้งเล่า และยังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความห่างเหินและแคลงใจภายในใจของเขาอย่างไม่ทิ้งร่องรอย
เมื่อปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความแคลงใจได้ พอหันกลับมาดูอีกครั้งก็มีหลายจุดหลายแห่งเหลือเกินที่ดูขัดหูขัดตาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่มู่ชิว คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ซ่งจื่อเซวียนจัดการกันคนข้างกายเขาที่ควรค่าให้ใกล้ชิดและพึ่งพาออกไปทีละขั้นอย่างแเี ช่างน่าขันที่เขาไม่เคยรู้สึกตัว คิดเพียงว่าพี่ใหญ่ที่แสนดีของเขากำลังสั่งสอนผู้น้อย แต่กลับไม่เคยรู้สึกว่า ตลอดทั้งชีวิต คนผู้นี้ไม่เคยสอนเขาว่าควรบ่มเพาะคนรู้ใจอย่างไร แสดงความจริงใจอย่างไร สุดท้ายเขาจึงถูกผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองหันอาวุธหันเข้าหา เหลือเพียงมู่ชิวคนเดียวที่ยังปกป้องเขาอยู่ข้างหน้า
“...ไม่ว่าอย่างไรสายสัมพันธ์ทางจวนหรงชินอ๋องก็ไม่ถือว่าขาดสะบั้นไปทั้งหมด พระชายาประสูติบุตรยากจะโทษเ้าก็ไม่ได้ แม้หรงชินอ๋องจะไม่ยอมรับราชบุตรเขยอย่างเ้า ก็ต้องยอมรับหลานของเขาอยู่ดี”
ขณะคิดฟุ้งซ่านไปไกลอย่างไม่พอใจคนตรงหน้า ซ่งจื่อเซวียนเคาะโต๊ะอย่างไม่หนักไม่เบาอยู่หลายที เมื่อได้สติกลับมาจึงกล่าวต่อว่า “่นี้อย่าออกไปไหนส่งเดช ไว้ทุกข์อยู่ในบ้านให้ดี ควรวางตัวอย่างไรก็ทำให้ดี เข้าใจหรือไม่”
“พี่ใหญ่วางใจได้ ข้ารู้ว่าต้องทำอะไร...” ซ่งจื่อเฉินขานรับ ทว่าในใจกลับห้ามความเกลียดชังที่ปะทุขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่าไม่ได้ จึงหลุดพึมพำเสียงเบา “พี่ใหญ่ ข้าอยากรู้ว่าท่านเห็นข้าเป็อะไรกันแน่”
“เห็นเป็อะไรอย่างนั้นรึ” ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยกับคำถามที่จู่ๆ ก็โพล่งออกมานี้ของเขา ดวงตาแสดงอารมณ์ที่เขาไม่เข้าใจปราดหนึ่ง แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าพลันขรึมลงเล็กน้อย “เ้ากับข้าเป็พี่น้องกัน ในวังหลวงนี้มีเพียงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันถึงจะอยู่รอดต่อไปได้ ข้ายังจะเห็นเ้าเป็อะไรได้ บัดนี้เ้าโตแล้ว มีความคิดเป็ของตัวเองแล้ว ไม่อยากเชื่อฟังข้าแล้ว หรือว่ามีใครมากระซิบบอกอะไรเ้า”
“ไม่มี ก็แค่...ก็แค่่นี้จิตใจข้าว้าวุ่น คิดฟุ้งซ่านไปเอง...”