ภายในห้องโถงใหญ่ ฮูหยินเฟยเจินนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนเองเบื้องหน้าของนางมีร่างของคุณหนูห้านั่งคุกเข่าอยู่ ส่วนทางด้านซ้ายมือของนางมีฟางหรงกับฮุ่ยินั่งอยู่บนเก้าอี้
“อันเฉิน...เ้าจะยอมรับผิดหรือไม่”
“ข้ายอมรับ” คุณหนูห้าแห่งสกุลหลินตอบเสียงเรียบไม่แพ้ใบหน้าเนื่องจากรู้ตัวดีว่าไม่ว่านางจะตอบเช่นไรก็หนีไม่พ้นต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน
“ฮูหยินโปรดไตร่ตรองด้วย คุณหนูของข้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลยคุณหนูสี่เข้ามาแย่งผ้าเช็ดหน้าที่คุณหนูห้าตั้งใจทำให้นายท่านแล้วพลัดตกน้ำไปเองต่างหาก”เจียวจูพยายามพูดช่วยนายสาวแต่ก็ไม่เป็ผล
“หุบปากของเ้าซะ ถ้าไม่อยากถูกโบยอีกคน” ฮุ่ยิซึ่งเป็อนุภรรยาอีกคนของเจียงเล่อตวาดใส่สาวใช้ก่อนหันไปเอ่ยกับภรรยาหลวงของสามีเสียงอ่อนว่า “ท่านพี่ต้องให้ความเป็ธรรมแก่ข้าและลูกนะเ้าคะนี่โชคดีเหลือเกินที่หรงเอ๋อร์ไม่จมน้ำตาย ไม่เช่นนั้นข้าคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ฮือๆ” พูดไปก็ทำท่าเช็ดน้ำตาไปด้วย เพื่อเรียกร้องความสงสารจากฮูหยินเฟยเจิน
“เมื่อเ้ายอมรับผิดแล้ว ข้าก็จะลงโทษเ้าตามกฎของบ้านโบยเ้าสิบที ซูฟาง...” ฮูหยินปรายตามองคนสนิทที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจได้ในทันทีว่าต้องทำอะไร
“เ้าค่ะ” ซูฟาง บ่าวรับใช้วัยกลางคนเดินไปหยิบไม้เรียวจากมือของสาวใช้อีกคนที่จัดเตรียมเอาไว้ให้แล้วจากนั้นก็เดินไปหาคุณหนูห้าด้วยแววตาเยาะหยัน ไม่มีวี่แววของความสงสารสักนิดเดียว
เพี้ยะ! เพี้ยะ!
เสียงไม้เรียวกระทบแผ่นหลังบอบบางอย่างแรงเพราะคนตีไม่ออมมือเลยสักนิดเดียว หลินอันเฉินกัดฟันทนความเ็ปกายยืนหยัดหลังตรงไม่สั่นคลอน
“คุณหนู...ฮือๆ”เจียวจูทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากร้องไห้เท่านั้น ส่วนฟางหรงกับฮุ่ยินั่งแสยะยิ้มอย่างสะใจ
“หยุดนะ นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นที่หน้าประตูห้องโถงทุกคนในห้องต่างใที่เห็นประมุขของบ้านกลับมาก่อนเวลา
ซูฟางหยุดตีแล้วก้าวถอยห่างออกมาฮูหยินเฟยเจินลุกขึ้นยืนพลางมองสามีของตนที่กำลังเดินเข้ามาประคองบุตรสาวให้ลุกขึ้นอย่างไม่พอใจนัก
“เ้าเป็ยังไงบ้าง”
“ท่านพ่อ...” อันเฉินมองบิดาทั้งน้ำตาก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแสบตรงแผ่นหลัง จางเล่อเห็นเช่นนั้นจึงเรียกให้เจียวจูมาพาบุตรสาวของเขากลับห้องแต่ถูกฮูหยินเฟยเจินเอ่ยทักท้วงไว้
“ท่านพี่ไม่ควรทำเช่นนี้”
“เอาน่าอาเจิน เฉินเอ๋อร์ก็ถูกทำโทษแล้วก็พอเถอะนะ”เจียงเล่อเดินเข้าไปหาภรรยาเอกเพื่อขอร้องทำเอาฮูหยินเฟยเจินคอแข็งด้วยความไม่พอใจเพราะเหมือนโดนสามีหักหน้าต่อหน้าทุกคนในจวน
“แต่นางยังถูกโบยไม่ครบจำนวน” เฟยเจินบอกเสียงเข้มพอสามีอ้าปากจะพูดอีกนางก็เอ่ยต่อว่า “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือว่าท่านพี่ให้ข้าเป็ผู้ดูแลทุกอย่างภายในจวนให้สิทธิ์ขาดทุกอย่างแก่ข้า หากข้าทำตามที่ท่านพี่ขอแล้วข้าจะปกครองผู้คนในจวนต่อไปได้อีกอย่างไรเล่า”
คำพูดของฮูหยินทำเอาเจียงเล่อพูดไม่ออก เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดใจเดินออกจากห้องโถงไป
ฮุ่ยิกับบุตรสาวหันมามองหน้ากันยิ้มๆอย่างสะใจ ส่วนฮูหยินเฟยเจินเดินกลับไปนั่งที่เดิมยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า
“โบยต่อ”
สิ้นคำสั่งเสียงโบยก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างต่อเนื่องจนครบจำนวน
ภายในห้องของคุณหนูห้า เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นไม่หยุดจนคนที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงต้องเอ่ยขอ
“หยุดร้องไห้เถอะอาจู ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย”
“โธ่...คุณหนูยังจะพูดเล่นอีก เจ็บมากไหมเ้าคะ”สาวใช้ถามเสียงสั่นเครือพลางทายาลงบนรอยแดงที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนตี
“เจ็บกายไม่เท่าไรหรอกอาจู”
คำตอบของคุณหนูยิ่งทำให้เจียวจูร้องไห้หนักมากขึ้นไปอีกทำไมคุณหนูของนางถึงได้โชคร้ายเพียงนี้นะ เกิดในสกุลใหญ่ เป็ถึงบุตรสาวของขุนนางในราชสำนักแต่กลับโดนกดขี่ห่มเหงเยี่ยงบ่าวรับใช้ไม่มีผิด
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทั้งนายและบ่าวต่างรีบเช็ดน้ำตาของตนก่อนที่เจียวจูจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออก
“นายท่าน”
“นางเป็อย่างไรบ้าง”
“คุณหนูเจ็บจนลุกไม่ขึ้นเลยเ้าค่ะ”
“แล้วทายาให้นางหรือยัง” เจียงเล่อถามพลางก้าวเท้าเข้าไปในห้องของบุตรสาว
“กำลังทาให้เ้าค่ะ”
“ท่านพ่อ...” อันเฉินเรียกบิดาเสียงสั่นเครือน้ำตาที่เหือดแห้งไปไหลรินออกมาอีกครั้ง ใจนางนั้นอยากจะลุกขึ้นไปกอดท่านเหลือเกินแต่ติดที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยเนื่องจากกำลังทายาที่แผ่นหลังอยู่
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”เจียงเล่อทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่สาวใช้นำมาวางไว้ให้ที่ข้างเตียง สายตาของท่านมองาแบนแผ่นหลังของบุตรสาวด้วยความเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรลูกได้เลยจึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า “พ่อขอโทษ”
“อย่าพูดเช่นนี้เลย เพราะท่านพ่อไม่ได้ทำผิดอะไร”
“แล้วมันเกิดเื่อะไรขึ้นทำไมเ้าถึงถูกแม่ใหญ่ลงโทษหนักถึงเพียงนี้”
“คุณหนูถูกคุณหนูสี่ใส่ร้ายเ้าค่ะ”เมื่อเห็นนายสาวไม่พูดเจียวจูก็พูดเสียเอง จากนั้นนางก็เล่าให้นายท่านฟังอย่างไม่ปิดบังซึ่งพอได้ฟังแล้วเจียงเล่อก็ถอนใจยาว ก่อนถามบุตรสาวว่า
“แล้วทำไมเ้าไม่บอกแม่ใหญ่ไปเล่า”
“บอกไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือท่านพ่อ”หญิงสาวถามบิดากลับอย่างเศร้าสร้อย สองพ่อลูกสบตากันอย่างรู้ความนัยกันดี
เจียงเล่อก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องบุตรสาวได้เลยเขารู้แก่ใจมาโดยตลอดว่าอันเฉินมักถูกรังแกอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะได้ให้สิทธิ์ขาดเื่ดูแลภายในจวนแก่ฮูหยินเฟยเจินไปแล้ว
ซึ่งหากเขาเข้าไปก้าวก่ายก็จะเป็การไม่ให้เกียรติแก่ฮูหยินของเขาจนเสียการปกครองไปอีกอย่างยิ่งเขาออกหน้าแทนอันเฉินมากเท่าไร ก็ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มความไม่พอใจให้แก่คนอื่นมากเท่านั้น
เจียงเล่อมองบุตรีที่เกิดจากภรรยาแสนต่ำต้อยของเขาด้วยความสงสารมารดาของอันเฉินเป็ภรรยาที่เขาทั้งรักและสงสารมากที่สุด ดังนั้นนางจึงเป็ลูกที่เขารักมากกว่าใครเช่นกันแต่ความรักของเขากลับปกป้องลูกไว้ไม่ได้เลยสักนิดเดียวซึ่งมันเกิดจากความขี้ขลาดของเขาเองคนเดียว
“มา...พ่อจะทายาให้เ้าเอง” เจียงเล่อรับตลับยาจากเจียวจูมาทาที่แผ่นหลังให้บุตรสาวอย่างอ่อนโยน
หลินอันเฉินมองบิดาทั้งน้ำตา รับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยของท่านเสมอนางไม่เคยโกรธท่านเลยที่ปกป้องนางไม่ได้ เพราะนางเข้าใจดีว่าบิดาลำบากใจมากแค่ไหน
“ผ้าเช็ดหน้าที่เ้าปักให้พ่อชอบมาก พ่อจะพกติดตัวไม่ให้ห่างกายเลย”
หญิงสาวฟังแล้วก็ยิ้มกว้างตาเป็ประกายทันทีเพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วกับการต้องเจ็บตัวในครั้งนี้
ณ พระราชวัง ภายในห้องทรงพระอักษร องค์ฮ่องเต้ลี่หงเหยาในวัยสามสิบเก้าชันษากำลังนั่งอ่านฎีกาที่เหล่าขุนนางส่งมาถวายอย่างเคร่งเครียด
นับั้แ่พระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาพระองค์ก็ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาโดยตลอด
แคว้นลี่เป็แคว้นที่ใหญ่และมีความอุดมสมบูรณ์เป็อย่างมากพื้นดินเพาะปลูกได้พืชผลดี แม่น้ำลำคลองก็มีน้ำให้ใช้ตลอดปีไม่แห้งเหือด จนสามารถทำการเกษตรและการประมงได้มากชาวบ้านจึงทำมาหากินได้ไม่อดอยาก
แต่ใช่ว่าทุกสิ่งจะราบรื่นเสมอไปเมื่อใจคนเกิดความละโมบโลภมากขึ้น จึงเกิดการทุจริตขึ้นภายในราชสำนักมีการติดสินบนแก่เ้าหน้าที่รวมถึงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งที่ได้รับมากขึ้นจนพระองค์ไม่สามารถทนอยู่เฉยได้อีกต่อไป
“ฝ่าา...ท่านหลินเจียงเล่อมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีคนสนิทเข้ามารายงาน ฮ่องเต้จึงวางฎีกาลงแล้วเอ่ยอนุญาตทันที
“ให้เข้ามาได้”
สิ้นเสียงของพระองค์บานประตูห้องก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของทหารองครักษ์หลินเจียงเล่อเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับองค์ฮ่องเต้
“ถวายบังคมฝ่าา”
“ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางเฒ่าลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามองค์ฮ่องเต้ว่า“ฝ่าาเรียกกระหม่อมมาเข้าเฝ้า ทรงมีเื่อันใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ามีเื่อยากขอท่าน”
“ขอเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เจียงเล่อเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ
“ใช่”
“ฝ่าาโปรดรับสั่งกระหม่อมยินดีบุกน้ำลุยไฟถวายพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หงเหยากระตุกยิ้มนิดๆ ตรงมุมปาก ก่อนลุกขึ้นเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
“ข้าทราบมาว่าท่านมีบุตรสาวอีกสองคนที่ยังไม่ได้ออกเรือน”
หลินเจียงเล่อนิ่งงันไปอึดใจก่อนตอบ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“หากข้าอยากจะขอบุตรสาวของท่านคนใดคนหนึ่งให้แต่งงานกับน้องชายของข้าท่านจะว่าอย่างไร”
ขุนนางเฒ่าตาโตด้วยความตกตะลึงเพราะไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าตระกูลของตนจะได้เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ พอตั้งสติได้เขาก็เก็บอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้รีบคุกเข่าลงแล้วเอ่ยเสียงสั่นนิดๆ ว่า
“เป็พระมหากรุณาธิคุณแก่กระหม่อมและบุตรสาวยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ในเมื่อท่านเห็นชอบด้วยข้าก็จะมีพระราชโองการประทานงานสมรสให้แก่บุตรสาวของท่านกับอ๋องสิบ น้องชายของข้า”
สิ้นรับสั่งขององค์ฮ่องเต้ เจียงเล่อก็เงยหน้าขึ้นมองพระองค์ทันทีแต่คราวนี้ไม่มีวี่แววของความยินดีในดวงตาของขุนนางเฒ่าเลยสักนิดเดียว