ตอนที่ 14 พกกระบี่รับรองแขก (2)
คำถามของซือเฟิงหลงทำให้ซือคงรู้สึกร้อนใจขึ้นมาครามครันเขาคว้าไหล่บุตรชายแล้ววิ่งทะยานลงเขามาราวกับเหาะ เด็กชายเบิกตากว้างมองขาที่ลอยเหนือพื้นของตนเองอย่างตกตะลึง หากต้องวิ่งลงเขามาเองเขาคงไม่อาจเคลื่อนที่ราวกับทะยานลมเช่นนี้ได้แน่ไม่กี่อึดใจทั้งคู่ก็มาถึงตีนเขาแล้ว
เด็กชายมองบิดาดวงตาเป็ประกายรีบวิ่งตามบิดาที่กำลังเดินอย่างเร่งรีบเข้าไปในหมู่บ้าน “ท่านพ่อ ท่าน...”
“มีอะไรไว้ค่อยคุยกันที่บ้าน”ซือคงเอ่ยนิ่งๆ ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก แต่ในใจกลับร้อนรน
ั้แ่เดินเข้ามาในหมู่บ้านก็ไม่เห็นชาวบ้านเลยสักคน เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาจากไปกันแน่ตอนเดินผ่านบ้านของตระกูลจ้าวเสียงของจ้าวโถวก็ดังขึ้นพร้อมกับโผล่ศีรษะกลมๆ ขึ้นมาเหนือกำแพงเตี้ยครึ่งหนึ่ง“หลงเกอ ท่านกลับมาแล้ว”
ซือเฟิงหลงยิ้มอ่อนโยนโบกมือบอกให้เขากลับไป “ข้าไม่เป็ไร เ้ากลับเข้าไปในบ้านไม่รู้ว่ายังมีสัตว์อสูรบุกมาอีกหรือไม่ หากแม่เ้าไม่ให้ออกมาก็ห้ามออกมาเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
จ้าวโถวพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าวเปลือก“ข้าเข้าใจแล้ว หลงเกอท่านปลอดภัยกลับมาดีเหลือเกิน ข้าจะยอมเชื่อฟังท่านแม่”
ใบหน้ากลมๆ ผลุบหายไปด้านหลังกำแพงซือเฟิงหลงรู้สึกอบอุ่นใจเพราะคำพูดนั้นเด็กชายมองกำแพงเตี้ยอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินต่อไปพร้อมบิดา
“พ่อเคยอยากให้ลูกมีชีวิตสามัญแต่งงานมีลูกเมีย ตีเหล็กสร้างรายได้... แต่ท้ายที่สุดแล้ว ลิขิตฟ้ายากคาดเดา”
ซือเฟิงหลงมองเงาหลังบิดาไม่เข้าใจคำพูดนั้นแม้แต่น้อย ได้แต่เดินแกมวิ่งขึ้นเนินไปทางโรงตีเหล็กเห็นชาวบ้านพากันมารวมตัวกันอยู่หน้าโรงตีเหล็กก็สังหรใจไม่ดี
เมื่อชาวบ้านเห็นสองพ่อลูกปรากฏตัวพร้อมกันจึงได้หันไปซุบซิบพูดคุย
“เฟิงหลงกลับได้อย่างปลอดภัย!”
“โชคดียิ่งนักที่ไม่เป็อะไร”
“อาจเพราะหมีั์มันตรงมาที่หมู่บ้านก่อนนะสิดวงดีนั้นใช่ แต่หมู่บ้านเรากลับแย่แล้ว”
“เ้าระวังปาก หากไม่ได้ช่างซือเ้าคิดว่าเราจะรอดมาได้โดยไม่เสียหายแม้แต่น้อยแบบนี้หรือ”
“เ้าไม่คิดบ้างเล่าว่าเหตุใดถึงได้มีหมีป่าลงจากเขามาอาระวาดในหมู่บ้านหากไม่ใช่เพราะมีคนเข้าป่าบ่อยๆ ไปล่อมันลงมา”
“ที่จูถงพูดอาจไม่ใช่เื่โกหก จูซื่อเป็แม่มดมีเสนียดจัญไรเช่นนี้อยู่ในหมู่บ้าน จะพากันเดือดร้อนไม่หยุดเมื่อก่อนเรายังได้รับการคุ้มครองจากท่านเซียน ตอนนี้เฟิงหลงไปทำให้ท่านเซียนโกรธถึงได้มีภัยพิบัติครั้งนี้อย่างไรละ”
เสียงซุบเสียงดังมาจากรอบด้านซือเฟิงหลงโมโหจนใบหน้าแดงก่ำ แต่เด็กน้อยถูกฝ่ามือใหญ่ของบิดากดไหล่ไว้จึงไม่อาจออกไปโต้เถียงพวกเขาได้
แต่เด็กชายมองใบหน้าของคนพูดแล้วจดจำไว้ในใจ สกุลเวิ่น สกุลหวัง สกุลฮั่ว คนเหล่านี้หากมีโอกาสเขาจะตอบแทนอย่างสาสม
ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาประสานมือทักทาย“ซือฟู่”
ก่อนจะหันมามองซือเฟิงหลง“เสี่ยวหลงกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว”
ซือคงไม่อ้อมค้อมถามถึงสาเหตุทันที“ผู้ใหญ่บ้านมีเื่ใดเชิญกล่าวมาเถิด”
“ต้องขอบคุณซือฟู่ที่ช่วยกำจัดหมีั์ตัวนั้น”ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ ใบหน้ากล้ำกลืนเหมือนคนใบ้อมหวงเหลียนไม่ยอมพูดต่อ
“คงไม่ได้มีแค่นี้สินะข้าจะไม่ให้ท่านต้องลำบากใจ พาชาวบ้านกลับไปเถอะ รอให้หลันเอ๋อดีขึ้น ครอบครัวสกุลซือก็จะย้ายออกไปทันทีท่านไม่ต้องรู้สึกผิด เสี่ยวหลงถึงวัยที่ต้องเรียนหนังสือแล้วหลันเอ๋อก็้ายารักษา อยู่ที่นี่ไม่สะดวกจริงๆ”
ซือเฟิงหลงเงยหน้ามองบิดาอย่างใเด็กชายรู้เหตุผลของบิดาไม่ใช่เช่นนี้ เขาไม่เคยได้ยินบิดาเอ่ยเื่ย้ายบ้านมาก่อนเป็เพราะถูกชาวบ้านเหล่านี้บีบคั้นต่างหาก ผู้ใหญ่บ้านไม่อาจเอ่ยสิ่งที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกร้องแต่เขาแสดงท่าทีออกมาแล้ว ทำให้บิดาไม่อาจนิ่งเฉยทำเป็ไม่เข้าใจได้อีก
“ซือฟู่!” ผู้ใหญ่บ้านทำท่าจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาหันไปะโบอกชาวบ้านให้แยกย้ายกลับบ้านตัวเอง
เมื่อชาวบ้านจากไปแล้วผู้ใหญ่บ้านจึงหันมาประสานมือคารวะซือคง
“ข้าต้องขอโทษซือฟู่ด้วยที่ไม่อาจขัดเหล่าผู้าุโได้ จูถงเพิ่งจะไปที่ศาลบรรพชนร้องทุกข์กับผู้าุโบอกว่าถูกจูซื่อทำร้าย ไฟไหม้บ้านท่านเป็ไฟที่เกิดจากนาง ทำให้ไหม้แขนเขาไปด้วยซ้ำไฟนี้ยังไม่อาจดับได้ด้วยน้ำธรรมดา เขาจึงต้องตัดแขนทิ้งข้าไม่เชื่อคำพูดของเขาแม้แต่น้อย แต่เขาเอาจูเจิ้นมาข่มขู่ บอกว่าหากไม่ลงโทษจูซื่อเขาจะทำให้หมู่บ้านเราต้องรับเคราะห์ไปพร้อมกับนางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือการตักเตือน”
ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้า สีหน้าละอายใจ “แทนที่จะให้ผู้าุโออกคำสั่งทำโทษจูซื่อสู้ให้พวกท่านย้ายออกไปจากหมู่บ้านจะดีกว่า ข้าละอายใจที่ไม่อาจช่วยอะไรท่านได้”
ซือคงประสานมือคำนับกลับ เอ่ยว่า“ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่ดูแลเรื่อยมา ข้าเป็เพียงคนต่างถิ่นไม่รู้สึกลำบากใจที่ต้องย้ายออกไป ท่านไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะไม่ช้าก็เร็วข้าย่อมมีแผนจะพาเสี่ยวหลงกับหลันเอ๋อย้ายออกไปอยู่แล้วลำบากท่านแล้ว”
หลังจากผู้ใหญ่บ้านจากไปซือเฟิงหลงยังคงยืนอยู่ที่เดิม เด็กน้อยมีสีหน้าคับข้องใจแต่ไม่พูดออกมา
ซือคงมองบุตรชายยิ้มเอ่ย “พ่อรู้ว่าเ้าเสียใจแต่เื่ที่พ่อพูดกับผู้ใหญ่บ้านล้วนเป็ความจริง เราจะย้ายออกจากหมู่บ้านนี้หาเมืองที่รุ่งเรืองสักแห่ง ให้เ้าได้เรียนหนังสือหาร้านยาเพื่อจะได้รักษาท่านแม่ของเ้าง่ายขึ้น เปิดร้านตีเหล็กในเมืองการค้าย่อมรุ่งเรืองกว่า”
“ท่านพ่อข้าไม่จำเป็ต้องเรียนหนังสือข้าช่วยท่านตีเหล็กได้” ซือเฟิงหลงพูดน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
ผู้เป็บิดาวางฝ่ามือใหญ่ลงบนศีรษะเล็กโยกเบาๆ กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “หลายอย่างต่างไปจากเดิม ตอนนี้เ้ามีวิชาติดตัวแล้วพ่อไม่อาจถ่วงรั้งเ้าไว้จนกลายเป็คนไม่มีความรู้ จำเป็ต้องเรียนหนังสือรู้อักษร อ่านตำราออก”
“ข้าอ่านออกตำราของท่านพ่อข้าเปิดดูมาหมดแล้ว ตัวอักษรเ่าั้ข้าผ่านตาไม่ลืมแล้วยังเคยฝึกเขียนด้วย”
ซือคงยิ้มถามพลางเดินเข้าไปในโรงตีเหล็ก“แล้วเ้ารู้หรือว่าโลกนี้มีอักษรอยู่กี่ตัวอ่านตำราแค่ไม่กี่เล่มก็คิดว่าตนเองรู้จักอักษรทุกตัวแล้วแล้วหรือ”
เด็กชายเดินตามพลางยกปลายนิ้วขึ้นนับ“อักษรมนุษย์... อักษรฟ้า ดิน น้ำ ทอง ไม้ ไฟ...”
ซือคงหยุดเดิน หันขวับมามองบุตรชาย ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย“อักษรมนุษย์? อักษรฟ้า? เ้าไปเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหน”
ใบหน้าเล็กๆ เหม่อลอยครุ่นคิดมือหนึ่งยกขึ้นเกาศีรษะ “ข้าจำไม่ได้ว่าเรียนมาจากไหน คงอ่านมาจากตำราสักเล่มเดี๋ยวข้าเขียนให้ท่านพ่อดูนะขอรับ”
ซือเฟิงหลงคว้าเหล็กเขี่ยถ่านไฟที่วางบนโต๊ะข้างทั่งเหล็กขึ้นมาใช้แทนพู่กันแล้วเริ่มเขียนอักษรที่ตนจำได้ลงบนพื้น อาจเพราะเพิ่งเลื่อนขั้นสู่การเป็ผู้ฝึกตนทำให้เผลอโคจรพลังปราณเข้าไป อักษร‘น้ำ’ที่เขียนลงพื้นพลันสั่นะเืไอชื้นก่อตัวรอบด้าน ก่อนที่เด็กชายจะลากเส้นสุดท้ายจบฝ่ามือใหญ่ของบิดาก็กุมทับลงบนมือเล็ก หยุดยั้งการตวัดขีดสุดท้ายไว้
“เอาล่ะอักษรฟ้าของเ้าคงวาดออกมาตามจินตนาการ ดูไม่ได้เอาเสียเลย ต่อไปอย่างเขียนให้ใครดูอีกเข้าใจหรือไม่”
ซือคงดึงเหล็กแหลมไปวางกลับไว้บนโต๊ะ“เข้าไปดูท่านแม่เร็ว นางเหนื่อยจึงหลับไป คงใกล้จะตื่นแล้ว”
เด็กชายพยักหน้ารับ “ขอรับท่านพ่อ”
เมื่อร่างเล็กหายลับเข้าไปในห้องชั้นในซือคงก็เหลือบมอง ‘อักษรน้ำ’ ที่ยังเขียนไม่เสร็จบนพื้น ดวงตาของเขาสั่นไหวคล้ายมีระฆังกำลังดังเตือนดังเหง่งหง่างในหัว ทันใดนั้นคลื่นพลังพลันแผ่จากปลายเท้ากวาดเอาอักขระบนพื้นหายวับไปในพริบตา
“เ้าเด็กนี่ไปเผลอวาดอักขระเหล่านี้ทิ้งไว้ที่อื่นหรือไม่นะ”บุรุษยกมือขึ้นกุมหน้าผากพลางถอนใจยาว
“ข้าคิดง่ายไปจริงๆ สินะ”