เมื่อเดินออกมาจากห้องอวิ๋นซีก็มองสำรวจไปรอบๆบ้าน บ้านดินขนาดเล็กนี้เป็บ้านแบบสามห้อง ห้องของพ่อกับแม่ ห้องของลู่เซิง และห้องของตัวเธอ ภายในบริเวณบ้านมีคอกไก่ที่เลี้ยงไก่ไว้สามตัวเพื่อออกไข่ ทุกวันจะเป็ลู่เซิงที่ไปหาผักป่ามาสับเพื่อเลี้ยงมัน ถัดจากคอกไก่จะเป็คอกหมูของพ่อ ทุกๆครอบครัวในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างก็เลี้ยงหมูกันครอบครัวละตัวสองตัว หากบ้านไหนที่มีกำลังมีฐานะขึ้นมาบ้างจะเลี้ยงไว้หลายตัวหน่อย เมื่อถึง่สิ้นปีก็จะมีหมูให้จับขาย และเก็บไว้เพื่อเชือดกินในครอบครัวเพื่อฉลองปีใหม่ แต่ครอบครัวของเธอเลี้ยงไว้เพียงหนึ่งตัวเท่านั้น แน่นอนว่าเลี้ยงไว้เพื่อขายนะสิ
บริเวณอื่นๆรอบๆบ้านมีแปลงผักเล็กๆหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็ข้าวโพด ถั่ว หัวไชเท้า ผักแต่ละชนิดดูเหมือนจะไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควรเท่าไหร่ แต่ยังพอมีให้เก็บอยู่บ้างเท่านั้น อวิ๋นซีรู้ว่าแปลงผักนี้แม่เป็คนดูแลเพราะพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน งานในบ้านส่วนใหญ่จึงเป็แม่ที่ทำ แม้แต่หมูที่เลี้ยงไว้ พ่อจะเป็คนทำความสะอาดในตอนเช้า แม่จะให้อาหารมันในตอนสาย ไก่ในคอกลู่เซิงก็เป็คนรับผิดชอบ ส่วนเธอนะหรอ?
“งานในบ้านก็ไม่น้อยเลยนะอวิ๋นซี แต่ดูเหมือนคนที่ไม่มีงานอะไรสักอย่างคือเธอ”อวิ๋นซีเดินไปรอบๆบริเวณบ้านพลางบ่นกับตัวเองไปพลาง
อวิ๋นซีเดินไปจนถึงบริเวณหลังบ้านซึ่งมีลำธารสายเล็กๆและบริเวณนี้อยู่ติดกับูเาลูกใหญ่ที่ขึ้นสลับซับซ้อนกันหลายลูก จากเนื้อเื่ที่เธอเคยอ่านอวิ๋นซีผู้นี้ไปไกลสุดก็ถึงแค่ตีนเขาหลังบ้านเท่านั้น เพราะเธอกลัวงูจึงไม่เคยเข้าไปในพื้นที่ที่มีหญ้าสูงปกคลุม ไม่เคยเข้าไปในูเาเพื่อเก็บผักป่าหรือเห็ด และพ่อแม่ไม่เคยบังคับเธอให้เธอทำ
“พวกทาสลูกสาวสินะ!!” ั้แ่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็นางร้ายผู้ยากจนในนิยายคนนี้ สิ่งเดียวที่เธอรู้สึกว่าพอใจ คือพ่อกับแม่ และน้องชายที่รักเธอมาก ถึงมันจะ…ออกจะมากเกินไปสักหน่อยก็เถอะ
นั่นทำให้แม้ว่าเธอจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างคุณหนูผู้มีจะกิน เย่อหยิ่งแบบที่ไม่รู้เอาความมั่นหน้ามั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน?
หลังจากเดินจนทั่วบ้านแล้วเธอก็เดินกลับมานั่งใต้ต้นพุทราที่กำลังออกผลเล็กใหญ่เต็มต้นหลังบ้าน สภาพครอบครัวหลังจากที่เธอสำรวจมานานนับชั่วโมงก็ประเมินได้ว่า ยากจน!! ถึงจะไม่เข้าขั้นอดอยากแต่สำหรับเธอที่เคยอยู่ดีกินดี ได้กินในสิ่งที่อยากกิน เรียกว่ากินหรูอยู่สบายเลยทีเดียว ให้เปลี่ยนมาอยู่ในสภาพนี้เพียงข้ามคืนออกจะยากเกินไปจริงๆ
แล้วต่อจากนี้ต้องอยู่อย่างนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่?
์? ท่านกลั่นแกล้งผิดคนหรือไม่?
ถ้าจะส่งฉันมา ช่วยส่งมาเป็นางเอกแบบคนอื่นเขาไม่รึไงนะ
แล้วจะมีทางไหนที่สามารถกลับไปได้ไหม? หรือเธอต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดเลยหรือ?
สถานท่ี่แปลกๆแบบนี้ ไม่คุ้นเคยสักอย่าง
ไม่มีเครื่องอำนวยสะดวก ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า
ไม่มีแม้แต่ปัจจัยห้า อย่างโทรศัพท์มือถือ
์เป็ท่านที่กลั่นแกล้งข้าจริงๆ (`△ ‘#)
จะกลับก็คงกลับไม่ได้ จะต้องอยู่ก็ไม่รู้จะอยู่รอดไปถึงสิ้นปีนี้ไหม
โอ้ยยยยยยย ∼ หัวจะปวด
อวิ๋นซีซบใบหน้าลงกับแขนที่ประสานกอดกันอยู่บนขาเรียวของเธออย่างถอดถอนใจ การจะใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณมันเป็เื่ที่ยากสำหรับเธอ มันไม่ได้ดูเหมือนจะง่ายและราบรื่นมีความสุขอย่างในนิยายที่อ่านนะสิ
“ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนเลยเนี่ย มองไปทางไหนก็มืดมนหม่นหมองไปหมด งื้อ อยากกลับบ้าน”
แม่จ๋าาาา ∼
“ท่านพี่…” เสียงเบาๆของเด็กชายร้องเรียกอวิ๋นซีที่กำลังเหม่อลอยให้ใ
“…….! ” ใครละเนี่ยยยย …ท่านพี่…ดูเหมือนเขาจะเป็น้องชายเธอนะแปดสิบเปอร์เซ็นเลยคิดว่าใช่ แต่ถ้าทักผิดนี่จบกันเลยนะ เผยพิรุธสุดๆ
“ท่านออกมานั่งทำอะไรตรงนี้? ท่านแม่กำลังตามหาท่านอยู่น่ะ” เด็กชายยิ่มกริ่ม
“ลู่เซิง?” เด็กชายหันมองเธออย่างไม่ละสายตาเหมือนรอคำสั่ง
อวิ๋นซีมองเด็กชายตรงหน้า เขาหน้าตาคล้ายผู้เป็พ่อเจ็ดส่วน รูปร่างเล็กผอมบาง ทั้งเนื้อตัวดูมอมแมม กลิ่นเหงื่อจางๆลอยมาปะทะจมูกเธอ นี่คงพึ่งกลับมาจากเก็บผักป่าสินะ
“ตามหาข้าทำไม?” อวิ๋นซีก้มหน้าซบลงที่เข่าเช่นเดิม
“ท่าน..ไม่หิวรึ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ” ลู่เซิงมองพี่สาวด้วยสายตาแปลกไป ปกติท่านพี่ของเขาจะอารมณ์ไม่ดี ชอบบ่นเขาบ่อยๆ เป็เขาที่พยายามเอาใจนางไม่หยุดหย่อน คอยปรนนิบัติให้นางเพราะนางเป็พี่สาวเพียงคนเดียวของเขา ‘ของที่มีแค่อย่างเดียวต้องถนุถนอมให้ดี’ ของที่มีหลายอันเเบ่งให้คนอื่นได้ไม่เป็ไร … เป็ท่านปู่ที่บอกกับเขาในวันที่ท่านย่าจากไป แต่ตอนนี้ทั้งท่านปู่และท่านย่าต่างจากไปแล้ว ดังนั้น พี่สาว ท่านพ่อ ท่านแม่ มีแค่อย่างละคนต้องดูแลไว้ให้ดี ถึงตอนนี้จะยังเด็ก แต่พอเติบใหญ่เขาจะทำให้ดีกว่านี้แน่ !
“จริงด้วย… ยังไม่ได้กินข้าวเช้าสินะ … ” อวิ๋นซียิ้มเจื่อนมองหน้าเด็กชายตรงหน้า เขาหน้าตาน่ารักอย่างเด็กหน้าตาดีเพียงแต่ผอมไปหน่อย
“งั้นไปกันเถอะ กลับบ้านไปกินข้าวกัน ” กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตอนนี้ทิ้งปัญหาไว้ก่อน ว่าแล้วอวิ๋นซีก็จูงมือน้องชายแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน
เด็กชายที่โดนพี่สาวจูงมือ ได้แต่เดินไปตามแรงจูงด้วยความงุนงง ?
วันนี้ท่านพี่ดูแปลกไปจริงๆ ท่านพี่ไม่เคยจูงมือเขาเลย แม้จะเคยยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่ดูน่ากลัวแปลกๆทุกครั้ง แต่วันนี้ท่านพี่ดูใจดี แต่ก็เหมือนจะเศร้าสร้อยอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ลู่เซิงมองตามพี่สาวที่เดินอยู่ข้างหน้าเขาด้วยความงุนงง??
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบ้านก็เข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวตั้งอยู่ บนโต๊ะ มีโจ๊กข้าวสีขาวใส่ไข่ลวกคนละฟองวางอยู่3 ถ้วย มีผักดองพริกดอง และผัดผักอีกหนึ่งจาน
“ท่านแม่ ท่านพ่อละ ยังไม่กลับมาอีกหรือ?” ลู่เซิงส่งเสียงถามเมื่อเห็นว่าผู้เป็พ่อไม่อยู่ในบริเวณบ้าน
“น่าจะอีกสักพัก แม่แบ่งอาหารเช้าไว้แล้ว พวกเ้ารีบกินเถอะ คงจะหิวแย่แล้วใช่ไหม?”
ฮุ่ยเหนียงดึงลูกทั้งสองนั่งลง และเริ่มคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวให้พวกเขาเพื่อให้พวกเขาเริ่มกิน
อวิ๋นซีมองอาหารตรงหน้า โจ๊กข้าวกับผักดอง อาหารแบบนี้ที่บ้านเธอก็เคยกินมาก่อน ไม่รู้รสชาติจะอร่อยเหมือนที่เคยกินไหมนะ แต่ยุคนี้วัตถุดิบ เครื่องปรุงรสคงยังเข้าไม่ถึงมั้ง ฮุๆๆๆ กินๆไปก่อนละกัน
ทั้งสามเริ่มตักโจ๊กตรงหน้าตนเองเข้าปากตนเอง หลังจากอวิ๋นซีได้ชิมโจ๊กคำแรกเข้าไปก็คิดว่ารสชาติก็ใช้ได้อยู่อาจจะเป็เพราะวัตถุดิบสดใหม่ ปลอดสารรสชาติก็เลยอร่อยแม้ไม่มีเครื่องปรุงพิเศษ แต่หลังจากได้กินผัดผัก และผักดองเข้าไป ทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิดใหม่
….อร่อยเกินคาดแฮะ ….
ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องปรุงพิเศษนะเนี่ย อวิ๋นซีเงยหน้ามองผู้เป็แม่
“อวิ๋นซี .. แม่ ทำไม่อร่อยรึ?” ฮุ่ยเหนียงมองลูกสาว ด้วยความรู้สึกผิดเพราะที่บ้านยากจน ไม่อาจหาอาหารจานเนื้อที่อร่อยกว่านี้มาให้ลูกๆ ทุกครั้งที่เห็นอาหารอวิ๋นซีมักไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
ไม่อร่อยรึ ทำไมจะไม่อร่อยล่ะ..
“อร่อยท่านแม่ ท่านรีบกินเถอะ ไม่งั้นข้ากินหมดนะ” อวิ๋นซีพูดหยอก
อวิ๋นซีนะอวิ๋นซี สมชื่อนางร้ายเสียจริง แม่แต่คนในครอบครัวก็ยังเป็นางร้ายอย่างคงเส้นคงวา
“ใช่แล้วท่านแม่ ท่านทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้น ..” ลู่เซิงสมทบพลางมองมารดาที พี่สาวที
ไอ้เด็กตัวกะเปี๊ยกนี่ช่างรู้จักพูด (o¬‿¬o)
“งั้นก็รีบกินเถอะ”
เมื่อทั้งสามกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ลู่เซิงก็รีบเก็บชามเปล่าไปถือไว้อย่างเคยชิน
“เดี๋ยวข้าเอาไปล้างเองลู่เซิง”
“….”
“ท่านพี่ ?? ข้าเป็คนล้างชามเอง ท่านออกไปเดินเล่นเถอะ” ลู่เซิงมองพี่สาวที่ทำตัวแปลกๆ
“ให้ลู่เซิงล้างเถอะ อวิ๋นซีไปพักสักหน่อย เดี๋ยวแม่ยกยาต้มไปให้เ้า ยังต้องทานตอนที่ร้อนๆนะ”
…ยา?? .. อ๋อ เป็คนป่วยนี่นา เกือบลืมไปซะได้ว่าเมื่อเช้าเป็ลมล้มพับจนคนใกันทั้งบ้าน
ก็ดีเหมือนกันออกไปเดินเล่นสักหน่อย ..
เผื่อจะคิดอะไรดีๆออก ตอนนี้ต่อให้อยากกลับบ้านก็คงจะไร้หนทาง
ไม่สู้วางแผนใช้ชีวิตตอนนี้ก่อนไม่ดีกว่ารึไง (; -_-)