เช้าวันที่สามในนครธรณีสามเริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านหมอกยามรุ่งสางลงมาทาบทับถนนหินที่ยังเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นขนมปังอบและน้ำต้มกระดูกสัตว์อสูรจากร้านค้าริมถนนที่เพิ่งเปิดแผงฟุ้งกระจายไปทั่วย่านตลาดสมุนไพร เสียงล้อรถเกวียนบดทับพื้นหินและเสียงพ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงเรียกแขกค่อยๆ ดังขึ้นตามจังหวะที่เมืองตื่นขึ้น
จ้าวหานตื่นขึ้นก่อนไก่ขัน
เขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องพักั้แ่ก่อนฟ้าสาง ฝ่ามือวางคว่ำบนเข่า แต่แทนที่จะฝึกสมาธิแบบผู้ฝึกตนทั่วไปที่รีดเร้นพลังปราณจากอากาศรอบข้าง เขากำลังทำบางอย่างที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
แผ่นโลหะสีเทาที่ซื้อมาจากร้านของเก่าเมื่อวานวางอยู่ตรงหน้าเขา
[เ้านายครับ ผมวิเคราะห์ตลอดคืนแล้ว คลื่นพลังงานจากแผ่นโลหะนี้มีความถี่ที่ตรงกับอักขระที่กล่องมรดกบรรพชนของตระกูลมู่ฝากไว้ในระบบประสาทของคุณ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังถอดรหัสไม่ได้สมบูรณ์ ผมเชื่อว่าอาจต้องมีแผ่นอื่นมาเสริมด้วยครับ!]
'แปลว่าแผ่นนี้เป็แค่ชิ้นส่วนหนึ่ง?' จ้าวหานถามในใจ
[น่าจะเป็แบบนั้นครับ ลวดลายบนแผ่นมีรูปแบบที่บ่งบอกว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า เหมือนกับแผนที่ที่ถูกตัดออกมาชิ้นเดียว คุณไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือแผนที่ไปไหนถ้าไม่มีชิ้นอื่น!]
จ้าวหานหยิบแผ่นโลหะขึ้นมาถือ ผิวโลหะเรียบเนียนและเย็นในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีมันก็อุ่นขึ้นเล็กน้อยราวกับตอบสนองต่ออุณหภูมิของกายาเหล็กไหล ลวดลายบนผิวดูเหมือนจะเข้มขึ้นเล็กน้อยในแสงรุ่งเช้า
'เก็บไว้ก่อน ค่อยว่ากัน' เขาสรุป ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปที่หน้าต่าง
ตลาดเช้าของนครธรณีสามกำลังคึกคัก และกระเพาะอาหารของเขาส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากว่า้าอะไรก่อนสิ่งใดในโลก
จ้าวหานลงไปชั้นล่างพบว่ามู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวพร้อมชาร้อนหนึ่งจอกและขนมหวานจานเล็ก นางดูสดชื่นกว่าที่เขาคาดไว้มากสำหรับคนที่เพิ่งผ่าน่เวลาที่เต็มไปด้วยความกดดัน
"เช้าแล้วค่ะคุณชายจ้าว" นางแหงนหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักของเขา
"เช้า" จ้าวหานตอบสั้นๆ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เก้าอี้ส่งเสียง เอี๊ยดดดด! แต่ทนน้ำหนักได้
คนรับใช้ที่ยืนรออยู่รีบเดินเข้ามา จ้าวหานมองไปที่เมนูบนแผ่นไม้ที่แขวนอยู่บนผนัง อ่านอยู่สองวินาทีแล้วก็สั่ง
"เนื้อวัวอสูรตุ๋นซี่โครงหม้อใหญ่ ขนมปังงาดำแปดแผ่น ไข่ต้มสัตว์อสูรสี่ฟอง และชาร้อนหนึ่งจอก"
คนรับใช้จดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่แสดงอาการ เดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย
มู่รุ่ยเสวี่ยมองดูรายการอาหารด้วยสีหน้าที่ผสมระหว่างขำขื่นและยอมรับความจริง "ท่านยังหิวหลังจากกินถุงเนื้อแห้งทั้งสามถุงเมื่อคืนอีกหรือคะ?"
"กายาเหล็กไหลขั้นกลาง้ามวลสารมากกว่าขั้นต้นสามเท่า" จ้าวหานอธิบายอย่างจริงจัง "และเตาปฏิกรณ์ชีวภาพในจุดตันเถียนทำงานตลอดคืน ข้าเสียพลังงานไปพอสมควร"
"ข้าเข้าใจหลักการค่ะ" นางพูด "แค่ยังปรับตัวกับปริมาณไม่ค่อยได้"
[เ้านายครับ แม่นางมู่ดูสบายใจมากกว่าเมื่อวาน ผมประเมินว่าผลการประชุมสภาเมื่อวานทำให้นางได้รับน้ำหนักจากบ่าลงไปบ้าง!]
'ข้าเห็นเองได้' จ้าวหานตอบในใจ ก่อนจะหยิบชาร้อนที่คนรับใช้นำมาวางขึ้นจิบช้าๆ รสขมอ่อนๆ กระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัวขึ้น
"แม่นางมู่วางแผนวันนี้ไว้อย่างไร?" เขาถาม
"่เช้าต้องรับรายงานสถานะสาขาหลักจากต้วนหยาง ่บ่ายต้องเขียนหนังสือถึงสำนักงานใหญ่ในเมืองหลวงเพื่อรายงานเื่มู่ฉางหยวน และ่เย็น..." นางหยุดนิ่งครู่หนึ่ง "่เย็นไม่มีแผนพิเศษค่ะ"
"งั้น่เย็นข้าจะออกสำรวจตลาด" จ้าวหานพูดตรงๆ
"สำรวจตลาดเพื่อ...?"
"หาของกิน" เขาตอบ แล้วก็เพิ่มเติม "และสำรวจดูว่ามีอะไรน่าสนใจในเมืองนี้บ้าง"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดออกมาอย่างตรงๆ "ข้าขอร่วมไปด้วยได้ไหมคะ? ข้าอยู่นครธรณีสามมาหลายครั้งแต่ไม่เคยได้เดินตลาดเองโดยไม่มีผู้คุ้มกันแถวตามเป็ขบวน"
"ข้าก็เป็ผู้คุ้มกันของท่านนะ"
"ท่านต่างออกไปค่ะ" นางพูดพลางหยิบชาขึ้นจิบ ทำท่าสนใจชาในถ้วยอย่างเอาใจใส่เกินไปเล็กน้อย
อาหารเช้าของจ้าวหานมาถึงในถาดขนาดใหญ่พิเศษ หม้อซี่โครงวัวอสูรตุ๋นฟุ้งไอร้อน กลิ่นเนื้อและเครื่องเทศลอยอวลชวนกระตุ้นต่อมรับรส เขากินอย่างเป็ระบบมากกว่าที่มู่รุ่ยเสวี่ยคาดไว้ ไม่ได้สวาปามแบบตะกละ แต่กินอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอราวกับว่าการกินคือการทำงาน
"ท่านกินเพื่อฝึก ไม่ใช่ฝึกเพื่อกิน..." นางพูดขึ้นเมื่อสังเกตเห็นรูปแบบ
"ข้าทั้งสองอย่าง" จ้าวหานตอบพลางแกะซี่โครงชิ้นใหม่ขึ้นมา
มู่รุ่ยเสวี่ยหัวเราะเบาๆ ออกมาโดยไม่ตั้งใจ
่เช้าดำเนินไปอย่างราบรื่น
ต้วนหยางรายงานสถานะสาขาหลักให้มู่รุ่ยเสวี่ยฟังอย่างละเอียด ทรัพย์สินและบัญชีอยู่ในสภาพดีกว่าที่นางคาดไว้มาก มู่ฉางหยวนอาจเก็บเงินออกไปส่วนหนึ่ง แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำลายสาขาหลักที่เขาต้องพึ่งพาเช่นกัน
เว่ยกังรายงานว่ากำลังสำรองหกคนที่รออยู่รอบอาคารเมื่อวานถอนตัวออกไปใน่เช้าตรู่แล้ว ไม่มีสัญญาณว่ามู่ฉางหยวนกำลังวางแผนอะไรเพิ่มเติมในทันที
มู่เฉิงอาการดีขึ้นจนสามารถนั่งทำงานได้ตามปกติ เขาช่วยมู่รุ่ยเสวี่ยเรียบเรียงหนังสือรายงานไปยังสำนักงานใหญ่ด้วยความรอบคอบ
จ้าวหานนั่งอยู่ข้างนอกห้องประชุม ถือแผ่นโลหะสีเทาไว้ในมือ พลิกไปมาช้าๆ
[เ้านายครับ ผมลองเปรียบเทียบรูปแบบลวดลายบนแผ่นนี้กับข้อมูลที่กล่องมรดกบรรพชนฝากไว้อีกครั้ง พบว่ามันน่าจะเป็ส่วนที่สี่หรือห้าจากทั้งหมดน่าจะเจ็ดถึงเก้าส่วน!]
'เจ็ดถึงเก้าชิ้น...' จ้าวหานพิจารณา 'กระจายอยู่ตรงไหนบ้างในทวีปนี้?'
[ยังไม่มีข้อมูลครับ แต่ถ้าแผ่นนี้โผล่ขึ้นมาที่นครธรณีสาม ชิ้นอื่นๆ อาจจะอยู่ในสถานที่สำคัญในทวีปเทียนหยวนด้วย!]
"ท่านจ้าวหาน..."
เสียงของมู่เซียงหยู ผู้าุโใหญ่หญิงจากการประชุมเมื่อวาน ดังขึ้นจากปลายทางเดิน หญิงวัยหกสิบห้าเดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆ มือถือถุงผ้าเล็กๆ
จ้าวหานเก็บแผ่นโลหะเข้ากระเป๋าแล้วยืนขึ้น
"ท่านผู้าุโมีธุระอะไรหรือ?"
"แค่แวะมาทักทาย" มู่เซียงหยูพูดพลางยื่นถุงผ้าออกมา "และนำสิ่งนี้มาให้"
จ้าวหานรับถุงไว้ เปิดดูภายในพบขวดแก้วสีน้ำตาลทึบสองขวดและซองผ้าเล็กๆ อีกสองซอง
"นั่นคือ 'น้ำมันขัดเกลาโลหะ' ของนักรบสายกายาโลหะโบราณ" มู่เซียงหยูอธิบาย "ข้าเคยศึกษาวิชาฝึกกายาในอดีต แต่เส้นทางของข้ากลับเป็ทางปราณแทน อย่างไรก็ตามข้าจำได้ดีว่าการขัดเกลากายาโลหะนั้นต้องใช้สิ่งนี้เป็ระยะ มันช่วยให้โครงสร้างเซลล์โลหะชีวภาพปรับตัวได้ดีขึ้นใน่การเลื่อนขั้น"
[เ้านายครับ! ผมวิเคราะห์ส่วนประกอบแล้ว นี่คือสารที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างเหล็กไหลระดับเซลล์ ปกติซื้อได้ตามร้านขายยาสายกายาหายากมากๆ มูลค่าขวดละน่าจะหลายหมื่นหินปราณเลยครับ!]
จ้าวหานมองผู้าุโหญิงที่ยืนยิ้มอยู่ "ทำไมถึงให้?"
มู่เซียงหยูยักไหล่เบาๆ "เพราะข้าอยู่ในสภาคณะผู้าุโมาสามสิบปี และในสามสิบปีนั้น ข้าไม่เคยเห็นผู้คุ้มกันคนไหนที่ทำงานโดยไม่ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าแบบท่าน" เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง "ในยุทธภพ คนแบบท่านนั้นหายากมาก จึงควรดูแลรักษาไว้ให้ดี"
"ข้าไม่ใช่ม้าศึก" จ้าวหานพูดตรงๆ
"ไม่ใช่" มู่เซียงหยูตอบอย่างเห็นด้วย "แต่ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้คิดแบบนั้นอยู่แล้ว" เธอหัวเราะเบาๆ "รุ่ยเสวี่ยโชคดีที่พบท่าน"
ก่อนที่จ้าวหานจะหาคำตอบได้ ผู้าุโหญิงก็หันกลับและเดินออกไปอย่างสบายๆ
[เ้านายครับ ผมตรวจพบอัตราการเต้นหัวใจพุ่งสูงขึ้นเล็กน้อยครับ!]
'เงียบ' จ้าวหานสั่งสั้นๆ แล้วก็เก็บถุงของขวัญใส่กระเป๋า
บ่ายสองโมง มู่รุ่ยเสวี่ยเดินออกมาจากห้องทำงานพร้อมกับอาการเหนื่อยล้าที่ปิดบังไว้ไม่ค่อยดีนัก เธอพบจ้าวหานนั่งอยู่ที่บันไดหน้าอาคารกำลังกินขนมปังอีกแผ่น
"เสร็จแล้วหรือคะ?" เขาถาม
"เสร็จค่ะ หนังสือส่งออกไปแล้ว" นางนั่งลงข้างๆ เขาบนขั้นบันได อากาศบ่ายของนครธรณีสามอบอุ่นสบาย
"แล้ว่เย็นล่ะ?" จ้าวหานชวน
มู่รุ่ยเสวี่ยลังเลอยู่เสี้ยววินาทีแล้วก็พยักหน้า "ไปค่ะ"
ตลาดยามเย็นของนครธรณีสามนั้นต่างจากตลาดเช้าอย่างสิ้นเชิง
ยามเช้าเป็ตลาดของคนทำงาน ยามเย็นเป็ตลาดของคนที่อยากเพลิดเพลิน แผงขายอาหารทอดและย่างตั้งเรียงรายสองข้างทาง กลิ่นน้ำมันร้อนและเนื้อย่างฟุ้งผสมกับกลิ่นหวานของขนมหม้อแกงและลูกชุบที่ทำสดๆ ต่อหน้าลูกค้า โคมไฟสีส้มแดงเริ่มสว่างขึ้นตามชายคา เด็กๆ วิ่งเล่นระหว่างแผง คนแก่นั่งเล่นหมากรุกใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง
มู่รุ่ยเสวี่ยเดินอยู่ข้างๆ จ้าวหาน ห่างกันพอสมควรแต่ใกล้พอที่จะพูดคุยกันได้ เธอสวมชุดคลุมสีน้ำตาลธรรมดาที่ไม่บ่งบอกสถานะ ผมรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย ดูต่างออกไปจากคุณหนูตระกูลมู่ที่เธอมักจะเป็อย่างมาก
"ท่านดูสบายใจขึ้นนะคะ" จ้าวหานสังเกต
"นี่เป็ครั้งแรกในรอบปีที่ข้าออกเดินตลาดโดยไม่มีผู้ติดตามรายล้อม" นางพูดพลางมองรอบๆ ด้วยสายตาที่เบาสบาย "ท่านพ่อป่วยหนัก งานในตระกูลมากขึ้น ข้าเพิ่งนึกได้ว่าลืมใช้ชีวิตธรรมดาๆ ไปนานแค่ไหนแล้ว"
จ้าวหานไม่ตอบ แต่ก็ไม่เดินเร็วขึ้น ปล่อยให้การสนทนาดำเนินไปในจังหวะของมันเอง
พวกเขาหยุดที่แผงขายเนื้อย่างสัตว์อสูรระดับสองที่กลิ่นหอมโชยออกมาไกลหลายเมตร จ้าวหานสั่งสิบไม้โดยไม่ลังเล
"ท่าน้ากี่ไม้คะ?" เขาถามมู่รุ่ยเสวี่ย
"หนึ่งไม้ก็พอค่ะ" นางตอบ
"แค่หนึ่งไม้?" จ้าวหานมองนางด้วยสายตาที่ดูเหมือนเห็นใจ
"ข้าไม่ได้กินมากอย่างท่านนะคะ" มู่รุ่ยเสวี่ยพูดพลางรับเนื้อย่างไม้หนึ่งมา กัดชิมคำเล็กๆ แล้วก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ "อร่อยมากค่ะ"
จ้าวหานกินเนื้อย่างสามไม้แรกอย่างรวดเร็ว เตาปฏิกรณ์ชีวภาพตอบรับด้วยความอุ่นเบาๆ ที่กระจายออกไปตามเส้นเื
[เ้านายครับ เนื้ออสูรระดับสองนี้มีโปรตีนและแร่ธาตุเหล็กสูงมาก ดีกว่าที่ผมคิดไว้ เราควรซื้อมาเพิ่มครับ!]
'รู้อยู่แล้ว'
เดินต่อไปสักพัก พวกเขาหยุดหน้าร้านขายยาสมุนไพรที่มีกลิ่นเฉพาะตัว มู่รุ่ยเสวี่ยเดินเข้าไปดูของอยู่สักครู่ก่อนจะหยิบซองสมุนไพรเล็กๆ ออกมาสองซอง
"นี่คืออะไร?" จ้าวหานถาม
"'หญ้าสำรอกพิษ' ค่ะ ใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อขับของเสียที่สะสมในร่างกายจากการรับแรงปราณมากเกินไป" นางยื่นให้เขาหนึ่งซอง "ท่านลองดูบ้างไหมคะ?"
"ข้าไม่ใช้ปราณ"
"แต่เตาปฏิกรณ์ชีวภาพของท่านก็ผลิตของเสียในรูปแบบอื่นเช่นกัน..." มู่รุ่ยเสวี่ยพูดพร้อมกับหันมามองเขาตรงๆ "ข้าสังเกตว่าิัของท่านมีรอยดำเล็กๆ ปรากฏขึ้นตามบริเวณข้อพับเป็ครั้งคราว นั่นอาจเป็สัญญาณว่าร่างกายกำลังขับของเสียออกมาทางิั"
จ้าวหานหยุดนิ่งชั่วขณะ
[เ้านายครับ แม่นางมู่สังเกตได้ถูกต้องเลยนะ ผมเคยรายงานเื่นี้ไปครั้งหนึ่งแล้วแต่คุณบอกว่าไม่สำคัญ รอยดำเ่าั้คือส่วนที่เกิดจากการที่เตาปฏิกรณ์เผาผลาญมวลสารแล้วมีสารที่เหลือค้างอยู่ในรูขุมขนครับ ยาชนิดนี้น่าจะช่วยได้!]
"ข้ารับ" จ้าวหานพูดอย่างไม่มีทางเลือก
มู่รุ่ยเสวี่ยยิ้มพอใจพลางจ่ายเงินซื้อทั้งสองซอง
พวกเขาเดินต่อไปยังส่วนลึกของตลาดที่เต็มไปด้วยร้านขายของเบ็ดเตล็ด ของเก่า และเครื่องประดับราคาถูก มู่รุ่ยเสวี่ยหยุดดูสร้อยข้อมือแก้วสีเขียวที่แขวนอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง
"สวยดีนะคะ" นางพึมพำ
"ซื้อเลยถ้าชอบ" จ้าวหานพูดตรงๆ
นางส่ายหัว "มันเป็แค่กระจกเลียนแบบหยก ไม่ใช่ของแท้ แต่ผู้ทำฝีมือดีมาก"
"ถ้าท่านชอบรูปทรงมันก็พอแล้วนะ ไม่จำเป็ต้องเป็ของแท้ทุกอย่าง" จ้าวหานพูดเรียบๆ
มู่รุ่ยเสวี่ยเหลือบมองเขา "ท่านพูดแบบนั้นได้อย่างไรในฐานะคนที่ไม่เคยซื้อของให้ตัวเองเลยนอกจากของกิน?"
"เพราะข้าไม่้าอะไรนอกจากของกิน" จ้าวหานตอบ "แต่คนส่วนใหญ่้าสิ่งอื่นด้วย นั่นไม่ผิดอะไร"
มู่รุ่ยเสวี่ยพิจารณาสร้อยข้อมืออยู่อีกครู่ แล้วก็เดินผ่านไปโดยไม่ซื้อ แต่จ้าวหานหยุดอยู่ที่ร้านนั้นอีกสองวินาทีก่อนจะเดินตาม
เ้าของร้านที่เห็นก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รับเหรียญสองสามเหรียญที่ชายหนุ่มวางบนแผงอย่างเงียบๆ
พวกเขาพบร้านขายขนมหวานสดที่มีแถวคนรอยาวเหยียด เ้าของร้านเป็หญิงสูงอายุที่ทำขนมด้วยมือต่อหน้าลูกค้าอย่างรวดเร็วและชำนาญ กลิ่นน้ำตาลและถั่วคั่วฟุ้งออกมาชวนน้ำลายสออย่างหนัก
"ท่านอยากกินไหมคะ?" มู่รุ่ยเสวี่ยชวน
จ้าวหานมองแถวคน "รอนานไหม?"
"ประมาณสิบห้านาทีค่ะ ขนมของที่นี่มีชื่อเสียงมาก ข้าเคยมาตอนเด็กๆ กับท่านพ่อ"
เขาพยักหน้า ทั้งสองยืนต่อแถวรอ ระหว่างรอมู่รุ่ยเสวี่ยพูดถึงความทรงจำในวัยเด็กที่ท่านพ่อพาเธอมานครธรณีสามครั้งแรก เื่เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญทางการ แต่เล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นกว่าทุกครั้งที่เธอพูดเื่ธุรกิจหรือตระกูล
จ้าวหานฟังอยู่โดยไม่ขัด ซึ่งเป็สิ่งที่เขาทำได้ดีกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
เมื่อถึงคิว มู่รุ่ยเสวี่ยสั่งขนมถ้วยสองที่ จ้าวหานสั่งเพิ่มอีกห้าที่
หญิงแก่เ้าของร้านมองทั้งคู่แล้วก็ยิ้ม "คู่รักฝากท้องมาหรือหนู?"
มู่รุ่ยเสวี่ยแดงวูบขึ้นทันที "ไม่ใช่ค่ะท่าน เราเป็แค่..."
"เพื่อนร่วมเดินทาง" จ้าวหานพูดอย่างเรียบเฉยพลางรับถ้วยขนมแล้วเดินออกมา
มู่รุ่ยเสวี่ยรับถ้วยของตัวเองแล้วรีบเดินตามออกมา ใบหน้ายังแดงอยู่เล็กน้อย
[เ้านายครับ ผมอยากจะบันทึกว่านี่เป็ครั้งแรกที่คุณเรียกใครว่า 'เพื่อนร่วมเดินทาง' แทนที่จะเรียกว่า 'ผู้ว่าจ้าง' หรือ 'แม่นางมู่' ครับ!]
จ้าวหานเคี้ยวขนมหวานโดยไม่ตอบ รสชาติอ่อนหวานและกลิ่นถั่วคั่วนั้นต่างออกไปจากเนื้อสัตว์อสูรที่เขากินเป็ปกติ ไม่ได้เติมมวลสารให้ร่างกาย แต่มันก็ไม่ได้แย่เลย
ขณะที่เดินกลับมายังสาขาหลักใน่พลบค่ำ พวกเขาผ่านสี่แยกหลักของย่านตลาด
"คุณชายจ้าว รอครู่นึงนะคะ"
มู่รุ่ยเสวี่ยหยุดที่ร้านขายของเล็กแห่งหนึ่ง เธอเดินเข้าไปและออกมาภายในสองนาที มือถือกล่องกระดาษสีน้ำตาลเล็กๆ
เธอยื่นให้จ้าวหาน
"อะไรนี่?" เขารับมาพร้อมกับมองด้วยสายตาสงสัย
"เปิดดูค่ะ"
จ้าวหานเปิดกล่อง ภายในมีสร้อยข้อมือแก้วสีเขียวที่เห็นเมื่อกี้ที่ร้านของเก่า
"ท่านซื้อมาเองได้นะ" เขาพูดพลางมองนาง
"ข้ารู้ค่ะ แต่ท่านซื้อให้แล้ว" มู่รุ่ยเสวี่ยตอบ สายตาของเธอตรงและจริงใจ "ข้าแค่ไปเอามาจากเ้าของร้านที่ท่านจ่ายเงินไว้"
จ้าวหานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้พยายามอธิบายหรือแก้ตัว
"ของมันถูกมาก" เขาพูดในที่สุด
"ข้ารู้ค่ะ แต่ก็ยังได้รับความรู้สึกดีๆ เหมือนกัน" มู่รุ่ยเสวี่ยพูดพลางใส่สร้อยข้อมือแก้วลงบนข้อมือซ้าย มันแตกต่างจากเครื่องประดับหยกแท้ราคาแพงที่เธอมักจะสวมอย่างสิ้นเชิง แต่เธอมองมันด้วยสายตาที่อบอุ่นกว่า
จ้าวหานมองสร้อยข้อมือแล้วก็มองหน้าเธอ ก่อนจะหันกลับไปเดินต่อ
"มาเถอะ อาหารเย็นรอ"
มู่รุ่ยเสวี่ยยิ้มและเดินตามมา
คืนนั้นหลังอาหารเย็น จ้าวหานกลับไปที่ห้องพักและนำแผ่นโลหะสีเทาออกมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง แสงโคมไฟในห้องสาดลงมาทำให้ลวดลายบนผิวโลหะดูชัดเจนขึ้นบ้าง
[เ้านายครับ ผมคิดออกแล้ว! ถ้าเราใช้ความร้อนจากเตาปฏิกรณ์ปล่อยออกมาที่ฝ่ามือในระดับต่ำๆ แล้ววางลงบนแผ่นนี้ คลื่นความร้อนอาจกระตุ้นให้อักขระแสดงออกมาได้ครับ!]
จ้าวหานพิจารณาแินั้น แล้วก็ทำตาม เขาวางฝ่ามือลงบนแผ่นโลหะ ค่อยๆ ปล่อยความร้อนระดับต่ำออกมาจากเตาปฏิกรณ์ผ่านฝ่ามือ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที
แต่หลังจากนั้นสิบวินาที ลวดลายบนแผ่นโลหะเริ่มเรืองแสงสีทองจางๆ ราวกับถ่านที่เพิ่งได้รับลม และอักขระที่เคยดูเป็เพียงลวดลายตกแต่งเริ่มแยกออกจากกันเป็รูปแบบที่ชัดเจนขึ้น
[ครับเ้านาย! ผมเริ่มอ่านได้บางส่วนแล้ว! มันคือพิกัดหรือทิศทางบางอย่าง ชี้ไปยัง... 'จุดที่ดาวตกในสมัยา' ครับ!]
จ้าวหานจ้องมองแผ่นโลหะที่กำลังเรืองแสงในฝ่ามือ ความอุ่นจากมันแตกต่างจากความร้อนที่เขาปล่อยออกไป ราวกับว่าแผ่นโลหะนั้นตอบสนองกลับ
'จุดที่ดาวตกในสมัยา...'
[ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นั่นคือสถานที่ที่แก่นดาวตกน่าจะอยู่ครับเ้านาย! วัตถุที่คุณ้าสำหรับการอัปเกรดกายาเหล็กไหลสู่ขั้นสูงสุด!]
จ้าวหานวางแผ่นโลหะลงบนโต๊ะช้าๆ แสงทองจางๆ ค่อยๆ หายไปพร้อมกับที่ความร้อนสิ้นสุดลง
"ยังมีชิ้นส่วนอื่นอีก และยังมีเส้นทางที่ยาวกว่านี้" เขาพึมพำกับตัวเอง
แต่นั่นเป็เื่ของวันพรุ่งนี้
คืนนี้ เขาแค่รู้ว่าทิศทางที่ต้องเดินต่อไปนั้นชัดเจนขึ้นอีกก้าวหนึ่ง และในนครธรณีสาม ท่ามกลางความวุ่นวายของตระกูลมู่และปริศนาของแผ่นโลหะโบราณ เขายังมีเพื่อนร่วมเดินทางที่ซื้อยาให้เขาและใส่สร้อยข้อมือกระจกไว้ที่ข้อมือ
จ้าวหานเก็บแผ่นโลหะเข้าในมิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง แล้วก็นอนลง
เตียงส่งเสียง เอี๊ยดดดดดดดดดด! อันดังลั่นอีกครั้งจนทหารยามชั้นล่างอดไม่ได้ที่จะแลกสายตากัน