อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 92 ดื่มชา

            พระราชาอัลเฟรดยิ้มให้ลูกชายถามว่า

            “ลูกรู้ด้วยเหรอว่าพ่อเองก็รู้ว่าลูกเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้”

            “ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับแต่พอรู้ว่าท่านพี่รู้เรื่องที่ผมทำลับหลังขนาดนี้ผมว่าจะรู้เรื่องนี้ด้วยก็คงไม่แปลก”

            พระราชสอัลเฟรดเอนหลังกับพนักพิง

            “นับว่ายังเป็นเรื่องดีที่ไพร์ล็อกเป็นแค่เมืองเล็กๆ ความเป็นปรสิตของสี่คนนั้นเลยสร้างความเสียหายไม่ได้มากและยังควบคุมได้ง่าย แต่ถ้าไพร์ล้อกเป็นเมืองใหญ่ล่ะก็ความเสียหายคงลุกลามบานปลายยิ่งกว่านี้”

            เออร์วินพูดด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกว่า

            “ถ้าเป็นเมืองใหญ่ด้วยพลังเวทย์ที่คนเหล่านั้นมีผมว่าคงทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ที่พวกเขายังเป็นขุนนางได้ก็เพราะไพร์ล็อกคือเมืองเล็กต่างหากล่ะครับ”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเริ่มถามว่า

            “ลูกสงสัยใช่มั้ยว่าทำไมว่าพ่อรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ยังไงและรู้ตั้งแต่เมื่อไร”

            เออร์วินพยักหน้า

            “อย่างแรกเลยลูกรู้มั้ยว่าปราสาทมีม่านคุ้มกันปิดกั้นการใช้เวทย์เทเลพอร์ตเข้าไปในปราสาท”

            เออร์วินพยักหน้าเดิมทีเขาก็ไม่รู้เรื่องนี้ต่อพอเรเวนเคยบอกเขาว่าปราสาทมีม่านกั้นไว้สามารถใช้เคลื่อนย้ายผ่านเงาจากข้างในออกข้างนอกได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากข้างนอกเข้าไปข้างในได้

            “ม่านที่คลุมปราสาทอยู่นั้นไม่ได้เพียงแค่ใช้สะกัดเวทย์เทเลพอร์ตไม่ให้เข้ามาข้างในได้เพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถรับรู้ได้ถึงการเข้าออกม่านนั้นอีกได้”

            เออร์วินนิ่งไปทันทีเพราะหากเป็นเช่นที่พ่อของตนบอกมาก็หมายความว่าทุกครั้งที่เขาลอบออกจากปราสาทไปที่ถ้าใต้หน้าผาหรือออกไปล่าค่าหัว ซึ่งล้วนแต่อยู่ในการรับรู้ของพ่อเขามาโดยตลอด ไม่สิเท่าที่ดูแม่ของเขา ลาน่าและเกรซก็น่าจะรู้ด้วย

            “แล้วบารอนเอเดรียนกับพวกออกัสรู้ได้ยังไงแล้วยังจะลูกชายของไวเคานต์โรซาลินด์อีก?”

            “เอเดรียนเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่สามารถต่อกรกับมาร์ควิสราฟาเอลแห่งดราโกวิชได้อย่างสูสี เมื่อลูกชายแอบออกไปนอกเมืองก็เป็นเรื่องปกตินี่ที่พ่อจะต้องขอให้เขาช่วยดูแล ซึ่งพวกเขาก็จะผลัดกันคอยเฝ้าระวังให้ลูกเป็นอะไร”

            เออร์วินจากนี่นิ่งเริ่มกลายเป็นนั่งเหม่อเพราะที่เขาได้รู้ก็คือตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เขาคิดว่าไม่มีใครรู้ในการกระทำของเขาที่แท้กลับอยู่ในสายตาของคนอื่นตลอด วินาทีนั้นเขารู้สึกว่าตอนเองเป็นไอ้โง่ที่หลงคิดไปว่าการกระทำของตนเป็นความลับทั้งที่มีคนรู้ตั้งเยอะ

            “งั้นที่พวกบารอนเอเดรียนไม่เคยแสดงท่าทีดูแคลนผมเหมือนกับพวกขุนนางคนอื่นๆ ก็เป็นเพราะ...”

            “คนพวกนั้นไม่ได้มองลูกว่าเป็นเจ้าชายขยะน่ะสิ ถึงแม้ว่าลูกจะเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยแต่ศักยภาพและความสามารถด้านอื่นๆ ที่ลูกแสดงออกมานั้นทำทั้งสามคนทึ่งกันมาก ขนาดที่บารอนเอเดรียนยังเคยพูดกับพ่อว่าอยากให้ลูกมาช่วยฝึกทหารในค่ายบ้าง เพราะทหารที่พวกนั้นก็เอาแต่พึ่งเวทย์มนต์มากเกินไปที่พอมานาหมดก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนทหารที่เข้าใจในความจริงข้อนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นทหารเจนศึกที่อาวุโสกันหมดแล้ว”

            เออร์วินรับฟังอย่างเงียบๆ ที่พออย่างน้อยเขาก็ได้คำตอบแล้ว ที่ผ่านมาเขามักจะคอยระแวงท่าทีเป็นมิตรของพวกบารอนเอเดรียนอยู่เสมอ พอได้รู้สาเหตุของท่าทีที่เป็นมิตรก็นับว่าโล่งไปเปราะหนึ่งที่พบว่าไม่มีอะไรซ่อนเล้นในท่าทีเหล่านั้น

            “ส่วนโทมัสนั้น” พระราชาอัลเฟรดพูดถึงตรงนี้ก็มองหน้าลูกชาย “พ่อมีเรื่องอยากจะขอร้องลูกสักหน่อย”

            เออร์วินนึกถึงที่เรเวนเล่าให้ฟังเมื่อคืนว่า เหมือนโทมัสกับพ่อเขาจะมีข้อตกลงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการขอให้เขาช่วยเมื่อคืน ซึ่งเรื่องนี้เออร์วินก็สงสัย เพราะด้วยฐานะพระราชาของพ่อเขาความจริงควรจะสามารถสั่งการโทมัสได้โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์ยื่นข้อเสนอหรือปฏิเสธเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญพ่อของเขายังบอกว่ามีเรื่องจะขอร้องเขาอีกทำเอาเด็กชายสงสัยว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่และมันเกี่ยวอะไรกับเขา

            “เรื่องที่พ่อตกลงกับเขา?”

            พระราชาอัลเฟรดดูประหลาดใจเล็กน้อยถามว่า

            “ลูกรู้อยู่แล้ว?”

            “เปล่าครับเป็นเรเวนบอกผมเมื่อคืนนี้เพียงแต่ผมเพิ่งรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผมด้วย”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

            “เรื่องที่พ่อจะขอร้องก็คือช่วยรับโทมัสเป็นศิษย์ของลูกที”

            “ฮะ?” เออร์วินอุทานออกมาถึงกับสงสัยว่าเขาหูฝาดไป

            พระราชาอัลเฟรดเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าลูกชายของตนจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้จึงไม่ได้แปลกใจและยังอธิบายว่า

            “จากการที่ลูกบีบให้พวกขุนนาง 4 คนนั้นสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลได้ แปลว่าลูกคงแอบสืบข้อมูลของพวกเขาทุกอย่างมาแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นลูกคงรู้เรื่องที่ไวเคานต์โรซาลินด์หมกมุ่นอยู่กับพวกศาสตร์แห่งคำทำนาย ส่วนลูกชายของเขานั้นกลับหมกตัวอยู่แต่ในห้องสมุดจนแทบจะกินและนอนที่นั่น”

            เออร์วินพยักหน้าเพราะเรื่องเหล่านี้เขาเองก็สืบทราบมาเช่นกัน

            “ตั้งแต่เด็กแล้วโทมัสเป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลมและยังชอบศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะความรู้ใหม่ๆ ถ้าวัดเพียงแค่ความฉลาดเพียงอย่างเดียวโทมัสจัดว่าเหนือกว่ากิลเบิร์ตช่วยเปลี่ยนลูกชายของลอร์ดอาร์เทมิสหลายขุม เพียงแต่ว่าสิ่งที่เหมือนจะเป็นข้อดีนั้นกลับมีปัญหาที่สร้างความหนักอกหนักใจให้กับไวเคานต์โรซาลินด์พ่อของเขาไม่น้อย”

            เออร์วินเดาได้ทันทีว่าปัญหานั้นคืออะไร

            “เขาสนใจแค่ความรู้เมินเฉยต่อเป้าหมายของผู้เป็นพ่อที่ต้องการให้เขาแต่งงานกับท่านพี่”

            พระราชาอัลเฟรดยิ้มและพยักหน้าให้ลูกชาย

            “พวกขุนนางส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าเจ้าเป็นขยะจึงพากันทึกทักเอาว่าบัลลังก์นี้จะตกเป็นของสามีของลิลิธแล้วก็พากันเสนอหน้าขอให้ให้พ่อทำการหมั้นหมายลิลิธกับลูกชายของตน เคานต์เรห์นวาร์ดโดนเจ้าเล่นซะหมดสภาพจนต้องไปพึ่งใบบุญลอร์ดอาร์ดอาร์เทมิส ทำให้ถอนตัวไปตอนแรกนึกว่าจะยอมรามือแล้วที่ไหนได้พักนี้กลับมาตามตื๊อขอชวนเรเชลไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชากับลูกชายทั้งสอง คนต่อมามาร์ควิสเฟลิกซ์คนๆ นี้ไม่ต้องพูดถึงถ้าหากว่ายังกล้าเสนอลูกชายขยะนั่นก็นับว่าไม่รักชีวิตแล้ว ส่วนโทมัสก็เป็นตามที่พวกเราได้คุยกันสนใจแค่ความรู้เท่านั้น เท่ากับว่าตอนนี้เหลือแค่คนเดียว”

            “กิลเบิร์ตลูกชายที่แสนน่าภาคภูมิใจของลอร์ดอาร์เทมิส ผู้ที่ลงทุนถึงขนาดให้ลูกชายของตนเข้ารับการฝึกเพื่อเป็นอัศวิน” เออร์วินพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่ยินดียินร้าย

            “ลูกคิดว่าไง?”

            เออร์วินตอบแบบไม่ต้องคิดว่า

            “ไม่ได้เรื่องเขาไม่ใช่คนที่ฉลาดแต่เป็นแค่คนที่เหมือนจะฉลาดเท่านั้น”

            พระราชาอัลเฟรดยิ้มให้กับคำตอบของลูกชายตน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เขาก็ถามพ่อของตนว่า

            “แล้วท่านพ่อคิดจะจัดการเรื่องคู่แต่งงานของท่านพี่ยังไงครับ?”

            พระราชาอัลเฟรดตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า

            “เรื่องนี้พ่อกับแม่ได้คุยกันไว้แล้วน่ะว่าทั้งลิลิธและเรเชลคนที่จะมาเป็นคู่ของพวกเธอได้ก็ต้องผ่านปัจจัยสองข้อปัจจัยข้อแรกคงต้องเป็นคนที่พวกเธอชอบพอ ส่วนปัจจัยข้อที่สอง...” พระราชาอัลเฟรดเว้นไปพักหนึ่งมองหน้าลูกชายตนก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ต้องเป็นคนที่ลูกเห็นชอบ”

            เออร์วินถึงถึงกับอุทาน

            “ฮะ?” ออกมาเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเขาไปเกี่ยวกับเรื่องคู่แต่งงานของพี่สาวและน้องสาวด้วย พระราชาอัลเฟรดดูจะพอใจไม่น้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาการตอบสนองของลูกชาย โดยไม่ลองให้ลูกชายถามอะไรเขาก็รีบวกกลับมาเรื่องเดิม

            “ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเมื่อไม่นานมานี้โทมัสดันไปได้ตำรามาเล่มนึง”

            เออร์วินที่รู้ว่าพ่อของตนชิงกลับเข้าประเด็นก็ไม่สะดวกจะถามเรื่องที่เอาเขาเข้าไปเกี่ยวแล้วพูดแต่งงานของพี่น้องทั้งสอง จึงได้แต่ยอมกลับมาสนใจเรื่องโทมัสก่อน

            “ตำรา?”

            พระราชาอัลเฟรดจ้องหน้าลูกชายก่อนจะพูดช้าๆว่า

            “ใช่เป็นตำราเล่มหนึ่งที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปดาวห้าแฉก”

            คำว่าดาวห้าแฉกนั้นเออร์วินเข้าใจในทันที

            “ตำราของพวกพ่อมดแม่มด”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าเออร์วินกลับทำท่าเหมือนเจอเรื่องตลก

            “สงสัยเจ้าโทมัสคนนี้คงกลัวว่าจะมีชีวิตอยู่นานไป ตำราเวทย์มนต์มีเป็นร้อยไม่ศึกษากลับมาศึกษาของที่ชวนอายุสั้นซะได้”

            พระราชาอัลเฟรดทำหน้าประหลาดบอกว่า

            “ไอ้คนที่รู้ทั้งรู้ว่ามีคนดักรออยู่ก็ยังอุตส่าวิ่งแจ้นออกไปอย่างลูกนี่ว่าเขาได้ด้วยเหรอ”

            เออร์วินเถียงไม่ออกก่อนจะกลบเกลื่อนว่า

            “สรุปก็คือตอนนี้โทมัสไปได้ตำราพ่อมดแม่มดจากไหนไม่รู้มาแล้วก็ห่อหมกมุ่นกับตำรานั้นมาก ท่านพ่อเลยเอาเรื่องของผมไปบอกโทมัสเพื่อให้เขามาช่วยเหลือผม ผมเข้าใจถูกมั้ยครับท่านพ่อ”

            “พ่อคิดว่าเขาน่าจะมีประโยชน์กับลูก”

            เออร์วินไม่พูดอะไรรอฟังพ่อของตนกล่าวต่อ

            “พ่อก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกนะว่าแท้จริงแล้วลูกวางแผนอะไรไว้ แต่พ่อคิดว่ามีคนอย่างโทมัสอยู่ข้างกายก็เป็นเรื่องดีนะ ความจริงแล้วพวกเราก็เริ่มจับตาพวกลูกขุนางอื่นๆ ทั้งหมดแหละแต่คิดว่าคนที่น่าจะมีประโยชน์กับลุกมากที่สุดก็คือโทมัส พ่อได้ลองนำสิ่งที่ลูกคิดค้นขึ้นอย่างระบบวัดต่างที่ลูกชอบใช้กับสูตรการคำนวนต่างๆ ไปวางไว้ในห้องเขา สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือเขาคลั่งไคล้มันมาก จดจ่อกับมันคู่กับตำราพ่อมดแม่มดจนแทบจะลืมกินลืมนอน จนเมื่อคืนพ่อจึงได้ให้เกรซมาขอให้เขาช่วยโดยบอกว่าคนที่คิดค้นเรื่องเหล่านั้นก็คือลูก เขาจึงร้องขอว่าถ้าเขายอมช่วยก็ขอให้ได้เรียนและศึกษาเรื่องต่างๆ จากลูก”

            เออร์วินก้มหน้าลงคิดอะไรบางอย่างก่อนเงยจะหน้าถามพ่อของตนว่า

            “พ่อรู้ใช่มั้ยว่าผมวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองนี้?”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าให้ลูกชาย

            “พ่อไม่กลัวว่าผมจะทำลายเมืองนี้เหรอ”

            พ่อจ้องหน้าลูกชายก่อนจะพูดว่า

            “พายุกำลังจะมาเออร์วิน”

            “เอ๊ะ?”

            “กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในทวีปอาร์เคนัส พ่อก็บอกไม่ถูกว่ามันจะนำพาไปทิศทางไหนแต่ที่แน่ๆ มันอาจไม่มีที่ยืนให้กับเมืองเล็กๆ อย่างไพร์ล็อกนี่ก็ได้ บางสิ่งที่ลูกทำอยู่อาจเป็นการทำให้เมืองไพร์ล็อกอยู่รอดก็ได้เพราะถึงยังไงมันก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ รอการจัดการเชือดเฉือน”

            เออร์วินมองหน้าพ่อของตนที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่นเขาจึงสงสัยว่าพ่อของเขาคงจะรู้เรื่องอะไรที่เขาไม่รู้มา พระราชาอัลเฟรดมองหน้าลูกชาย

            “พ่อรู้ว่าลูกแสวงหาพลังอื่นที่นอกเหนือจากเวทย์มนต์ และพ่อจะไม่บอกให้ลูกระวังเพราะที่พ่อเห็นลูกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก สังเกตจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่สามารถเชื่อโยงตัวตนนักล่าค่าหัวกับภาพลักษณ์เจ้าชายขยะที่ลูกสร้างขึ้น หรือถุงมิติที่ลูกสร้างขึ้นจนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ แต่อย่าได้ประมาทพวกศาสนจักรเชียวล่ะการที่พวกนั้นส่งอัศวินศักด์สิทธ์มาด้วยตนเองแบบนี้บ่งบอกได้ว่าของชิ้นนั้นต้องมีความสำคัญยิ่ง”

            เออร์วินถามพ่อของตนด้วยความสงสัยว่า

            “แล้วท่านพ่อรู้มั้ยครับว่าของที่พวกนั้นต้องการคืออะไร”

            พระราชาอัลเฟรดเหลือกตาใส่ลูกชาย

            “ของชิ้นนั้นมันอยู่กับลูกไม่ใช่เหรอมาถามอะไรพ่อ”

            เออร์วินเกาหัวแกรกๆ ตอบว่า

            “ท่านพ่อก็น่าจะรู้มาไม่ใช่เหรอครับว่าทุกครั้งที่ผมล่าค่าหัวผมก็มักจะฮุบของโจรเหล่านั้นเข้ากระเป๋า และของที่ผมฮุบมามันก็เยอะมากมายเหลือเกินซึ่งผมก็มักจะเก็บรวมๆ กันไว้มันก็เลย...”

            พระราชาอัลเฟรดมองหน้าลูกชายแล้วนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “ลองไปคุ้ยๆ หาดูอะไรที่ผิดสังเกตก็คงเป็นอันนั้นแหละ”

            “เรื่องนั้นผมเองก็รู้ครับท่านพ่อแต่ที่ผมจะถามก็คือมีเบาะแสอะไรบ้างมั้ยเพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องไปหาทีละชิ้น”

            พระราชาอัลเฟรดไม่สนใจเรื่องนี้อีกเพราะกลัวจะถูกขอให้ไปช่วยคุ้ยหาของ จึงวกกลับมาที่เรื่องโทมัส

            “เรื่องโทมัสลูกคิดจะจัดการยังไง”

            “ยังต้องถามอีกเหรอครับในเมื่อเขารู้เรื่องผมแล้วก็คงมีแต่ต้องลากเขามาลงเรือลำเดียวกันแล้ว แล้วพ่อของเขายังไม่รู้เรื่องใช่มั้ยครับ”

            “ไวเคานต์โรซาลินด์ ตาแก่เลอะเลือนที่หมกมุ่นอยู่กับศาสตร์แห่งการทำนายนั่นลูกคิดว่าพ่อจะโง่พอที่จะบอกความลับของลูกพ่อกับเขาเหรอ”

            เออร์วินส่ายหน้าบ่งบอกว่าเขาไม่ได้คิดว่าพ่อของตนจะโง่ขนาดนั้น พระราชาอัลเฟรดยิ้มให้ลูกชายก่อนจะถามว่า

            “ว่าแต่ลูกพอบอกพ่อได้มั้ยว่าลูกวางแผนอะไรไว้กับเมืองไพร์ล็อก”

            เออร์วินยิ้มให้กับพ่อของตนก่อนเริ่มเล่าแผนการปฏิรูปเมืองนี้ให้พ่อของตนฟัง

             

            ป้อมปราการแอสทราวิน

            นครไร้ราตรียามนี้กลับเกิดเรื่องติดต่อกันเริ่มจากเมื่อคืนที่อยู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบ ทหารก็ทำการตรวจค้นทั่งทั้งเมือง มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง พอมาตอนสายของวันนี้ขณะที่คิดว่าเรื่องอาจจะจบไปแล้วก็มีกำลังทหารของดราโกวิชเข้าทำการล้อมหอห้วงฝันเอาไว้

            ขณะที่ผู้คนต่างพากันคาดเดากันไปต่างๆ นานา ถึงสาเหตุที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น สถานการณ์ภายในหอห้วงฝันกลับดูสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในห้องรับแขกที่มีการตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับได้มีคนสามคนนั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ เจ้าของหอห้วงฝันนอร่าซึ่งวันนี้แต่งตัวเรียบร้อยต่างไปจากทุกทีที่ด้านหลังของเธอยืนไว้ด้วยซิลวี่ ผู้ปกครองป้อมปราการแอสทราวินมาร์ควิสราฟาเอล อัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่าที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักร

            คาทาริน่าเหลือบมองนอร่าพบว่าผู้หยิงคนนี้เปี่ยมล้นด้วยความน่าดึงดูดอย่างประหลาด ชนิดที่แม้แต่เธอที่เป็นผู้หญิงด้วยกันบังยากจะทานทน เธอยกชาขึ้นมาดื่มกลิ่นหอมของชาช่วยสร้างความผ่อนคลายให้เธอไม่น้อย คาทาริน่าวางถ้วยชาลง

            “เป็นชาที่ดีจังเลยนะเดาว่าคงมาจากทางเหนือสินะคะ”

            นอร่าวางถ้วยชาพลางยิ้มให้คาริน่า

            “สมกับเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์พูดต้องแล้วค่ะชานี่ดิฉันได้มาจากสหายคนหนึ่งที่เขาอยู่ที่ทางเหนือ”

            มาร์ควิสราฟาเอลกลับเลือกที่จะดื่มชาอยู่เงียบๆ บางครั้งก็หยิบขนมขึ้นมาทาน ในใจนึกเสียใจที่ไม่ได้พามอแกนมาด้วย

            นอร่ายิ้มหวานให้คาทาริน่าก่อนจะถามเธอว่า

            “ไม่ทราบว่าท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือคะถึงได้มาที่หอห้วงฝันนี่”

            คาทาริน่าก็ไม่คิดจะเกริ่นใดๆ ทั้งสิ้น

            “ข้าอยากได้ข้อมูลนักล่าค่าหัวคนหนึ่งที่ใครก็พากันเรียกว่าคนแคระนักล่าหัวจึงอยากจะรบกวนคุณนอร่าหน่อยน่ะค่ะ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน