บุปผาราชัน

    05 เริ่มเก็บข้อมูล

    5เริ่มเก็บข้อมูล
    เสียงของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินตรงเข้ามา ทำให้จีโอเรียเงยหน้าขึ้นจากการฟุบนอนอยู่บนโต๊ะ ‘จีโอเรีย’ ชื่อที่เป็นชื่อเดียวกับดอกไม้อันเป็นตราสัญลักษณ์ของอาณาจักร ชื่อที่มักได้รับการสนใจหันมามองเสมอในแทบทุกครั้งที่ถูกเอ่ยเรียกไม่ว่าอยู่แห่งหนไหน
    จีโอเรีย...หญิงสาวผมยาวสลวยดำขลับ มีเครื่องหน้าสมส่วนชัดเจน สวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูเข้ม ชุดประจำตำแหน่งที่ทราบกันโดยทั่วว่า ผู้สวมใส่เครื่องแต่งกายซึ่งดูมีสีสันที่สุดในวังหลวงแห่งนี้ คือเหล่านางในพิเศษขององค์ราชานั่นเอง
    วงจรชีวิตในสิบวันมานี้ของท่านหญิงแห่งเฟรนด์สเกลช่างบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด อยู่ดีไม่ว่าดีจากที่กินอยู่แสนสบายตอนอยู่ที่คฤหาสน์ แต่ตอนนี้กลับต้องมาทำงานเหมือนคนงานในสวน
    แน่นอนว่านางในพิเศษของฝ่าบาทไม่ได้ถูกใช้งานหนักเท่าคนงานทั่วไป อย่างมากก็แค่รดน้ำแปลงดอกไม้ หรือตัดเก็บดอกที่ใช้การได้ส่งให้กับเหล่านางกำนัลที่มารอรับ เช้าเที่ยงค่ำร่วมทานอาหารกับเหล่านางในพิเศษ ซึ่งเลือกรับประทานหรือสั่งตามใจอยากแทบไม่ได้ แต่ก็คงไม่มีอะไรที่จะทำให้หญิงสาวรู้สึกตกต่ำได้เท่ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้อีกแล้ว
    แม้ที่นี่จะค่อนข้างสะอาดไม่เหมือนดั่งคุกของนักโทษทั่วไป แต่ภายในกรงขังสีขาวโพลนที่จุดตะเกียงไฟไว้โดยรอบ มีเพียงโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสกับเก้าอี้หนึ่งตัว และหน้าต่างเล็กแคบพอให้อากาศรอดเข้ามาได้บ้างนั้น ก็มากเกินพอแล้วสำหรับคนอย่างท่านหญิงจีโอเรียที่จะเรียกที่นี่ว่าคุก
    หญิงสาวลุกขึ้นทำความเคารพผู้มาเยือนทั้งหลาย และยืนก้มหน้านิ่งไปในทันทีเมื่อเห็นว่ามีใครในคณะเสด็จบ้าง เหล่าบุคคลผู้อยู่เบื้องหน้าของห้องคุมขังพิเศษนี้คือฝ่าบาท แม่ทัพหลวงของอาณาจักรหรือก็คือบิดาของนาง คุณฟิลิฟป้าหัวหน้านางกำนัลที่คอยดูแลรับผิดชอบนางในพิเศษ และเหล่าทหารผู้ติดตามอีกหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์คาอูล...อดีตคู่หมายของจีโอเรียรวมอยู่ด้วย
    “เจ้าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหม”
    องค์เหนือหัวรับสั่งถามขึ้นเป็นคนแรก จีโอเรียใจชื้นขึ้นเป็นกองเมื่อรู้สึกได้ว่าทรงเห็นความปลอดภัยของนางมาก่อนเรื่องอื่นใด
    “หม่อมฉันปลอดภัยดีเพคะ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยเพคะ”
    “ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าไปทำอะไรอยู่ที่ไหนมา ถึงได้ไม่อยู่ในห้องอาหารร่วมกับนางในคนอื่นตามเวลาที่ควรจะอยู่ที่นั่น”
    แม้เสียงนั้นจะไม่ได้ดังขึ้นอย่างดุดัน แต่พระพักตร์นั้นก็ช่างเรียบตึงเสียจนหญิงสาวเดาอารมณ์ไม่ถูกทีเดียว เหลือบมองใบหน้าของบิดาและคนอื่นๆ แล้วก็อยู่ในสภาพเดียวกัน
    “หลังกลับจากการทำงานประจำวันแล้ว หม่อมฉันก็งีบหลับอยู่ในห้องพักเพคะ รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงกรีดร้องนั่นจึงได้รีบลุกขึ้นลงมาด้านล่าง แต่แล้วก็ถูกพาตัวมาที่นี่เพคะ”
    ทั่วทั้งบริเวณเกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ทุกคนเงียบราวกับรอคำตัดสินว่าฝ่าบาทจะทรงพิจารณาเรื่องนี้เช่นไร
    “ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เจ้ามีเหตุทำให้ทะเลาะกับโอลลี”
    “เอ่อ...” หญิงสาวดูตื่นตกใจอ้ำอึ้งไปเมื่อถูกจี้จุดนี้เข้า “นอกจากโอลลีแล้วหม่อมฉันก็มีปากเสียงกับนางในพิเศษอีกหลายคนเพคะ แต่...แต่ว่าหม่อมฉันไม่เคยทำร้ายใครนะเพคะ”
    คำตอบที่ทำเอาผู้ฟังหลายคนเหงื่อตกโดยเฉพาะผู้เป็นบิดา คำตอบที่ไม่เพียงทำให้ตัวเองดิ้นไม่หลุด แต่ยังทำให้น่าสงสัยขึ้นกว่าเดิมเสียไม่ว่า
    “ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในห้องนี้เจ้าได้พูดคุยอะไรกับใครบ้างหรือเปล่า”
    “ก็...” จีโอเรียกวาดสายตาดูโดยรอบก่อนจะหยุดลงแล้วชี้มือออกไป “นายทหารที่เฝ้าหน้าประตูคนนั้นเพคะ เขาบอกว่าหากไม่มีความผิดเดี๋ยวก็คงถูกปล่อยตัวเองเพคะ”
    “จริงหรือ” องค์เหนือหัวหันไปถามผู้ถูกชี้ระบุตัว นายทหารหันมาคุกเข่าตอบคำถามในทันที
    “เพราะคุณหนูจีโอเรียเอาแต่ร้องโวยวายเสียงดังไม่หยุดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจึงเกรงว่า...”
    “นางเป็นนางในพิเศษเหตุใดเจ้าถึงยังเรียกนางว่าคุณหนู...” เสียงรับสั่งนั้นแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    นายทหารถึงกับสะดุ้งอย่างลืมตัว เป็นที่รู้กันดีในหมู่เหล่าทหารว่าท่านแม่ทัพหลวงมีบุตรสามคน ท่านชายใหญ่ท่านชายรองและท่านหญิงจีโอเรียคนเล็ก แต่เพราะเติบโตในค่ายทหารที่มักไม่นิยมเรียกยศศักดิ์นำหน้า คำว่าคุณหนูจีโอเรียจึงเป็นคำที่เรียกติดปากของเหล่าทหาร เวลากล่าวถึงบุตรธิดาของผู้บังคับบัญชาสูงสุดนั่นเอง
    “พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมยังคุ้นเคยกับสรรพนามเดิมพ่ะย่ะค่ะจึงได้ลืมตัวไป ขอโปรดทรงลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
    “คุ้นเคยงั้นรึ...” องค์เหนือหัวพึมพำกับพะองค์เองเบาๆ แล้วหันกลับมายังหญิงสาวผู้ถูกคุมขัง “แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแม้เจ้าจะไม่ได้ทำเอง แต่เจ้าก็ไม่ได้ใช้ความคุ้นเคยในการเป็นคุณหนูเป็นท่านหญิงของตระกูลใหญ่ แล้วสั่งให้ใครต่อใครทำตามที่เจ้าบอก”
    “เอ๋… ปะ...เปล่านะเพคะฝ่าบาท อยู่ที่นี่หม่อมฉันไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่าตัวเองเป็นบุตรของใคร”
    “ต่อให้เจ้าไม่พูด คนอื่นก็คงรู้จักท่านหญิงจีโอเรียแห่งตระกูลเฟรนด์สเกลอย่างเจ้าอยู่ดี โดยเฉพาะเหล่าทหาร”
    คาอูลสังเกตได้ถึงมือของท่านแม่ทัพหลวงที่กำเข้าแน่น และสั่นราวกับพยายามอดกลั้น ฝ่าบาทก็ช่างซักไซ้ได้อย่างไม่เกรงอกเกรงใจใครเลยอย่างเคยจริงๆ
    “หม่อมฉันไม่ได้ทำเพคะ”
    “เจ้ามีหลักฐานหรือพยานยืนยันสถานที่อยู่ของตัวเองหรือเปล่า”
    “หม่อมฉันคิดว่าคงไม่มี เพราะไม่มีใครพูดคุยกับหม่อมฉันมากนัก แต่หม่อมฉันก็ขอยืนยันว่าไม่ได้ทำเพคะ”
    “รับสารภาพตอนนี้ข้าอาจจะเห็นใจลดโทษ ก่อนที่โอลลีจะฟื้นขึ้นมาบอกความจริง”
    จีโอเรียถอนใจเฮือกใหญ่แสดงอาการไม่พอใจต่อหน้าพระพักตร์ซึ่งแลดูเสียมารยาทอย่างรุนแรง จะต้องให้นางรับสารภาพให้ได้ใช่ไหม จะต้องให้พูดอย่างไรถึงจะยอมเชื่อ ต้องให้บอกอีกกี่รอบว่านางไม่ได้ทำผู้คนเหล่านี้ถึงจะเข้าใจสิ่งที่นางกำลังบอกกล่าวกัน
    ความอดทนที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วขาดผึงลง หญิงสาวเกลียดการถูกซักไซ้แบบไม่รู้ว่าจะต้องตอบอะไรอีกแล้วที่สุด แต่นางคงหงุดหงิดจนสติหลุด ลืมไปว่านางอาจแสดงกริยาเอาแต่ใจนี้ได้กับทุกคนที่บ้าน แม้แต่ในวัง...แต่ต้องไม่ใช่กับคนคนนี้
    “ไม่ว่าฝ่าบาทจะทรงหว่านล้อมอย่างไร หม่อมฉันก็ไม่มีอะไรจะตอบมากไปกว่านี้แล้วเพคะ! หม่อมฉันยืนยันว่าไม่ได้ทำ หลังจากกลับไปพักผ่อนที่ห้อง ตื่นมาหม่อมฉันก็ถูกจับมาอยู่ที่นี่แบบไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้ว ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กินสักคำ ทรงขังหม่อมฉันให้หิวตายไปเถอะเพคะ! หากยังไม่ทรงเชื่อหม่อมฉันก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรอีกแล้ว นอกจากบอกว่าหม่อมฉันไม่ได้ทำ!”
    เกิดความเงียบสงัดขึ้นอีกครั้ง หลังจากหญิงสาวผู้อาจหาญขึ้นเสียงจนเกือบจะเป็นตะคอกใส่หน้าพระพักตร์อย่างไม่เคยมีใครกล้าทำ คาดเดาไม่ออกเลยทีเดียวว่าฝ่าบาทจะทรงกริ้วเพียงใดที่ถูกประชดประชันใส่เช่นนี้
    “ประหารกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ ไม่เกี่ยวกับว่านางจะทำผิดหรือไม่ แต่เป็นเพราะกระหม่อมอบรมสั่งสอนนางมาไม่ดีเอง ถึงได้บังอาจล่วงเกินฝ่าบาทถึงเพียงนี้ เป็นความอับอายของกระหม่อมอย่างยิ่ง” แม่ทัพหลวงแห่งอาณาจักรคุกเข่าลงแล้วเอ่ยขึ้น
    มันคงเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างแท้จริงที่บุตรสาวของตนกระทำกิริยาแบบนี้ต่อหน้าเจ้าเหนือหัว คาอูลได้แต่มองอดีตว่าที่คู่หมั้นอย่างละเหี่ยใจ ทำไมนางถึงเป็นคนไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักกาลเทศะถึงเพียงนี้
    “ลุกขึ้นเถอะ แม้ท่านจะพยายามอบรมนางแค่ไหน แต่คนเราหากจะไม่ฟังแล้วอย่างไรก็คงไม่ได้ผลอยู่ดี ข้าไม่ใส่ใจเรื่องแค่นี้หรอก”
    “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ จะปล่อยให้มีใครมากระทำกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์โดยไม่ลงโทษได้อย่างไร หากใครคนอื่นรู้เข้าจะเป็นที่กำเริบเสิบสานได้พ่ะย่ะค่ะ”
    “งั้นพวกท่านก็อย่าพูดต่อ เงียบไว้รู้กันแค่นี้ก็จบแล้ว”
    “ฝ่าบาท...” แม่ทัพหลวงยังไม่ลุกจนกระทั่งองค์กษัตริย์ทรงก้มลงประคองให้ขุนนางผู้ใหญ่ลุกขึ้นเสียที ก่อนจะหันกลับไปมองหญิงสาวผู้มีสีหน้าแตกตื่นพูดไม่ออก กับผลงานที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง
    “เจ้ามีคนที่นึกสงสัยไหมว่าใครเป็นคนทำ” คำถามจากองค์เหนือหัวดังขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวที่ยืนเม้มปากแน่นทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อจึงได้เพียงส่ายหน้าตอบด้วยเสียงสั่นเบาๆ
    “ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์อะไรทั้งนั้น หม่อมฉันไม่ทราบอะไรเลย”
    “......ปล่อยตัวนางได้แล้ว”
    เกิดความเงียบขึ้นอีกชั่วขณะสั้นๆ ก่อนที่นายทหารผู้คุมขังจะน้อมรับคำสั่งแล้วเข้ามาจัดการตามหน้าที่ และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยอะไรขึ้นอีก องค์แดริสก็หันไปเรียกนายทหารมหาดเล็กคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างตัว
    “คาอูล...อารักขาพาคุณหนูของท่านแม่ทัพหลวงกลับไปส่งที่พักของนางให้ปลอดภัยด้วย คนร้ายยังลอยนวลอาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ได้ อย่าลืมหาอะไรให้นางกินสักหน่อย เพราะหากนางอดจนหิวตายขึ้นมาจะกลายเป็นความผิดของข้าแทน”
    เมื่อฟังเสียงตอบรับ องค์แดริสก็หันหลังกลับแล้วเสด็จจากไป คณะตามเสด็จทุกคนเดินติดตามไปในทันที รวมถึงท่านแม่ทัพหลวงที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองบุตรสาวของตัวเอง
    ทหารผู้ดูแลห้องคุมขังพิเศษเปิดประตูกรงออกกว้างให้หญิงสาวได้ก้าวพ้นออกมาเป็นอิสรภาพ แต่คงเพราะไม่ทันได้ระวังจีโอเรียจึงสะดุดกับขอบประตูกรงด้านล่างจนเสียหลักล้มลง
    “ระวังหน่อยสิ”
    คาอูลตรงเข้ามาช่วยรับตัวไว้ก่อนที่หญิงสาวจะล้มคว่ำหน้าฟาดลงกับพื้น แต่แล้วเมื่อตั้งหลักขึ้นมาได้ ไม่เพียงไม่มีเสียงขอบคุณ จีโอเรียยังรีบสะบัดตัวเชิดหน้าหนีออกจากอดีตคู่หมายของตนในทันที
    “เจ้านี่มัน...เกินเยียวยาจริงๆ” คาอูลเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออด ทั้งที่เขาพยายามมองหญิงสาวในแง่ดีขึ้นบ้างเมื่อคิดตามคำพูดของฟีออนแล้ว แต่ดูเหมือนว่านิสัยส่วนตัวของนางจะเหลือสุดเกินทนจริงๆ
    “เฮอะ...ที่ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้เพราะเจ้านั่นแหละ! หากข้าไม่ถูกบังคับให้แต่งงานกับเจ้าก็คงไม่ต้องหนีมาเป็นนางในพิเศษแบบนี้หรอก!” หญิงสาวหันมามองชายหนุ่มอย่างโกรธแค้นแทบกินเลือดกินเนื้อเลยทีเดียว
    “แล้วคิดว่าข้าอยากแต่งงานกับเจ้านักรึไง ข้าก็โดนบังคับเหมือนกับเจ้านั่นแหละ!” เมื่อขึ้นเสียงมาชายหนุ่มก็ขึ้นเสียงกลับอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน
    “หากไม่อยากแต่งแล้วทำไมไม่ทำอะไรสักอย่างเข้าล่ะ เพราะเจ้ามันขี้ขลาดข้าถึงต้องทำเองนี่ไง”
    “นี่เจ้า...” คาอูลแทบอยากจะชักดาบที่พกไว้ออกมาสับร่างของนางออกเป็นหมื่นซีก “เจอแบบนี้แล้วยังปากดีไม่เลิกอีก เจ้าเกือบฆ่าพ่อตัวเองเพราะปากของเจ้าแล้วไม่เห็นรึไง ดีที่ฝ่าบาทไม่ทรงถือสา”
    “ข้าหรือคนบ้านข้าจะอยู่จะตายยังไงก็ไม่ใช่ธุระของเจ้า”
    นายทหารเฝ้าประตูได้แต่มองทั้งสองตาปริบๆ คนทั้งหมดต้องออกไปแล้วเพราะพวกเขาต้องปิดประตูตามหน้าที่
    “เอ่อ พวกท่าน...”
    “เจ้าอย่ายุ่ง!” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น
    “หุบปากไปเลย!” ตามด้วยคำสั่งจากหญิงสาวที่หันมาบอกกับเหล่าทหารแทบจะพร้อมเพรียงกัน ผู้ดูแลประตูได้แต่ส่ายหน้ากับเหล่าท่านหญิงท่านชายทั้งสอง แล้วเดินกลับออกไปรอที่หน้าทางเข้าแทน
    “ท่านแม่ทัพหลวงเป็นผู้ใหญ่ที่ทหารอย่างเราเคารพนับถือ ชีวิตของท่านมีค่ามากกว่าคนอย่างเจ้าตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่าที่จะให้เจ้ามาพรากไปได้ด้วยปากพล่อยๆ ของเจ้าหรอกนะ! หัดทำตัวให้มันดีๆ สงบปากลงซะบ้าง ถ้าไม่ใช่เพื่อท่านแม่ทัพหลวง ก็เพื่อชีวิตตัวเองเถอะ ขืนยังทำตัวแบบนี้ต่อไป ข้าคงไม่แปลกใจหากเจ้าจะตายเพราะปากตัวเองสักวัน ถึงจะอยู่ที่นี่อีกร้อยปี เจ้าก็คงแก่หงั่กตายคาสวนดอกไม้นั่นแหละไม่มีทางได้เข้าเฝ้าอีกหรอก!”
    “นี่เจ้า! อ้อ...แน่ล่ะ! ข้าไม่ใช่คนโปรดที่คอยพูดจาอ่อนหวานตอแหลน่ารำคาญเหมือนแม่จานิสต้านั่นหรอกนะ พวกผู้ชายก็เห็นก็มองแค่ในสิ่งที่ตัวเองอยากเห็นเท่านั้นแหละ!”
    “โอ้ย...นี่เจ้าอยากหัวขาดนักรึไง! ข้าควรเสกหาคำพูดอะไรมาบอกผู้หญิงอย่างเจ้าดีนะ! รู้ตัวไว้ซะด้วยว่าถ้าไม่ได้ท่านจานิสต้าพูดช่วยเจ้าไว้ เจ้าคิดว่าตัวเองจะหลุดออกจากที่นี่ไปได้ง่ายๆ รึไง! เจ้าควรไปขอบใจนางซะอีก! เจ้าคิดว่าฝ่าบาทเป็นคนอย่างไรถึงจะได้ไม่รู้ว่าใครคนไหนตอแหลใส่พระองค์บ้าง เจ้าเองก็ตัดสินคนที่ภายนอกให้เป็นอย่างที่เจ้าอยากจะคิดเหมือนกันนั่นแหละ! ถ้าอยากทำตัวเองให้เป็นที่โปรดปรานบ้างก็หัดเอาอย่างท่านจานิสต้าซะบ้าง! เกิดเป็นท่านหญิงสูงศักดิ์ซะเปล่า แม้แต่เด็กรับใช้ในครัวยังฉลาดกว่าเจ้าไม่รู้กี่หมื่นเท่า!”
    หญิงสาวนิ่งอึ้งไปเลยเมื่อคาอูลพูดจบ และเมื่อได้จังหวะเป็นฝ่ายรุกเพียงผู้เดียวแล้ว นายทหารมหาดเล็กฯ จึงอาศัยโอกาสนี้ปิดประตูชัยก่อนจะหันหน้าเดินหนีออกมาก่อนในทันที
    “อ่อ...ลืมบอกไปอีกอย่าง แม้ข้าจะรู้สึกว่ามันเป็นโชคดีของข้าเองก็เถอะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณเจ้าที่หนีงานแต่งงานมาเป็นนางในพิเศษเราก็เลยไม่ได้แต่งงานกัน! นับจากนี้ข้าจะบูชาขอบคุณเหล่าเทพพิทักษ์ทั้งหลายทุกวัน เพื่อเป็นการตอบแทนความโชคดีอันลึกล้ำที่สุดในชีวิตนี้ทีเดียว!”

    ฟ้าสางต้อนรับรุ่งอรุณวันใหม่ ค่ำคืนชวนหวาดหวั่นและวุ่นวายผ่านไปได้ในที่สุด
    สถานพยาบาลภายในเขตพระราชฐานฝ่ายในนั้นกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยหน้าต่างมากมายทำให้บรรยากาศโล่งโปร่งไม่อึดอัด คณะเสด็จขององค์แดริสเพิ่งมาถึงที่นี่ แม่นมเจนกับจานิสต้าก็ติดตามมาด้วย ขบวนหยุดลงที่หน้าเตียงแห่งหนึ่งซึ่งมีหญิงสาวต่างวัยสองคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
    ทันทีที่ท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่าและหญิงสาวอีกคนหนึ่งหันหน้ากลับมาถวายพระพร ทุกคนยกเว้นผู้ที่เคยเห็นหน้าฟีออนมาแล้ว ต่างก็ตะลึงพรึงเพริดกับสิ่งที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของหญิงสาวเลยทีเดียว แต่องค์เหนือหัวก็ไม่ทรงเปิดโอกาสให้ใครมีเวลาถามว่านางเป็นใครมาจากไหน หรือมาทำอะไรที่นี่เลยแม้แต่นิด
    โอลลี นางในพิเศษผู้เคราะห์ร้ายเมื่อวานได้สติฟื้นขึ้นมาแล้ว ทุกคนมองไปยังเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวตรงเลยลงจากไหล่เล็กน้อย บนใบหน้าที่แก้มด้านขวามีผ้าปิดแผลสีขาวขนาดใหญ่ปิดทับไว้ สภาพโดยรวมแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร ที่ดูหนักที่สุดคงมีเพียงท่าทีที่ยังตื่นตระหนกขวัญเสียเท่านั้น
    “อาการเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
    “ดีขึ้นแล้วเพคะ ฝ่าบาท”
    “ก็ดีแล้ว แล้วเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น เจ้าไปทำอะไรแถวสระน้ำในเขตอุทยานทิศใต้นั่น”
    หญิงสาวเล่าอย่างติดขัดเป็นระยะเพราะยังเจ็บแผลบนใบหน้า โดยสรุปแล้วได้ใจความว่า... เมื่อวานหลังจากทำงานที่แผนกตัดเย็บเสร็จ นางก็ออกไปเดินบริเวณสระน้ำเพราะคิดถึงบ้าน เพราะเมืองราฟต้าบ้านของนางอยู่ติดกับทะเล การได้เห็นแหล่งน้ำทำให้นางรู้สึกอุ่นใจเหมือนได้อยู่บ้าน เมื่อนั่งเหม่อไปจนเพลินและรู้ตัวว่ากำลังจะค่ำมืดแล้วก็เลยรีบกลับ ในตอนนั้นเองที่รู้สึกเหมือนถูกตัวอะไรบางอย่างกัดเข้าที่ขา และในขณะที่กำลังตั้งสติจะรีบวิ่งกลับมาให้ได้นั่นเอง หญิงสาวก็รู้สึกเหมือนถูกผลักจากด้านหลังแล้วจากนั้นก็สลบไป
    “เจ้าไม่เห็นหรือว่าใครเป็นคนผลัก...”
    “ไม่ทราบเลยเพคะ พอถูกผลักหม่อมฉันก็หมดสติไป”
    “ทูลฝ่าบาท...” เสียงจากแพทย์หลวงดังแทรกขึ้น “ดูจากอาการแล้วนางถูกตัวคูโมกัดเข้าพ่ะย่ะค่ะ”
    “ตัวคูโมงั้นรึ”
    “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท คูโมเป็นสัตว์ขาปล้องชนิดหนึ่งคล้ายกับแมลงตัวโต มีแปดขาและมีพิษ ฤทธิ์ของมันทำให้ผู้ถูกกัดสลบได้ หากถูกกัดหลายตัวอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ไม่กี่วันก่อนก็มีเด็กรับใช้ในครัวทางทิศใต้คนหนึ่งถูกกัดเข้าจนหมดสติ แล้วล้มลงผิดท่าจนแขนหักเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
    “งั้นรึ...แล้วบาดแผลอื่นๆ ของนางล่ะ”
    “นอกจากรอยแผลที่แก้มแล้ว ไม่มีจุดไหนน่ากังวลพ่ะย่ะค่ะ”
    เสียงสะอึกสะอื้นเริ่มดังขึ้นจากหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายเมื่อกล่าวถึงประโยคนี้ การมีบาดแผลบนใบหน้าเป็นสิ่งที่นางในพิเศษเกรงกลัวที่สุด
    “แผลนั้นเกิดจากอะไร” องค์แดริสนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นต่ออีกครั้ง
    แพทย์หลวงเองก็พักจังหวะการตอบล่าช้าลงไปเล็กน้อยเช่นกัน เพื่อพิจารณาคำตอบให้ถี่ถ้วนที่สุดก่อนทูล เพราะคำตอบนี้คงจะเป็นหนึ่งในใจความสำคัญเพื่อนำไปสรุปบางสิ่งให้ต่อยอด
    “บาดแผลคล้ายกับถูกของมีคมบาดเข้าพ่ะย่ะค่ะ”
    องค์กษัตริย์หันกลับไปมองหญิงสาวปริศนาผู้มีบาดแผลขนาดใหญ่อยู่บนใบหน้าทั้งสองแก้ม ก่อนจะหันกลับมาตรัสกับหมอหลวงต่อ
    “เป็นไปได้ไหมว่าตอนหกล้มลงหน้าของนางอาจไปกรีดเข้ากับหินแหลมๆ เข้า” ผู้ที่ได้ฟังต่างนิ่งคิดไปตามนั้น หากมีการสันนิษฐานว่าเป็นไปได้คดีนี้อาจพลิก การถูกตัวคูโมกัดก็ทำให้สติขาดผึงได้อยู่แล้ว หญิงสาวอาจจะล้มลงโดยที่รู้สึกไปเองว่ามีใครผลักก็อาจเป็นได้
    “ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้แต่ค่อนข้างยากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมลองถามจากทหารที่พานางมาดูแล้วแต่จุดที่นางล้มไม่มีพุ่มไม้อยู่ หากเกิดจากเศษหิน แรงจากการล้มกระแทกน่าจะทำให้ตัวแผลลึก ไม่ก็กว้างหรือเหวอะหวะกว่านี้ และไม่น่าจะลากยาวจากโหนกแก้มลงมาถึงมุมปากแบบเรียบกริบเหมือนโดนของมีคมบาดเข้าฉับเดียวเช่นนี้ และตามลำตัวจากที่หมอหญิงตรวจดูแล้วก็ไม่พบรอยแผลอื่นใด เป็นเพียงรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่น่าจะเกิดจากตอนล้มลงไปพ่ะย่ะค่ะ”
    “นั่นแปลได้ว่ามีใครบางคน ใช้อะไรสักอย่างกรีดใบหน้าของนางให้เป็นแบบนี้สินะ”
    “เป็นไปได้ว่าอาจเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อแพทย์หลวงสรุปเช่นนั้น เสียงร้องไห้ของโอลลีก็ดังขึ้นอีก
    “หม่อมฉันกลัวเพคะฝ่าบาท”
    “เพราะข้าเองที่ดูแลพวกเจ้าไม่ดีพอ” องค์เหนือหัวทำได้เพียงยกมือขึ้นสัมผัสศีรษะของหญิงสาวที่นั่งพิงอยู่บนหัวเตียงคนไข้อยู่หลายที นั่นยิ่งทำเอาหญิงสาวร้องไห้หนักข้อขึ้นอีก
    “ชามี” องค์แดริสเรียกหนึ่งในสี่ของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ติดตามมา “ไปบอกทุกคนในเขตทิศใต้ให้รวมตัวกัน ข้าจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้...”

    จีโอเรียเดินเข้ามาภายในห้องทานอาหารที่อยู่ติดกับโรงครัวท่ามกลางสายตาเฉยเมยของทุกคน หญิงสาวไม่อยากนึกใส่ใจว่าใครจะมองตนเองอย่างไร นางไม่ได้ทำเสียอย่าง ไม่ผิดก็คือไม่ผิดวันยังค่ำแล้วแต่ใครจะเชื่อก็แล้วกัน
    เช้าวันนี้ห้องทานอาหารก็ยังอื้ออึงไปด้วยบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวาน ไม่นานหลังจากที่จีโอเรียเดินไปรับอาหารและเครื่องดื่มมานั่งเพียงลำพังแล้ว ก็มีนายทหารในชุดเครื่องแบบที่บ่งบอกว่าสังกัดกองมหาดเล็กรักษาพระองค์ปรากฏตัวขึ้นเพื่อพูดคุยกับคุณฟิลิฟป้า ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการว่า ฝ่าบาทกำลังจะเสด็จมาที่นี่
    เท่านั้นเอง... กระจกพกพา หวี ตลับแป้ง และอื่นๆ ก็ถูกควักขึ้นมาจากกระเป๋ากระโปรงของเหล่าหญิงสาวกันจ้าละหวั่น ไม่บ่อยนักที่จะทรงเสด็จมาเยือนถึงที่นี่ด้วยพระองค์เอง การแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูดีและพร้อมที่สุดก็นับเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าหากเป็นที่สะดุดตา จีโอเรียมองภาพเหล่านั้นแล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ แต่งกันเข้าไปแค่ไหนก็เหมือนแมลงหวี่...ที่ไม่อาจสยายปีกเป็นผีเสื้ออย่างงามสง่าเหมือนจานิสต้าได้เลย
    ตัวนางเองก็เถอะ จีโอเรียเองก็ยอมรับว่าจานิสต้าสวยประหลาดผิดมนุษย์มนาเหลือเกิน หากจะสู้เรื่องความสวยใครในนี้ก็คงสู้แม่สาวผมทองคนโปรดไม่ได้ทั้งนั้นแม้แต่ตัวนางเอง ดังนั้นหนทางพิชิตใจฝ่าบาทคงต้องหาด้วยหนทางอื่น อย่างที่เจ้าคาอูลนั่นเคยบอกไว้...นางน่าจะลองแอบมองแล้วเรียนรู้จากจานิสต้าดูบ้างแล้ว
    หลังจากชุลมุนกันอยู่พักหนึ่ง ก็มีเสียงประกาศเบิกทางว่าฝ่าบาทได้เสด็จมาถึงแล้วในที่สุด ทุกอย่างตกอยู่ในความสงบและเป็นระเบียบ แม้แต่คนในครัวส่วนใหญ่ก็ยังวางมือจากหน้าที่แล้วออกมารับเสด็จเช่นกัน
    จานิสต้าซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีชมพูตามแบบของนางในพิเศษ โดดเด่นเตะตาที่สุดในบรรดาชุดเครื่องแบบสีทึบโทนเข้มของคนอื่นๆ หญิงสาวผมทองตกเป็นเป้าสายตาแห่งความอิจฉาของนางในพิเศษแทบทุกคน ที่ได้มีโอกาสอยู่ในขบวนเสด็จเช่นนั้น
    ทุกคนตกตะลึงในตอนแรกเมื่อเห็นหญิงสาวผู้มีบาดแผลฉกรรจ์บนใบหน้า เพราะนึกไปว่าอาจจะเป็นโอลลีซึ่งได้ยินมาว่ามีบาดแผลบนใบหน้าด้วย แต่เมื่อมองไปมาดูให้ดีแล้วก็พบว่าไม่ใช่
    “โอลลีถูกใครสักคน ใช้อะไรสักอย่างทำร้ายจนมีแผลบนใบหน้า และคนร้ายยังลอยนวลอยู่ มีใครในนี้อยากจะแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลอะไรที่น่าจะมีประโยชน์กับข้าบ้างไหม”
    เลิ่กลั่กมองกันไปมาสักพักถึงข้อเท็จจริงอันน่าตื่นตระหนกนั่นแล้ว เหล่านางในก็ต่างนิ่งคิดหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อดึงดูดความสนใจจากฝ่าบาทกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
    “ไม่กี่วันก่อนนางมีปากเสียงกับนางในจีโอเรียเพคะ” หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นตอบในที่สุด
    “ขอบใจเจ้ามาก ใครมีอย่างอื่นอีกมั้ย” แต่แล้วฝ่าบาทก็ทรงตอบกลับอย่างเรียบง่ายโดยไม่มีทีท่าจะสนใจข้อมูลนั้นสักนิด เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ดูเหมือนนอกจากนี้ยังไม่มีใครพอจะนึกอะไรที่เป็นสาระสำคัญเป็นประโยชน์ได้
    “หากใครมีอะไรเพิ่มเติมก็ให้มาแจ้งไว้กับคุณฟิลิฟป้าโดยตรง จากนี้ไปให้ระมัดระวังตัวให้ดี ช่วงนี้งดการออกไปทำหน้าที่นอกตัวอาคาร ใครที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านนอกให้มาพบคุณฟิลิฟป้าเพื่อหน้าที่ใหม่ชั่วคราว อย่าไปไหนมาไหนเพียงลำพังคนเดียว อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนหรือจะเป็นเด็กรับใช้ในครัวก็ได้...ให้คอยติดตามไปด้วยหากต้องออกนอกเขตตัวอาคาร”
    ได้ฟังประโยคนี้แล้ว ฟีออนก็ยิ่งตระหนักได้ถึงภารกิจของตัวเองที่ฝ่าบาทต่อสะพานทางเดินไว้ให้อ้อมๆ เลยทีเดียว ยังไม่มีรายงานว่าค้นพบผู้ลักลอบหนีออกนอกวังไป ไม่มีการค้นพบคนแปลกหน้าอื่นใด แม้จะเรียกกองทหารมาเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าค้นหากันอย่างหนักหน่วงทั่วทั้งพระราชวังตลอดทั้งคืน คนที่แปลกหน้าที่สุดในวังตอนนี้ก็คงจะเป็นตัวนางเองนี่แหละ มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าคนร้ายเป็นคนใน และดังที่ฝ่าบาทคาดการณ์ไว้ว่าอาจจะอยู่ในเขตพระราชฐานทิศใต้นี่เอง
    กวาดสายตามองดูเหล่าสาวงามที่ยังเงียบเหมือนเก็บงำบางอย่างไว้แล้ว ใครต่อใครก็ช่างดูน่าสงสัยไปหมดเหลือเกิน
    “โอลลีปลอดภัยแล้วอีกสองสามวันก็คงกลับมาพักที่นี่ตามปกติได้ อย่างไรก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและดูแลเพื่อนของพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน ทหารเวรยามรักษาการณ์จะเพิ่มจำนวนขึ้น ข้าจะรีบสืบสวนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ทุกคนต้องหวาดกลัวไปมากกว่านี้”
    ตรัสจบองค์แดริสก็ก้าวเท้าเสด็จออกไปยังประตูที่เข้ามา จานิสต้าย่อตัวลงเคารพเป็นการส่งเสด็จและคณะติดตามทั้งหลายเช่นเดียวกับคนอื่น แต่แล้วอยู่ๆ องค์เหนือหัวก็หยุดชะงัก จนคนทั้งคณะหยุดอย่างกะทันหันไปตามๆ กัน
    “เจ้าเองก็มาด้วย จานิสต้า”
    หญิงสาวผู้ถูกเรียกเงยหน้ามองขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่แสดงให้เห็นว่าเป็นที่โปรดแบบอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้มาก่อน เจ้าของผมสีทองเพียงหนึ่งเดียวในห้องรับคำ แล้วรีบเดินไปหยุดอยู่ด้านข้างแม่นมเจนดั่งตอนขามา ก่อนที่คณะเสด็จทั้งหมดจะเริ่มออกเดินต่ออีกครั้ง
    ไม่ทราบด้วยเหตุใด แต่ฟีออนรู้สึกได้ว่านี่เป็นสัญญาณบางอย่างที่ส่งมาจากฝ่าบาท หญิงสาวรีบกวาดสายตาแลมองปฏิกิริยาต่างๆ จากทุกคนที่อยู่ภายในห้องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อเก็บรายละเอียดสีหน้าท่าทางต่างๆ ของทุกคนให้ได้มากที่สุด
    และแล้วสีหน้าซีดเผือดระคนขึงโกรธซึ่งจ้องขบวนเสด็จตามหลังอย่างไม่วางตา อาการเม้มปากแน่นจนคล้ายว่าจะสั่นเกร็งน้อยๆ กับสองมือที่จับบีบกันแน่นไขว้อยู่ที่ด้านหลังของนางในคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนอยู่ใกล้กับฟีออนที่สุดนั้น ก็ทำให้หญิงสาวผู้ได้รับภารกิจลับในคราบเด็กรับใช้อันต่ำต้อยค้นพบเป้าหมายแรกที่จะเริ่มเก็บข้อมูล