หลังจากอยู่ที่บ้านของตงจื่อครู่หนึ่งสวีหว่านหนิงก็ขอตัวกลับ
เธอต้องไปที่ตลาดมืดอีกครั้งก่อนฟ้ามืดเพื่อเอาของไปแลกเงิน
หลังได้เงินมาประมาณห้าสิบหยวนสวีหว่านหนิงก็หยุดขาย
ของที่เธอเอาออกมาจากช่องมิติมีแต่ของดีถ้าเอาออกมาทีละเล็กทีละน้อยยังพอกลบเกลื่อนได้แต่ถ้าเอาของออกมามากเกินไปจะกลายเป็นที่ผิดสังเกตของคนบางกลุ่มถึงตอนนั้นหากเกิดเรื่องวุ่นวายคงได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อออกจากตลาดมืดมาแล้วสวีหว่านหนิงก็หิ้วถุงข้าวฟ่างไปที่บ้านตงจื่อ
“พี่สะใภ้หรือว่าพี่...” ตงจื่อหยุดพูดกลางคัน
เขารู้ว่าปัจจุบันมีเพียงตลาดมืดเท่านั้นที่พอหาซื้อข้าวฟ่างชั้นดีได้แสดงว่าพี่สะใภ้ไปที่ตลาดมืดมาอย่างแน่นอน
เขาเกลียดตัวเองที่ไร้น้ำยามอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกและภรรยาไม่ได้แค่ข้าวฟ่างก็ยังต้องขอให้พี่สะใภ้ช่วยหาซื้อมาให้
แต่กระนั้นเขาก็ไม่อาจปฏิเสธเพราะมันคืออาหารของลูก เขาจะปล่อยให้ลูกอดอยาก เพราะมัวแต่หยิ่งในศักดิ์ศรีไม่ได้
“รับไว้เถอะทำให้ลูกอิ่มท้องสำคัญกว่า อีกอย่างเรื่องนี้อย่าบอกกับหลินอันล่ะด้วยอาชีพของเขาที่ค่อนข้างพิเศษ ฉันกลัวเขาจะรับไม่ได้”
“วางใจเถอะครับพี่สะใภ้เรื่องนี้ผมจะปิดปากสนิท รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้พี่อันจื่อรู้เด็ดขาด”
สวีหว่านหนิงกำชับอีกไม่กี่อย่างก็เดินทางกลับหมู่บ้านต้าเจียง
ระหว่างเดินทางกลับเธอตั้งใจอ้อมไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อลูกอมรสนมให้ลูกทั้งสองคนและซื้อคุกกี้วอลนัตให้แม่หลินอีกหนึ่งกิโลกรัม
กว่าจะเร่งเดินทางกลับมาถึงบ้านหลินฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
เธอเพิ่งจอดรถจักรยานเสร็จก็เหมือนกับครั้งก่อนๆต้าชุนกับเยาเม่ยโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเธอตามลำดับ
“แม่ผมกับน้องต้มน้ำร้อนเอาไว้แล้ว ผมจะไปเอาน้ำร้อนมาให้แม่แช่เท้า”
“จ้ะขอบใจนะต้าชุน”
“แม่จ๋าวันนี้หนูเอาลูกอมรสนมไปแลกเหลียงเฉ่า [1] กับต้ายามาค่ะหนูแช่มันตั้งแต่บ่าย เดี๋ยวจะเอาไปต้มชาให้แม่ดื่มนะคะ”
“จ้ะขอบใจนะเยาเม่ย”
มองแผ่นหลังของลูกทั้งสองคนที่กำลังง่วนกับการบริการเธอสวีหว่านหนิงรู้สึกสะท้อนใจเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าร่างเดิมคิดอะไรอยู่เด็กน้อยแสนดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่รู้จักทะนุถนอมบ้างนะ?
คราวนี้ดีละเธอกลายเป็นฝ่ายได้ผลประโยชน์เสียอย่างนั้น
ตกดึกขณะที่สวีหว่านหนิงกำลังหลับใหล อยู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูใหญ่หน้าบ้านเป็นจังหวะ
เธอเป็นคนหลับไม่ลึกเสียงเคาะดังขึ้นไม่กี่ครั้งเธอก็ตื่นแล้ว
หลังนั่งอยู่บนเตียงสักพักเสียงเคาะประตูก็ยังดังเป็นจังหวะเหมือนเดิมสวีหว่านหนิงคว้าเสื้อคลุมทหารของหลินอันมาใส่
เธอเพิ่งเดินออกจากห้องนอนก็เจอกับแม่หลินที่เตรียมออกไปข้างนอกพอดี
“แม่ฉันไปเปิดเองค่ะ แม่พักผ่อนอยู่ในห้องเถอะนะคะ”
“แม่ไปดีกว่าดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ ไม่ค่อยปลอดภัย”
สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าแม่หลินกลัวจะมีคนประสงค์ร้ายถือโอกาสทำลายชื่อเสียงของเธอ
เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงหลายครั้งแม้จะไม่เคยเกิดขึ้นที่หมู่บ้านต้าเจียงมาก่อน แต่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง
สวีหว่านหนิงเป็นห่วงขาของแม่หลินด้วยเหตุนี้เธอจึงพยุงแม่หลินเดินไปเปิดประตูด้วยกัน
วินาทีที่เปิดประตูบ้านแล้วเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสองแม่ลูกต่างก็ประหลาดใจ
“อันจื่อกลับมาแล้วหรือลูก”
“ครับแม่ปีนี้ค่อนข้างพิเศษ ทางกองอนุญาตให้ผมหยุดล่วงหน้าได้หลายวัน”
สวีหว่านหนิงเห็นแม่ลูกเริ่มพูดคุยกันหน้าบ้านจึงรีบกล่าวว่า“เข้าบ้านก่อนเถิด ข้างนอกหนาวเกินไป”
ทั้งสามคนเดินเข้ามาในบ้านสวีหว่านหนิงรินน้ำร้อนให้หลินอันหนึ่งแก้ว
“ดื่มน้ำไล่ความหนาวก่อน”
“ขอบใจ” หลินอันยื่นมือไปรับ นิ้วมือของเขาเผลอแตะโดนหลังมือของสวีหว่านหนิง วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนถูกไฟช็อตจนชาไปทั้งตัว
เขาเหลือบตาขึ้นมองสวีหว่านหนิงตามสัญชาตญาณแล้วพบว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาแต่อย่างใด เธอกำลังคุยกับแม่หลิน
“แม่จะไปจุดเตาไฟแล้วยกมาที่นี่ในบ้านจะได้อุ่นขึ้นหน่อย”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ผ้าห่มเพิ่งเย็บเสร็จปีนี้ นุ่นในนั้นยังเป็นของใหม่ เก็บความอบอุ่นได้ดีค่ะ”
อีกอย่างเตียงก็เล็กแค่นั้นคนสองคนนอนเบียดกัน อุณหภูมิของร่างกายย่อมถ่ายทอดส่งผ่านกันได้
พอคิดว่าอีกเดี๋ยวจะต้องร่วมเตียงกับหลินอันสวีหว่านหนิงก็รู้สึกเหมือนมีไฟเผาที่หน้า ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าของเธอแดงมากแค่ไหน
เธอกลัวหลินอันสังเกตเห็นจึงหันหลังให้เขาตลอด
ทำแบบนี้เขาจะได้มองเห็นหน้าเธอไม่ชัด
“ได้อันจื่อนั่งพักสักหน่อยแล้วค่อยเข้านอนนะ มีอะไรไว้พรุ่งนี้ฟ้าสว่างแล้วค่อยคุยกัน”
เดิมทีหลินอันอยากจะดื่มน้ำในแก้วจนหมดแล้วค่อยคุยแต่น้ำในแก้วยังไม่ทันอุ่นพอดี แม่หลินก็เร่งให้เขาเข้าห้องไปนอนเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้หลินอันจึงต้องเดินตามสวีหว่านหนิงเข้าไปในห้องนอน
สวีหว่านหนิงหยิบกะละมังเซรามิกใบใหม่ออกมาแล้วเทน้ำร้อนจากกระติกลงไป เธอใช้มือแตะวัดอุณหภูมิเมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหาแล้วถึงยกไปวางข้างเท้าของหลินอัน
“แช่น้ำอุ่นให้เท้าหายเมื่อยก่อนสิ”
“ฉันทำเองได้เธอไม่ต้องดูแลฉันแบบนี้หรอก”หลินอันดูไม่ชินอย่างเห็นได้ชัด
สวีหว่านหนิงเองก็แทบไม่เคยดูแลใครแบบนี้มาก่อนแต่หลินอันเป็นพ่อของลูกทั้งสองคน แค่เทน้ำร้อนให้เขาแช่เท้าไม่ใช่เรื่องใหญ่
อีกอย่างมันก็เป็นกะละมังใบใหม่ที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน
“ไม่เป็นไรแช่เท้าไปก่อนนะ ฉันจะขึ้นเตียงนอนแล้ว”
สวีหว่านหนิงถอดเสื้อคลุมทหารแล้วเข้าไปในผ้าห่มพร้อมกับร่างกายอันสั่นเทา
ทุกครั้งที่เธอนอนลงบนเตียงอันหนาวเหน็บเธอมักจะด่าคนเขียนนิยายเล่มนี้ในใจ
เขียนนิยายที่มีฉากหลังเป็นมณฑลเฮยพื้นที่ที่หนาวที่สุดของประเทศแท้ๆทำไมถึงไม่เขียนอ้างอิงตามวิถีชีวิตของชาวมณฑลเฮยด้วยการสร้างเตียงเตาเอาไว้ทุกครัวเรือน?
ชาติที่แล้วเธอเคยไปมณฑลเฮยหนึ่งครั้งแถมยังไปตอนที่อุณหภูมิติดลบสิบกว่าองศา
ข้างนอกหนาวจนน้ำร้อนสามารถกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งได้ในชั่วพริบตา
แต่เมื่อล้มตัวนอนบนเตียงเตาแค่สวมเสื้อแขนยาวตัวเดียวก็เพียงพอ
แต่โลกในนิยายเล่มนี้ทั้งที่ฉากของเรื่องอยู่มณฑลเฮย แต่คนที่นี่กลับแทบไม่รู้จักเตียงเตาด้วยซ้ำ!
ดังนั้นช่วงฤดูหนาวคนที่นี่จึงต้องอดทนกับความหนาวโดยใช้พลังใจล้วนๆ
ขณะกำลังคิดไปเรื่อยสวีหว่านหนิงก็สัมผัสถึงเตียงนอนที่ยุบตัวลง
จากนั้นไออุ่นๆ ก็แพร่กระจายมาทางฝั่งขวาของร่างกายเธอ
เหมือนที่จินตนาการไว้หลินอันตัวอุ่นมาก
เธออดกลั้นความปรารถนาของตัวเองไม่ให้ขยับตัวเข้าใกล้เขา
“วันนี้...”
“นอนก่อนเถอะมีอะไรไว้พรุ่งนี้ตื่นแล้วคุยกันทีเดียว”
“อืม”
เช้าวันต่อมาสวีหว่านหนิงตื่นนอนตอนเจ็ดโมงเหมือนทุกครั้ง
เธอเตรียมบิดขี้เกียจตามความเคยชินแต่มือกลับสัมผัสโดนของแข็งบางอย่าง
วินาทีนั้นสวีหว่านหนิงรู้สึกเกร็งไปทั้งร่าง
มีอะไรมาอยู่บนเตียงของเธอ?
เธอก้มศีรษะมองดูแล้วพบกับหลินอันที่ยังคงหลับใหล
สวีหว่านหนิงโล่งใจ
เธอผิดเองเพราะยังเช้ามาก เลยทำให้ไม่ค่อยมีสติเท่าไร สมองเหมือนหยุดประมวลผลลืมไปแล้วว่าหลินอันกลับบ้านมาตั้งแต่เมื่อคืน
หลินอันรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของคนข้างกายเขาลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่งตามความเคยชินเช่นกัน
เชิงอรรถ
[1]ชื่อสมุนไพรจีน