การเดินทางของขบวนผู้กล้า ผ่านไปได้ถึงครึ่งทางแล้ว
เหลือระยะทางอีกไม่เท่าไรขบวนเดินทางก็ใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว ลุค เคเลบและเกรซ ตอนนี้นั่งอยู่ในรถม้าเพียงแค่สามคน ส่วนลูคัสเมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มสนิทกับสาวใช้ทั้งสี่คน เขาจึงขอไปนั่งรถม้ากับพวกสาวใช้ แต่ในความเป็จริงเขาไม่อยากจะอยู่เป็ส่วนเกินมากกว่า
หลังจากที่ออกจากเมืองล่าสุดมา หัวหน้าเมสันได้บอกกับเคเลบว่า เส้นทางข้างหน้าต้องวิ่งผ่านช่องแคบระหว่างูเาและต่อจากนั้นจะวิ่งเลาะไปตามหน้าผาที่มีเหวลึกอยู่ด้านข้าง ที่ต้องใช้เส้นทางนี้เพราะว่าแนวูเายาวเรียงรายขวางเส้นทางอยู่จึงยากต่อการเดินทาง
มีเส้นทางนี้เพียงทางเดียวที่จะไปถึงเมืองหลวงได้ไว ถ้าจะให้อ้อมูเาไปทางอื่นคงเสียเวลาเดินทางอีกหลายเดือน แต่ถ้าใช้เส้นทางนี้ในการเดินทาง ก็สามารถย่นระยะทางได้เยอะแต่ต้องพักค้างแรมในหุบเขา
หัวหน้าเมสันบอกกับเคเลบว่าไม่ต้องกลัวเพราะได้เตรียมเสบียงมาเยอะพอเพียงแน่นอน เคเลบได้ฟังก็คิดว่าไม่น่าเป็ห่วงอะไรกับเื่พวกนั้น เพราะเขาเคยชินกับชีวิตลำบากพวกนี้ดี
-------------------
เมื่อขบวนของผู้กล้าเริ่มเข้าสู่หุบเขา อากาศก็เริ่มหนาวเย็นขึ้นมาทันที ป่าไม้สองข้างทางรกมืดจนแทบจะปิดบังแสงตะวัน มีเพียงแค่แสงส่วนน้อยที่ลอดผ่านใบไม้ลงมาสู่พื้นดิน
“อากาศเย็นจังเลยนะคะ คุณ”
เกรซเริ่มหนาว เคเลบจึงหยิบเสื้อคลุมอันหรูหราสีแดงสด ที่แขวนอยู่ให้เกรซสวมใส่ ส่วนลุคนอนหนุนตักเกรซหลับสบายอยู่ภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์สีขาวนวล
เคเลบภาวนาอย่างเดียวขอให้การเดินทางผ่านหุบเขานี้ราบรื่น เพราะเขากลัวมอนสเตอร์หรือปีศาจตามูเาออกมาโจมตีเป็อย่างมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้จะเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงสัตว์ร้องเลยสักตัว
“หรือว่ามันกลัวพวกทหารกันนะ”
เคเลบบ่นพึมพำออกมาอย่างวิตกกังวล เพราะเขาออกล่าสัตว์ั้แ่เด็กจึงรู้ว่าในูเาพวกสัตว์กับมอนสเตอร์ชุกชุม ไม่ควรที่จะเงียบแบบนี้
แต่บรรยากาศในป่านี้มันช่างเงียบจนน่ากลัว
‘ขออย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นเลย…..’
เคเลบภาวนาในใจ
-------------------------------
เมื่อผ่าน่หุบเขามาแล้วก็เป็เส้นทางเลาะหน้าผา
“ไปตามเส้นทางเลาะหน้าผานี้ จะมีที่กว้างอยู่่หนึ่งมีพื้นที่เพียงพอที่จะกางเต็นท์พักแรมได้”
หัวหน้าเมสัน ะโสั่งการทหารเพราะตอนแรกคิดว่าจะพักตรงระหว่างหุบเขา แต่เนื่องจากเดินทางเร็วกว่ากำหนดจึงไม่อยากหยุดพักตรงนั้นเพราะเขาจำได้ว่ามีที่พักในเส้นทางเลาะหน้าผานี้ด้วย เดินทางไปถึงตรงนั้นก็คงมืดพอดี
ในขณะที่รถม้าวิ่งเลาะตามหน้าผาไป เคเลบเปิดหน้าต่างออกดูก็ถึงกับใในบรรยากาศที่เห็น เพราะอีกด้านเป็หุบเหวลึกชันลงไป ถ้ารถม้าล่วงลงไปคงแหลกไม่มีชิ้นดีแน่ๆ
ในขณะที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง อากาศก็เริ่มหนาวเย็นขึ้นทุกที
“แม่ครับผมหิวแล้ว”
ลุคเริ่มหิวเพราะปกติ่เวลานี้ต้องเป็เวลากินอาหารมื้อเย็นกันแล้ว เกรซจึงล้วงเอาห่อขนมปังออกมาส่งให้ลุคกินแก้หิวไปก่อน
“อดทนหน่อยนะลูก เดี๋ยวก็ถึงจุดพักแล้ว”
เกรซพูดปลอบลุคด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลุคเอาตัวมาแนบชิดติดกับเกรซ ส่วนมืออีกข้างก็ถือขนมปังกัดกินไปด้วย
----- พรึ่บๆ !! ------
เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นจากบนท้องฟ้า เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นก็เกิดลมพัดจนฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มถนน เสียงม้าร้องอย่างตื่นตระหนก เคเลบรีบเปิดหน้าต่างออกแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที แต่มันก็มืดเสียแล้ว มองไปเห็นแค่แสงดาวระยิบระยับ
เคเลบจึงะโถามไปด้านหน้าขบวน
“มันเกิดอะไรขึ้นครับหัวหน้าเมสัน !!”
“ใจเย็นครับท่านเคเลบ พวกเราขอตรวจสอบก่อน”
เคเลบเริ่มเป็กังวลเพราะเ้าเสียงเมื่อกี้ ที่ทำให้เกิดลมแรงพัดมา
“คุณคะ...มีอะไรหรือเปล่า ?”
เกรซนั่งโอบกอดลุคอยู่ในอ้อมแขน ถามด้วยสีหน้าเป็กังวล
--------- พรึ่บๆ !! --------
เสียงนั้นดังอีกแล้ว คราวนี้ดังใกล้มากขึ้นและลมก็พัดจนรถม้าสั่นะเืไปทั้งคันเลยทีเดียว พวกม้าตื่นกลัวจนร้องระงมไปทั่วทั้งหุบเขา
“ทหารทุกนาย เตรียมพร้อม !!”
หัวหน้าเมสันะโสั่งทหารและพยายามบังคับม้าให้หายใและอยู่นิ่งๆ ทหารหลายคนเริ่มเสียขวัญเพราะเ้าสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น
พรึ่บๆๆ...
ตึง…!!
ตึง..!!
สิ้นเสียงนั้น พื้นดินก็สั่นะเืฝุ่นกระจายไปทั่วบริเวณจนแทบมองไม่เห็นสิ่งต่างๆ เสียงเหมือนมีอะไรขนาดใหญ่ตกลงมาจากท้องฟ้า ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของขบวนเดินทาง พวกม้าตื่นใกลัวจนทหารหลายคนล่วงลงจากหลังม้า สถานการณ์เริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ
“เกรซอยู่นี่นะ ...เดี๋ยวผมจะลงไปดูซักหน่อย”
“คุณระวังตัวด้วยนะ….!!”
พูดจบ เคเลบก็เปิดประตูรถม้าแล้ววิ่งลงไปทันที เมื่อเคเลบลงไปในตอนแรกฝุ่นยังกระจายอยู่ในอากาศหนาแน่น พอฝุ่นค่อยๆ จางลง เคเลบพยายามมองฝ่าความมืดไปข้างหน้าและข้างหลัง เขาเห็นแค่เงาดำๆ ขวางทางอยู่
“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม ปกป้องผู้กล้าให้ได้”
หัวหน้าเมสันะโสั่งการอีกครั้ง ถึงเขาจะยังไม่รู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร
“ยิงไฟส่องสว่าง”
สิ้นเสียงคำสั่งของหัวหน้าเมสัน ทหารก็ยิงธนูที่มีไฟติดอยู่ปลายลูกดอกขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันทีที่แสงจากลูกธนูดอกนั้นสว่าง ก็ปรากฏร่างเ้าของเสียงขึ้นมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
สิ่งนั้นคือ ัสีดำตัวขนาดใหญ่สองตัว เกล็ดของมันดำเป็เงาจนสะท้อนกับแสงไฟวิบวับ พวกมันยืนปิดเส้นทางอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เคเลบเมื่อได้เห็นก็ถึงกับหน้าถอดสีทันที เพราะเคยได้ยินว่าถ้าใครเจอัโจมตีไม่มีทางรอดสักราย แล้วัที่เห็นมันคือัดำที่โหดยิ่งกว่าัอื่นๆ ในโลกใบนี้เสียอีก
“ทหารปกป้องผู้กล้า”
หัวหน้าเมสันสั่งการทหารออกไปด้วยความเข็มแข็ง แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ที่ต้องมาเจอกับัขนาดใหญ่ั์ถึงสองตัว แค่เจอัตัวเล็กๆ เขายังคิดว่าคงสู้ไม่ได้ด้วยจำนวนทหารเพียงเท่านี้ แต่นี่มันอะไรกัน มันเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้ัใหญ่ขนาดนี้มาที่นี่ถึงสองตัว ผู้กล้าก็ยังเด็กอยู่ด้วย
ทหารทั้งด้านหน้าและด้านหลังจึงตั้งขบวนเพื่อเตรียมตัวสู้ ตามคำสั่งของหัวหน้าเมสัน สีหน้าของทหารแต่ล่ะคนแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างที่สุด เมื่อแสงไฟจากปลายลูกศรค่อยๆ ดับลง ความมืดจึงกลับเข้ามาอีกครั้ง เหลือเพียงคบไฟที่ติดอยู่บนรถม้าเท่านั้นที่มีแสงสว่าง ส่องให้เห็นตัวัแค่เงาดำมืดเท่านั้น
พรึบ !!....
พรึบ !!....
ทันใดนั้นัทั้งสองตัวก็เหวี่ยงปีกลงไปที่กลุ่มทหารที่กำลังตั้งท่าโจมตีอยู่ เพียงแค่การเหวี่ยงปีกเพียงครั้งเดียวก็กวาดทหารทั้งด้านหน้าและด้านหลังล่วงลงเหวไปจนหมดสิ้น
หัวหน้าเมสันและเคเลบ เห็นดังนั้นใบหน้าทั้งสองซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เกรซรีบเปิดประตูรถม้าออกมาดูเพราะเป็ห่วงเคเลบ
“คุณคะ...เกิดอะไรขึ้น !!”
เคเลบรีบวิ่งไปหาเกรซที่กำลังจูงมือลุคลงจากรถม้า เมื่อมองไปที่รถม้าอีกคันสาวใช้ทั้งสี่คนก็พาลูคัสออกมายืนนอกรถม้าด้วยเช่นกัน
เกรซและคนรับใช้หลังจากที่ได้เห็นเงาัดำทะมึน ทั้งหมดจึงส่งเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว สถานการณ์เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“พวกเราตายหมดแน่ๆ...ฮือๆ…”
เกรซร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง
“ทำอย่างไรดีครับหัวหน้าเมสัน”
เคเลบะโถามเมสัน เผื่อมีทางออกจากสถานการณ์นี้..แต่เมื่อเคเลบมองไปที่ใบหน้าของเมสัน เขาจึงคิดว่าหมดสิ้นหนทางเสียแล้ว
เคเลบพยายามมองไปรอบๆ อีกด้านนึงเป็หน้าผาสูงชัน ส่วนอีกด้านเป็หุบเหวลึก ไม่มีแม้แต่หนทางให้วิ่งหนีได้เลยนอกจากะโลงเหวไปเท่านั้น เขาจะทำอย่างไรดี
---“ข้ามีทางเลือกให้พวกเ้า..”---
อยู่ๆ ก็มีเสียงที่น่าเกรงขามพูดดังกังวาลขึ้น เสียงดังมาจากัตัวที่อยู่ด้านหน้าขบวน ทุกคนจึงหันไปทางัตัวนั้น เมื่อพยายามมองดีๆ จะเห็นเงาดำอยู่ที่หลังัทั้งสองตัว
---“หึหึหึ...เ้าพวกมนุษย์หน้าโง่ ข้าจะให้โอกาศแก่พวกเ้า”---
เงาดำนั้นพูดด้วยเสียงที่เยือกเย็นและน่าเกรงขาม
“เ้า้าอะไร”
หัวหน้าเมสันะโถามออกไป
---“บังอาจ…!! ไอ้พวกมนุษย์ กล้าพูดกับท่านผู้นั้นไม่มีหางเสียงเชียวรึ !!”---
เสียงตวาดดังมาจากัตัวที่อยู่ด้านหลังของขบวน
“อะ..เออ..ต้องขออภัยด้วยครับนายท่าน”
หัวหน้าเมสัน รีบเปลี่ยนท่าทีกับคำพูดทันที เพราะคิดว่าถ้าขัดขืนไปคงมีแต่ตายเท่านั้น
---“ถ้าพวกเ้าอยากจะผ่านเส้นทางนี้และไปถึงเมืองโดยสวัสดิภาพ ต้องสังเวย 1 ชีวิตให้กับัของข้า...”---
เมื่อคนที่เหลืออยู่ทั้งหมดได้ยินเช่นนั้น ต่างคนจึงต่างมองหน้ากันด้วยความกลัวและความหวาดระแวง มีเพียงหัวหน้าเมสันเท่านั้น ที่คิดว่าเหตุการณ์นี้ยังพอมีความหวัง
“ท่านสัญญาหรือไม่ว่าหลังจากที่สังเวยหนึ่งชีวิตแล้ว คนที่เหลือจะปลอดภัยจนถึงเมืองหลวง”
หัวหน้าเมสันะโถามออกไปด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าเมื่อตอนแรก
---“แน่นอน เพียงหนึ่งชีวิตแลกกับหลายชีวิตได้ไปต่อ หึหึ..”---
หัวหน้าเมสันได้ยินดังนั้นจึงเริ่มยิ้มออกมา เขาคิดที่จะสังเวยชีวิตของตัวเขาเอง แบบนี้ดีที่สุดแล้ว เพราะถ้าเขารอดชีวิตไปได้โดยที่สังเวยชีวิตคนอื่น ทั้งชีวิตนี้เขาคงต้องอยู่กับความอัปยศอดสูแน่ๆ แบบนี้ดีที่สุดแล้ว ตระกูลของเขาก็จะได้ความดีความชอบไป
“งั้นกระผมขอมอบชีวิตนี้เองครับ”
หัวหน้าเมสันพูดออกมาด้วยเสียงอันดัง เคเลบใเป็อย่างมากที่ได้ยินหัวหน้าเมสันยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อพวกเขา เคเลบคิดว่านี่เป็การตัดสินใจที่ดีของหัวหน้าเมสันแล้วเพราะตัวเขายังมีอนาคตรออยู่ สิ่งต่างๆ มันเพิ่งจะเริ่มต้นจะให้มาจบชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร
“ขอบคุณหัวหน้าเมสันมากเลยครับ ผมจะไม่ลืมบุญคุณนี้ไปชั่วชีวิต”
หัวหน้าเมสันได้ยินเคเลบบอกเช่นนั้นจึงหันมายิ้มให้ และได้เดินไปทางัดำตัวที่อยู่ด้านหน้า
“ลาก่อน….”
เสียงบอกลาเบาๆ ดังออกมาจากปากของหัวหน้าเมสัน
---“โอ๊ะๆๆ...ฮ่าๆ..ข้าต้องขอโทษเอาแต่ดูพวกเ้าซะเพลิดเพลิน กับบทบาทของฮีโร่ ..จนข้าลืมบอกไปอีกอย่างนึง….ฮ่าๆๆ”---
คนทั้งหมดที่อยู่ตรงนั้น เมื่อได้ยินเช่นนั้นความวิตกกังวลและความหวาดกลัวก็กลับเข้ามาสู่จิตใจพวกเขาอีกครั้ง
---“สิ่งที่ข้า้าคือ...ต้องสังเวย 1 ชีวิตในครอบครัวของผู้กล้ามาให้ัของข้ากิน…. คราวนี้ข้าบอกหมดแล้วนะ ฮ่าๆๆๆๆ !!”---
หัวหน้าเมสันได้ยินเช่นนั้นจึงใและรีบหันไปมองหน้าเคเลบ ตอนนี้ครอบครัวของเคเลบยืนหน้าซีดเผือดแม้แต่ตัวลุคและลูคัสเอง พวกเขาได้ยินคำพูดทั้งหมดของสิ่งที่อยู่บนหลังัพูดออกมา
เคเลบคิดอย่างหนัก ทำไมต้องเป็ครอบครัวเขาหรือว่าไอ้ปีศาจพวกนี้มัน้าขัดขวางผู้กล้า แต่ถ้าพวกมัน้าขัดขวางจริงๆ ทำไมพวกมันถึงไม่โจมตีไปเลยเพราะในตอนนี้พวกมันสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
“คุณคะ..จะทำอย่างไรดี ฉันยังไม่อยากตาย”
เกรซพูดกับเคเลบด้วยน้ำตานองหน้า ใช่..เคเลบคิดว่าตัวเขาเองก็ยังไม่อยากตาย เช่นกัน เพิ่งจะได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายจะมาตายแบบนี้ได้อย่างไร อนาคตที่สดใสนั้นรออยู่เบื้องหน้าแล้ว
เคเลบคิดได้ดังนั้น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป มันเป็ใบหน้าและสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวกลัวตาย เคเลบหันเดินไปทางลูคัสด้วยความรวดเร็ว
ลูคัสเห็นดังนั้นจึงรีบหลบไปที่ด้านหลังของสาวใช้ทันที
“พ่ออย่า !!...ผมกลัวแล้ว...ผมจะไม่ดื้อ”
ลูคัสะโเสียงดังลั่นและตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวในสิ่งที่พ่อของเขากำลังจะทำ ในขณะที่เคเลบย่างก้าวใกล้เข้ามาลูคัสรู้สึกเ็ปไปที่หัวใจ ลูคัสร้องไห้และพยายามอ้อนวอนร้องขอ เขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา สาวใช้ทุกคนก็ได้แต่ยืนนิ่งเฉย พวกเธอไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพราะความกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของทุกคนหมดแล้ว
เคเลบกระชากตัวลูคัสออกมาจากด้านหลังของสาวใช้ แล้วแบกลูคัสขึ้นบ่าหันเดินไปหาัด้านหน้าผ่านเกรซและลุคที่ยืนดูอยู่ตรงนั้น
“แม่ !! ช่วยด้วย...แม่...ผมจะไม่ดื้อ..ฮือๆ..”
ลูคัสดิ้นและตะกุยมือไปหาเกรซ แต่เกรซไม่แม้แต่จะมองมาทางเขาเลยสักนิด เธอยืนหลบหน้าและกอดลุคอยู่เฉยๆ หัวหน้าเมสันก็ได้แต่ยืนเงียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
---“ฮ่าๆๆๆๆ….”---
มีแต่เสียงหัวเราะของเ้าปีศาจที่อยู่บนหลังของั มันหัวเราะอย่างชอบใจในสิ่งที่เห็นตรงหน้า
เคเลบแบกลูคัสมาวางตรงหน้าั ลูคัสก็เอาแต่ร้องไห้และกอดขาพ่อของตัวเองเอาไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว เคเลบพยายามจะแกะมือของลูคัสให้หลุด แต่พอแกะหลุดลูคัสก็วิ่งเข้ามากอดขาเขาใหม่
“หัวหน้าเมสันหยิบเชือกมาให้ผมที….”
เคเลบะโบอกหัวหน้าเมสัน ที่ได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้ามอง
“หัวหน้าเมสัน !! ไม่ได้ยินหรือไง ช่วยหยิบเชือกให้ผมที เร็วเข้า !!”
ไม่ว่าเคเลบจะสั่งหัวหน้าเมสันยังไงเขาก็ไม่ขยับตัว เกรซเห็นดังนั้นจึงนำลุคไปฝากไว้ที่สาวใช้และเดินไปหยิบเชือกในรถใส่ของทางด้านหลัง แล้ววิ่งเอาไปให้เคเลบ
เกรซและเคเลบช่วยกันมัดลูคัสท่ามกลางเสียงร้องให้โหยหวนด้วยความหวาดกลัวของเด็กชายตัวน้อยที่เป็ลูกของพวกเขา
“พ่อ..แม่...ผมกลัว...ผมจะไม่ดื้อ...ฮือๆๆ…”
ลูคัสร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวสุดขั้วหัวใจ แต่ไม่ว่าลูคัสจะร้องไห้อ้อนวอนแค่ไหน พ่อแม่ของเขาก็ไม่หยุด ลูคัสมองไปที่หน้าพ่อและแม่ของเขา มันเป็ใบหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน..ใบหน้าพ่อแม่ของเขามันเคยน่ากลัวแบบนี้มาก่อนด้วยเหรอ
สิ่งที่พ่อแม่กำลังทำกับเขา มันทำให้ลูคัสมีความรู้สึกเ็ปเข้าไปในหัวใจ มันเจ็บมากเจ็บจนเกินบรรยาย จนตอนนี้ลูคัสไม่ดิ้นอีกต่อไปแล้ว ลูคัสนอนนิ่งๆ ให้พ่อกับแม่เอาเชือกมัดร่างของเขาอย่างง่ายดาย น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสายก็ค่อยๆ หยุดไหล ลูคัสนอนนิ่งไม่ร้องไม่ไหวติง เขาคิดว่าหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ตายเสียยังดีกว่าต้องรู้สึกเ็ปแบบนี้
ทั้งสองมัดลูคัสเสร็จเรียบร้อบร้อยแล้วจึงวางร่างของลูคัสไว้ที่ด้านหน้าของัดำตัวนั้น แล้วพวกเขาก็รีบวิ่งกลับไปที่รถม้า ปล่อยให้ลูคัสที่โดนมัดนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ซวบ…….อึกๆๆ
ัดำก้มหัวลงมากลืนกินลูคัส..ภายในเสี้ยววินาที ร่างเล็กๆ ก็หายไปจากตรงนั้น ไม่มีลูคัสอีกต่อไป……
เมื่อักินลูคัสไปเรียบร้อยแล้ว ัทั้งสองตัวจึงบินขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจดังกึกก้องหุบเขา
---“ตามสัญญา พวกเ้าเดินทางต่อไปได้ ….ฮ่าๆๆๆๆ”---
“เมื่อไปถึงเมืองหลวงแล้ว ผมไม่อยากให้เื่นี้หลุดรอดออกไป เื่ที่ผมต้องเสียสละชีวิตลูกชายหนึ่งคนเพื่อพวกเราทุกคน”
เคเลบพูดบอกทุกคนที่ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
“ต่อไปนี้ให้บอกกับทุกคนว่า ผมมีลูกชายเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น !!”
ทุกคนในที่นั้นได้แต่พยักหน้า และขึ้นรถม้าเดินทางต่อไปโดยไม่นอนพัก เคเลบต้องมาขับรถม้าด้วยตัวเอง เพราะทหารที่ขับโดนัโจมตีล่วงเหวไปแล้ว
----------